summary : ความขัดแย้งในสังคมไทย

ฉันทนา บรรพศิริโชติ (2542) ความขัดแย้งในสังคมไทย : ช่องว่างของการรับรู้และความเข้าใจ, กรุงเทพฯ : คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ [1]

[ดู annotation ของบทความนี้]

จากการกล่าวถึงกันมากเรื่องความรุนแรงและสันติวิธีในฐานะเกี่ยวข้องกับการจัดการความขัดแย้ง ในปี 2542 ฉันทนา บรรพศิริโชติ ได้ตีพิมพ์เอกสารชิ้นนี้เพื่อมุ่งทำความเข้าใจปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยอย่างรอบด้านและเป็นระบบมากขึ้น ฉันทนาเริ่มด้วยบริบทความเปลี่ยนแปลงในสังคมโลกและสังคมไทย ที่มีผลต่อธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปของความขัดแย้ง โดยย้อนภาพไปในยุคสงครามเย็น ซึ่งเป็นยุคการต่อสู้ทางอุดมการณ์ ความขัดแย้งถูกอธิบายด้วยอิทธิพลของแนวคิดชนชั้น เป็นความขัดแย้งทางชนชั้น ซึ่งมีแนวโน้มเกิดสงครามกลางเมือง ระหว่างชนชั้นนำทางการเมืองผนวกกับนายทุนและจักรวรรดินิยม ซึ่งมุ่งรักษา (preserve) ความมั่นคงแห่งชาติโดยการกดขี่ทางการเมือง ฝ่ายหนึ่ง กับประชาชนผู้ถูกปกครอง ชาวนาชาวไร่ และกรรมาชีพ ซึ่งต้องการเปลี่ยนแปลง (change) ปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ สังคม อีกฝ่ายหนึ่ง

ในยุคนี้ การเมืองไม่เปิดกว้าง ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างถูกแก้โดยความสัมพันธ์แบบอำนาจนิยม (authoritarian) คือใช้อำนาจและกำลังบังคับ ต่อมาความตึงเครียดในอินโดจีนผ่อนคลายลง ประเทศไทยมีนโยบายเปิดกว้างทางการเมือง มีคำสั่ง 66/23 เป็นปรากฏการณ์สำคัญ ทำให้สังคมไทยฝ่าข้ามวิกฤตสงครามกลางเมืองด้วยการเผชิญความเป็นจริง คือ การยอมรับความแตกต่างทางความคิด ทั้งนี้ฉันทนาเห็นว่าไม่ใช่เพราะคำสั่ง 66/23 อย่างเดียว แต่เป็นเพราะสังคมไทยได้ผ่านประสบการณ์การต่อสู้ทางการเมืองใหญ่ๆ 3 เหตุการณ์ทั้ง 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 (รวมถึง พฤษภาคม 2535 หลังจากนั้น) แต่ละครั้ง สังคมไทยตั้งคำถามกับระบบการเมืองที่เป็นอยู่ และมองทางออกสำหรับความขัดแย้งทางการเมืองไปที่ การพัฒนาประชาธิปไตยให้มั่นคง ทั้งเชิงสถาบัน และเชิงวัฒนธรรม ทั้งในวิธีคิดและวิธีปฏิบัติของพลเมือง (หน้า 2-4)

หลังยุคสงครามเย็น สังคมนิยมล่มสลาย จีนเปลี่ยนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี ความวิตกเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์หมดไป ความขัดแย้งในสังคมไทยเคลื่อนจากประเด็นความขัดแย้งทางอุดมการณ์และการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง (ideology conflict) มาสู่ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรและปัญหาอื่นๆอันสืบเนื่องจากยุทธศาสตร์และเป้าหมายของการเร่งรัดการพัฒนาที่เน้นการแข่งขันทางเศรษฐกิจเป็นหลัก เกิดผลกระทบมากมาย ป่าไม้ถูกทำลาย คนจำนวนมากต้องอพยพออกจากที่ทำกินเดิม เกิดทาสยุคใหม่ผ่านกระบวนการค้าหญิงและเด็กข้ามชาติ รวมทั้งปัญหาอุบัติภัยจากอุตสาหกรรม

ในช่วงต้นทศวรรษ 2530 เริ่มมีการก่อตัวขึ้นของงานศึกษาเกี่ยวกับความขัดแย้งในลักษณะเป็นหัวข้อการศึกษาวิจัย (area of study) โดยไม่ต้องอิงกับปัญหาการต่อสู้ทางการเมือง ฉันทนาเริ่มสำรวจตั้งแต่งานเรื่อง Food ,Development and Conflict (1988) ของ Paul Wallensteen ซึ่งเปิดประเด็นความขัดแย้งสืบเนื่องจากปัญหาความขาดแคลนภายใต้ระบบเศรษฐกิจการผลิตอาหาร กล่าวคือ อาหารกลายเป็นอาวุธแบบหนึ่งทั้งให้รางวัลและลงโทษ ผ่านการให้สิทธิพิเศษหรือการบอยคอตเพื่อให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขบางอย่าง เป็นต้น มีประเด็นความขัดแย้งเกิดขึ้นในหลายจุดบนห่วงโซ่การผลิตอาหาร ตั้งแต่ ความต้องการของมนุษย์กับความยั่งยืนของธรรมชาติ การใช้ที่ดินเพื่อผลิตอาหารกับเพื่อการอื่น การยังชีพกับระบบตลาด เจ้าของที่ดินกับเกษตรกรไร้ที่ทำกิน เกษตรขนาดใหญ่กับขนาดเล็ก พ่อค้าคนกลางกับผู้บริโภค เป็นต้น เฉพาะปัญหาเรื่องข้าว ซึ่งก่อให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ของชาวนาในปี 2528 ก็มีประเด็นความขัดแย้งต่างๆ เช่น การถือครองที่ดิน การกำหนดราคาข้าว นโยบายการส่งออก และผู้บริโภคข้าวในเมือง รัฐบาลใช้วิธีแก้ปัญหานี้โดยแสดงท่าทีห่วงใยและรับจะแก้ให้ ทำให้การประท้วงสลายไป โดยปัญหายังไม่ได้แก้ เป็นเพียงการกลบเกลื่อนปัญหาและซื้อเวลา (แช่แข็ง?) เท่านั้น (หน้า 5-7)

จากนั้น ฉันทนากล่าวถึงงานศึกษาความขัดแย้งทางทรัพยากรที่ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงกับบทบาทของรัฐในการอำนวยความสะดวกให้คนบางกลุ่มและกีดกันบางกลุ่มไม่ให้มีการเข้าถึง ประเด็นการศึกษาความขัดแย้งขยายไปโยงกับเรื่องสิทธิมนุษยชน การอยู่รอดทางวัฒนธรรม บทบาทของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีในการสกัดและกระจายทรัพยากร ซึ่งมีรากฐานปัญหาอยู่ที่การขายทรัพยากรธรรมชาติท่ามกลางความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยมีบรรษัทข้ามชาติเป็นตัวละครสำคัญ ปัญหาความขัดแย้งทางทรัพยากรทั้งหมดนี้ เมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปแล้ว มูลเหตุฝังรากอยู่ในยุทธศาสตร์และเป้าหมายการพัฒนาของรัฐเลยทีเดียว โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วเพื่อเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (New Industrial Countries: NICs) ทำให้เกิดความขัดแย้งเรื่องนาเกลือ-นาข้าว ประมงชายฝั่ง-นากุ้ง สนามกอล์ฟ-การชลประทานเพื่อการเกษตร อุตสาหกรรม/การท่องเที่ยว/การขยายเมือง – ปัญหามลภาวะ

แนวโน้มสำคัญ คือ รัฐกลายมาเป็นคู่ขัดแย้งที่สำคัญกับประชาชน โดยเฉพาะเมื่อมีการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ช่วงต่อมา งานศึกษาเกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งโดยสันติวิธีเริ่มปรากฏให้เห็นจากกรณีปัญหาต่างๆ เช่น กรณีเขื่อนแก่งเสือเต้น ปัญหาชาวเขา กรณีโรงไฟฟ้าขยะ-ลิกไนต์ นิคมอุตสาหกรรมลำพูน ปัญหาโรงการจัดที่ดินเพื่อเกษตรกร (คจก.) พร้อมไปกับมีการใช้ความรุนแรงในกรณีเขื่อนปากมูน การลอบฆ่าผู้นำทั้งกรณีต่อต้านโรงโม่หินจังหวัดเลย กรณีต่อต้านโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม (เจนโก้) ตลอดจน มีความพยายามศึกษาหาเครื่องมือแก้ไขความขัดแย้งใหม่ขึ้น เช่น กระบวนการรับเรื่องราวร้องทุกข์ กลไกการมีส่วนร่วมในโครงการขนาดใหญ่ รวมทั้งการประชาพิจารณ์ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม (หน้า 8-9)

แม้มีความพยายามหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธีผ่านกลไกใหม่ๆ แต่โดยรวมแล้ว ฉันทนาเห็นว่าความขัดแย้งในบริบทใหม่ของสังคมไทยที่มีขนาดใหญ่โตขึ้นและภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวมเร็วนี้ ยังคงดำเนินภายใต้โครงสร้างอำนาจนิยมชุดเดิมทั้งในหมู่ประชาชนเองและสถาบันทางการเมืองหลักๆ การแก้ปัญหามักหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า แต่ใช้วิธีพึ่งนายพึ่งรัฐ แม้จะมีวิธีแก้ปัญหาโดยการพูดจาตกลงกัน แต่หากไม่ได้ผล สังคมไทยก็พร้อมจะหันไปหาวิธีการใช้ความรุนแรง การแสวงหาวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งใหม่ๆ ท่ามกลางบริบทที่สังคมไทยกำลังเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นและกลายเป็นสังคมสมัยใหม่นี้ เสรีภาพส่วนบุคคลและอิทธิพลของตลาดขยายตัวขึ้น เกิดความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันของกลุ่มต่างๆมากขึ้น ฉันทนาสรุปว่าภาวะปัญหาสำคัญ คือ ประชาชนยังไม่เชื่อมั่นในกระบวนการประชาธิปไตยแบบตัวแทน ขณะเดียวกัน ก็ยังไม่เคยชินกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองทางตรง กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ในขณะที่สังคมไทยกำลังจะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น สังคมอาจเผชิญวิกฤตการปกครองที่รัฐอ่อนแอ ขณะที่พลเมืองก็มีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมไม่เพียงพอ (หน้า 11-12)

***********************

การแก้ปัญหาความขัดแย้งภายใต้ภาวะดังกล่าว จำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติของความขัดแย้งให้มากเพื่อหาวิธีแก้ได้อย่างเหมาะสม อาจกล่าวได้ว่าธรรมชาติของความขัดแย้งสามารถแบ่งเป็น 5 ประเด็นหลักๆ คือ

ประการแรก การตระหนักในความขัดแย้ง ซึ่งมักคิดกันว่าความขัดแย้งบ่อนทำลายเสถียรภาพของสังคม (และรัฐบาล) โดยมีฐานคิดว่าสังคมปกติต้องร่วมมือกัน ความขัดแย้งทำให้เสียระบบ เมื่อคิดแบบนี้ ทางออกคือไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้าง แต่รักษาระบบระเบียบเดิมไว้ (ซึ่งส่วนใหญ่มักถูกควบคุมโดยกลุ่มผู้มีอำนาจ) มองไม่เห็นว่าความขัดแย้งเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นความก้าวหน้าของสังคม เมื่อเกิดปัญหาหรือการเรียกร้องขึ้นเกี่ยวกับโครงการของรัฐ ความขัดแย้งจึงไม่ถูกมองเห็น เพราะ

  1. ไม่คิดว่าปัญหามาจากรัฐเป็นต้นเหตุ แต่มาจากกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์ ในขณะที่อีกฝ่ายพูดถึงประเด็นพื้นฐานที่สังคมต้องทำความเข้าใจและสร้างกติกาใหม่ร่วมกัน
  2. การเรียกร้องของชาวบ้านมักมีองค์กรพัฒนาเอกชนซึ่งไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นผู้สนับสนุนอยู่ จึงไม่มีความชอบธรรมเพียงพอที่จะเป็นคู่ขัดแย้งกับรัฐได้
  3. เห็นว่าการเรียกร้องทำไม่ถูกขั้นตอนหรือบางกรณีรัฐทำอยู่แล้ว ปัญหาจึงถูกลดเป็น “การชี้แจง” มากกว่า “การรับ” ประเด็นเรียกร้องว่าเป็นความขัดแย้งที่ต้องแก้ไข ในสังคมไทย ความขัดแย้งมักต้องเริ่มจากไม่ได้รับการยอมรับ ต้องมีการต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิที่จะขัดแย้ง (right to conflict) เพื่อให้กลายเป็นความขัดแย้งที่ชอบธรรม จึงจะมีเวทีที่ยอมรับและเกิดกระบวนการแก้ไขความขัดแย้งขึ้นได้ (หน้า 13-17)

ประการที่สอง ความขัดแย้งกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ความขัดแย้งในสังคมไทยมักเป็นความขัดแย้งแบบไม่สมมาตร (asymmetric conflict) ใน 3 ด้าน คือ

  1. ได้รับการยอมรับไม่เท่ากัน มีฝ่ายที่ชอบธรรมอยู่ฝ่ายเดียว
  2. ฝ่ายหนึ่งได้รับประโยชน์จากกฎกติกาที่มีอยู่มากกว่า
  3. อำนาจในการมีส่วนร่วมตันสินใจไม่เท่ากัน ฝ่ายหนึ่งมักเป็นฝ่ายกุมอำนาจ ทำให้อีกฝ่ายกลายเป็นฝ่ายกบฏต่อต้านไป ฝ่ายต่อต้านมักไม่สามารถตั้งประเด็นปัญหาได้ ไม่มีสถานภาพและทรัพยากรที่จะต่อรองกับกลุ่มกุมอำนาจได้ ความไม่สมมาตรเหล่านี้ทำให้แต่ละฝ่ายรับรู้ความขัดแย้งและหาทางออกไม่เหมือนกัน ทำให้เกิดเป็น “ความขัดแย้งเรื้อรัง” ฉันทนาเห็นว่าหากแก้ปัญหาความไม่สมมาตรนี้ได้ ก็เท่ากับแก้ปัญหาความขัดแย้งไปได้มากแล้ว (หน้า 17-20)

ประการที่สาม เหตุผลแห่งความขัดแย้ง ซึ่งโดยมากมักเป็นเรียกร้องการเสียสละของคนส่วนน้อยเพื่อผลประโยชน์ของการลงทุนที่เกิดกับคนส่วนใหญ่ เข้าทำนอง majority rule ซึ่งฉันทนาเห็นว่าหลายครั้งหลักการนี้ถูกใช้กันแบบแข็งตัวเกินไป ทำให้เกิดคนด้อยโอกาส หรือ “เหยื่อของการพัฒนา” มากมาย โดยเสนอว่าแท้ที่จริง การสร้างประโยชน์เพื่อคนส่วนใหญ่ ไม่ควรก่อให้เกิดความสูญเสียและเดือนร้อนต่อคนส่วนน้อย แต่ควรทำให้เกิดประโยชน์ทั่วหน้ามากกว่า (หน้า 21-22)

ประการที่สี่ โครงสร้างและอคติในฐานะมูลเหตุของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ความขัดแย้งที่มีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อมีลักษณะ 2 ประการ คือ มักเป็นความขัดแย้งที่กระทบต่อความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ได้แก่ การดำรงชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นคน และมักเกี่ยวกับเรื่องอคติที่ถูกสร้างขึ้นจากความแตกต่างทางชนชั้น เชื้อชาติ ศาสนา และความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งอคติระหว่างผู้มีอำนาจกับประชาชน รัฐบาลกับองค์กรพัฒนาเอกชน เจ้าของโครงการพัฒนากับชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ คนเมืองกับคนชนบท ฯลฯ อคติที่สำคัญคืออคติที่เกิดจากความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากรและอำนาจการตัดสินใจ จนก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจกัน (หน้า 23-27)

ประการที่ห้า พลวัตของความขัดแย้ง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่มักถูกมองข้าม เพราะมักมองความขัดแย้งแบบหยุดนิ่งกันเสียมาก ซึ่งบางครั้งวิธีการมองเช่นนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาหรือทำให้ความขัดแย้งเปลี่ยนรูปไปจนยากแก่การหาทางออกได้ เพราะไม่สามารถประเมินสถานการณ์ขณะหนึ่งๆว่ามีพลังขับดันอะไร คาดคะเนทิศทางและการคลี่คลายไม่ได้ ตลอดจนไม่สามารถวางท่าทีต่อการแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม ฉันทนาอ้างงานของ Paul Wehr (1979) ที่แยกมองพลวัตของความขัดแย้งเป็น 5 สถานการณ์ ได้แก่

  1. เหตุการณ์ลางบอกเหตุ ซึ่งจะมีการกระจายและความถี่ของเหตุการณ์ประท้วง ร้องเรียน ฯลฯ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  2. พัฒนาการของประเด็นความขัดแย้ง มีข้อขัดแย้งและคู่ขัดแย้งชัดเจนขึ้น พัฒนากลายเป็นประเด็นสาธารณะ แต่เมื่อความขัดแย้งดำเนินไป ข้อขัดแย้งอาจเปลี่ยนแปลงไปหรือเพิ่มขึ้นใหม่ด้วย เช่น จากเรื่องค่าชดเชย ไปสู่เรื่องสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน เป็นต้น
  3. การแยกขั้วในกระบวนการของความขัดแย้ง เกิดจากการแสวงหาแนวร่วมเพื่อสนับสนุนความคิดและน้ำหนักเหตุผลฝ่ายตน ทำให้แวดวงและตัวแสดงค่อยๆเพิ่มมากขึ้น
  4. เกลียวสว่านความขัดแย้ง ลักษณะการโต้ตอบกันไปมาระหว่างคู่ขัดแย้งมีผลทำให้ความตึงเครียดเกิดแรงหมุนเหวี่ยงสูงขึ้น หรือลดลงได้
  5. การสร้างภาพถาวรของคู่ขัดแย้ง เมื่อความขัดแย้งดำเนินไปนาน การตอบโต้ระหว่างกันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ไม่อาจรับรู้ความรู้สึกที่แท้จริงของอีกฝ่ายได้ มองเห็นเฉพาะส่วนที่ตรงข้าม (แตกต่าง) จากฝ่ายตนเองเสมอ ฉันทนากล่าวว่าความตึงเครียดของความขัดแย้งจะสูงขึ้นหรือลดลง ขึ้นอยู่กับการขยายตัวหรือหดตัวของพลวัตใน 3 มิติหลัง (หน้า 27-32)

***********************

ในแง่ของการแก้ไขความขัดแย้ง ฉันทนาเห็นว่าปัจจุบันยังไม่มีการพยายามอย่างจริงจัง ส่วนใหญ่เป็นเพียงการซื้อเวลา และยังไม่มีบรรทัดฐานของวิธีการแก้ไขความขัดแย้งที่ยอมรับร่วมกันได้ แม้จะมีกลไกใหม่ๆ เช่น ประชาพิจารณ์ กลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในการทำ EIA การเจรจาต่อรองทั้งแบบทางการและไม่เป็นทางการ มีพรบ.สิ่งแวดล้อม พรบ.ข้อมูลข่าวสาร มีองค์กรใหม่ๆอย่างศาลปกครอง ผู้ตรวจการรัฐสภา แต่สิ่งที่ขาดหายไป คือ วิธีปฏิบัติที่ทำให้กลไกเหล่านี้เกิดผลขึ้นจริง ในการหาทางแก้ไขความขัดแย้งในสังคมไทย ต้องพิจารณาความเป็นจริงที่สำคัญ 2 ประการ ได้แก่ ภายในโครงสร้างสังคมไทยมีเงื่อนไขความขัดแย้งแฝงอยู่ และความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนที่เป็นลักษณะหลักของสังคมไทยในปัจจุบันนั้น เป็นความขัดแย้งแบบไม่สมมาตรเชิงอำนาจ
นอกจากนี้ เพื่อทำให้สังคมไทยสามารถจัดการกับความขัดแย้งได้อย่างเป็นปกติ (routinized conflict) ยังมีเงื่อนไขพื้นฐานอีก 3 ประการ คือ

  1. การทำความจริงให้ปรากฏ ถกเถียงกันด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง และต้องสร้างความโปร่งใสและมีหลักประกันไม่ให้ถูกกีดกันการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการ
  2. การปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ กล่าวคือ ต้องเสริมสร้างอำนาจให้ชุมชนและประชาสังคม ให้มีศักยภาพในการสื่อสารประเด็นปัญหาของตน สามารถสร้างข้อถกเถียงได้ ตลอดจนมั่นใจเพียงพอที่จะไว้วางใจอำนาจรัฐได้ กระบวนการเหล่านี้จะเป็นไปได้ จำเป็นต้องเข้าใจบทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชน
  3. สร้างธรรมเนียมและวัฒนธรรมการแก้ปัญหาความขัดแย้ง เข้าใจธรรมชาติของความขัดแย้ง คู่ขัดแย้ง ความรุนแรงและสันติวิธี [2]

end note

[1] นอกจากบทความชิ้นนี้แล้ว ยังมีอีกบทความหนึ่งซึ่งให้ภาพความขัดแย้งใหม่ๆที่รัฐกลายเป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชนเช่นกัน โปรดดู ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ “การเมืองของความขัดแย้ง : รัฐไทยกับคนเล็กคนน้อยในสังคมไทย” ใน พัชรี สิโรรส และทิวดา กมลเวชช (บ.ก.), ความขัดแย้งในสังคมไทยยุควิกฤตเศรษฐกิจ (กรุงเทพฯ: โครงการปริญญาโทสำหรับนักบริหาร คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (EPA) และคบไฟ, 2542)

[2] มีงานแปลอีกชิ้นหนึ่งที่กล่าวถึงการแก้ไขความขัดแย้งและใช้ฐานคิดจากพุทธธรรมได้อย่างเป็นระบบ โปรดดู จอห์น แมคคอนแนล (เขียน) พระไพศาล วิสาโล (บ.ก.แปล) (2538) ศาสตร์และศิลป์แห่งการระงับความขัดแย้ง : คู่มือสำหรับชาวพุทธผู้ใฝ่สันติ. กรุงเทพฯ : เสมสิกขาลัย

About these ads

6 Responses to summary : ความขัดแย้งในสังคมไทย

  1. You may use these HTML tags and attributes: <a href="" ชอบมาก

  2. การเกิดความขัดแย้ง

  3. รักครอบครัวมากที่สุด

  4. ขุขันธ์…

    [...]summary : ความขัดแย้งในสังคมไทย « Omens & So Hum[...]…

  5. su aritimi says:

    su aritimi…

    [...]summary : ความขัดแย้งในสังคมไทย « Omens & So Hum[...]…

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: