เทคโนโลยีเพื่อการต่อสู้ไร้ความรุนแรง : บทปริทัศน์

จาก Brian Martin. Technology for Nonviolent Struggle (London: War Resisters’ International, 2001).

นำเรื่อง

­­ในบรรดางานเขียนทั่วโลกด้านสันติภาพศึกษา การวิจัยสันติภาพ หรือสันติวิธีนั้น แทบจะไม่มีเลยที่จะเป็นงานศึกษาสันติวิธีจากมุมด้านเทคโนโลยี [1] ส่วนใหญ่จะเป็นงานศึกษาจากมุมสาขาสังคมวิทยา จิตวิทยา ปรัชญา ฯลฯ รวมทั้งวิทยาศาสตร์ แต่สาขาหลังสุดนี้ก็เป็นสาขาชีววิทยาเสียส่วนมาก อาจกล่าวได้ว่าหนังสือ Technology for Nonviolent Struggle แทบจะเป็นเพียงเล่มเดียวที่ศึกษาสันติวิธีในมุมมองดังกล่าว

นอกจากเนื้อหาที่แหวกแนวโดยเชื่อมโยงระหว่างเทคโนโลยีกับสันติวิธีแล้ว ความเชื่อมโยงในแง่วิทยาศาสตร์กับสังคมก็เป็นเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจในงานเขียนชิ้นนี้ ตัวผู้เขียนเองเป็นอาจารย์สอนในหลักสูตรวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กับสังคม ศาสตร์สาขาใหม่ที่มีขึ้นทางตะวันตกมานานกว่า 30 ปีแล้ว ว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีจากหลากหลายสาขาวิชา ชื่อ “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กับสังคม” นี้เป็นชื่อเรียกแบบอเมริกัน ทางยุโรปจะเรียกว่า “วิทยาศาสตร์ศึกษา” หรือ “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีศึกษา” พื้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของตัวผู้เขียนก็ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีด้านฟิสิกส์ทฤษฎี ทั้งยังก็มีประสบการณ์เข้าร่วมและเป็นผู้นำกิจกรรมทางสังคมและการรณรงค์เพื่อสันติภาพทั้งในเชิงวิชาการและเชิงปฏิบัติการจำนวนมากยิ่งช่วยทำให้งานชิ้นนี้น่าสนใจมากขึ้นไปอีก

หนังสือจำนวนเกือบ 100 หน้ากระดาษ A4 ที่ให้ดาวน์โหลดได้เล่มนี้ มาจากงานวิจัยในช่วงปี 1993-1995 ของไบรอัน มาร์ติน และแมรี คอวท์ ทั้งสองพยายามหาคำตอบว่าจะทำให้เทคโนโลยีสนับสนุนปฏิบัติการไร้ความรุนแรงได้อย่างไร ความน่าสนใจอีกประการของหนังสือเล่มนี้ คือ ได้รับทุนสนับสนุนจากแหล่งทุนวิจัยระดับชาติของออสเตรเลีย คือ สภาวิจัยแห่งชาติออสเตรเลีย นี้ยิ่งแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ขององค์กรระดับชาติของออสเตรเลียว่าให้ความสำคัญกับทั้งเรื่องการศึกษาข้ามสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กับสังคม และเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างเทคโนโลยีกับสันติวิธีเพียงใด

ควบคุมชีวิตตน & กระจายอำนาจ

มาร์ติน เปิดฉากด้วยวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีกับสังคมของ Aldous Huxley ผู้ซึ่งโด่งดังจากการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง “Brave New World” เมื่อปี 1932 ในงานเรื่อง “Science, Liberty and Peace” ที่ตีพิมพ์ในปี 1946 Huxley พัฒนาฐานคิดเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างวิทยาศาสตร์กับความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรง จากนักคิดสำคัญ 2 คน คือ ลีโอ ตอลสตรอย ที่ว่า “หากอำนาจส่วนใหญ่ของสังคมอยู่กับคนหยิบมือเดียว อำนาจในการควบคุมธรรมชาติผ่านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ถูกนำไปรับใช้อำนาจแห่งความไม่เท่าเทียม” และจากลอร์ดแอ็กตัน ที่ว่า “ที่ใดมีอำนาจ ที่นั้นมีการฉ้อฉล ที่ใดอำนาจมากล้น การฉ้อฉลก็ชั่วเสียสุดประมาณ” (power tends to corrupt & absolute power corrupts absolutely)

ด้วยฐานคิดที่ว่าอำนาจมีแนวโน้มเข้าสู่ความชั่วร้าย Huxley จึงเห็นว่าเทคโนโลยีและการจัดระบบสังคมที่ส่งเสริมการรวมศูนย์อำนาจควรถูกต่อต้าน และเขาเชื่อว่ามีเพียงวิธีการแบบไม่ใช้ความรุนแรงเท่านั้นที่จะทำให้เกิดการกระจายอำนาจได้อย่างแท้จริง เพราะในขณะที่ปฏิบัติการที่ใช้ความรุนแรงนั้น มีเพียงผู้มีอำนาจไม่กี่คนที่เป็นผู้ใช้ได้ ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงกลับเอื้อให้คนจำนวนมากเข้าร่วมได้ ทั้งยังจำกัดอำนาจของแต่ละคนไว้ไม่ให้มากเกินไปอีกด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง การไม่ใช้ความรุนแรงจำกัดอำนาจ ไม่จำกัดจำนวนคน ส่วนการใช้ความรุนแรงจำกัดจำนวนคน แต่ไม่จำกัดขอบเขตอำนาจ

จากปฏิบัติการทางตรง Huxley พาเราไปสู่การพิจารณาระดับโครงสร้าง เขายกตัวอย่างระบบพลังงานน้ำมันแบบรวมศูนย์ของโลกว่า ปัจจุบัน น้ำมันถูกส่งไปยังส่วนต่างๆของโลกอย่างไม่เท่าเทียมกัน เพราะอยู่ในระบบควบคุมที่ผูกขาด และหลายครั้ง สงครามก็เป็นไปเพื่อแสวงหาและปกป้องการครอบครองดังกล่าว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือระบบพลังงานแบบน้ำมันนี้มีแนวโน้มทำให้เกิดสังคมที่ไม่เท่าเทียมและเกิดสงคราม เขายังเห็นอีกว่ารัฐสงครามสมัยใหม่ดังในสงครามโลกครั้งที่สองนั้นต้องอาศัยอุตสาหกรรมสินค้าและทุนที่เข้มแข็ง รวมทั้งการระดมประชากรขนานใหญ่ทั้งในภาคการทหารและภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นรัฐในลักษณะนี้จึงวางระบบให้ผู้คนไร้รากปราศจากทรัพย์และต้องพึ่งพาการบริการจากรัฐ ในทางกลับกัน ข้ออ้างการเตรียมพร้อมสำหรับสงครามก็ทำให้อำนาจการเมืองแบบรวมศูนย์สามารถดำรงอยู่ได้อีกด้วย

Huxley เห็นว่าแนวโน้มการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีในยุคนั้นเป็นไปเพื่อรับใช้ผู้กุมอำนาจ แทนที่จะเพื่อเสรีภาพและสันติภาพ เขาจึงเสนอว่านักวิทยาศาสตร์ต้องคว่ำบาตรงานที่เป็นอันตราย และส่งเสริมการพัฒนาระบบอาหารและพลังงานที่พึ่งตนเองได้ในระดับภูมิภาค หรือที่เขาเรียกว่า “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชุมชน” ซึ่งสอดคล้องกับความจำเป็นของชุมชนมากกว่า

วิสัยทัศน์ของ Huxley กล่าวโดยสรุปคือ เทคโนโลยีที่ทำให้ผู้คนสามารถควบคุมชีวิตตัวเองได้ จึงเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดที่เอื้อให้ชุมชนใช้วิธีการไร้ความรุนแรงในการต่อต้านผู้รุกรานหรือผู้กดขี่ได้ มาร์ตินเห็นว่าความคิดอันลึกซึ้งดังกล่าวนี้ ปัจจุบันยังไม่ได้ถูกกล่าวถึงทั้งในวงการการวิจัยสันติภาพและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีศึกษา ทำให้ผู้คนยังมองไม่เห็นถึงการเชื่อมโยงระหว่างวิทยาศาสตร์กับสันติวิธีแต่อย่างใด ความพยายามเชื่อมโยงดังกล่าวคือเป้าหมายหลักของงานเขียนชิ้นนี้ เขายืนยันอย่างหนักแน่นว่าการต่อสู้แบบสันติวิธีมีมิติเรื่องเทคโนโลยีอย่างแน่นอน และการปรับทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีให้สนับสนุนการไม่ใช้ความรุนแรงนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีโดดๆ แต่เกี่ยวข้องกับการแปลงเปลี่ยนระบบต่างๆที่เป็นบริบทแวดล้อมเทคโนโลยี ทั้งเรื่อง 1) ทิศทางการวิจัย 2) โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี และ 3) กระบวนการตัดสินใจทางสังคม

Military Defense

หากต้องการรู้ว่าจะใช้เทคโนโลยีเพื่อสันติวิธีได้อย่างไร ก็ต้องรู้ก่อนว่าเทคโนโลยีถูกนำไปใช้สร้างความรุนแรงได้อย่างไร มาร์ตินเห็นว่าความรุนแรงที่ถูกจัดตั้งอย่างเป็นระบบที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีมากที่สุด คือ การทหารและการทำสงครามในนาม “การป้องกันประเทศ” (military defense) ในยุค 1980s นักวิทยาศาสตร์ครึ่งหนึ่งของโลกเข้าไปอยู่ในส่วนการวิจัยและพัฒนาทางทหาร ในส่วนถัดมา มาร์ตินจึงเริ่มด้วยการพาเราท่องไปในอาณาจักรการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่ได้รับอิทธิพลจากการทหาร โดยผ่านทั้งการให้ทุนวิจัย การฝึกอบรม และตำแหน่งงานเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรในองค์กรอย่างกระทรวงกลาโหมหรือสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ เกิดนวัตกรรมเทคโนโลยีทางทหารมากมาย เช่น ดีดีทีครั้งหนึ่งก็เคยถูกพัฒนาขึ้นเพื่อควบคุมโรคระบาดจากแมลงเพื่อใช้ในระหว่างสงคราม บางครั้งสาขาวิชาทั้งสาขาถูกกำหนดโดยการทหารเลยทีเดียวอย่างสาขานิวเคลียร์ฟิสิกส์ ซึ่งได้รับทุนและตำแหน่งนักวิจัยจำนวนมหาศาลจากหน่วยทหาร แทนที่จะเป็นสาขาการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นต้น

นอกจากอิทธิพลเชิงโครงสร้างของทหารที่มีต่อการพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว อิทธิพลเชิงวัฒนธรรมก็มีส่วนสนับสนุนสถาบันทหารและการพัฒนาเทคโนโลยีทหารอีกด้วย นั่นคือ ความเชื่อที่ว่าสังคมของตนมี “ความเหนือกว่า” สังคมอื่น การดำรงอยู่ของทหารเกิดขึ้นได้ด้วยสมมติฐานที่ว่าการมีกองกำลังที่ใช้เทคโนโลยีในการป้องกันประเทศเป็นสิ่งที่ชอบธรรม แม้กระทั่งจะต้องฆ่าทหารและพลเรือนของฝ่ายศัตรูก็ตาม

แนวคิดหน้าที่ป้องกันศัตรูภายนอกของทหารนั้น หลายครั้งถูกพัฒนาไปถึงขั้นการป้องกันความมั่นคงภายใน กลายเป็นการกดขี่และใช้ความรุนแรงกับพลเมืองของตนอีกด้วย ในตอนท้ายของบทที่สอง มาร์ตินชี้เพิ่มเติมว่าความรุนแรงแบบจัดตั้งของทหารนี้ ยังโยงกลับไปถึงวัฒนธรรมและโครงสร้างเชิงลึกเรื่องรัฐ ทุนนิยม ระบบราชการ และระบบชายเป็นใหญ่อีกด้วย นี้ทำให้เราเห็นความยุ่งยากซับซ้อนของอิทธิพลต่างๆในระบบสังคมปัจจุบันที่กำหนดการพัฒนาเทคโนโลยีไปในทิศทางการใช้ความรุนแรง และดูจะไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลยในการจะเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้ในทางสันติวิธี กล่าวโดยสรุป มาร์ตินชี้ให้เราเห็นว่าแหล่งที่ตั้งสำคัญของการใช้ความรุนแรงนั้น มาจาก 2 แหล่ง คือ 1) จากการรุกรานจากภายนอก และ2) จากการกดขี่โดยระบบจากภายใน

Nonviolent Defense

หากแนวคิดเรื่องการป้องกันประเทศโดยทหาร คือ การวางอยู่บนฐานคิดที่ว่าเราสามารถจัดตั้งกระบวนการขึ้นเพื่อหยุดยั้งความรุนแรงได้ด้วยความรุนแรงตรงๆ มาร์ตินก็จะพาเราไปรู้จักกับสันติวิธี ว่าคือการจัดตั้งกระบวนการไม่ใช้ความรุนแรงขึ้นมา เพื่อสกัดกั้นกระบวนการใช้ความรุนแรงของฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง แต่โดยจัดการกับเจตจำนงของคน 3 กลุ่มหลัก คือ

  1. เสริมสร้างเจตจำนงของกลุ่มคนเข้าร่วมกับการต่อสู้แบบสันติวิธี
  2. สกัดกั้นเจตจำนงในการฆ่าของกลุ่มทหารฝ่ายตรงข้ามโดยตรง
  3. สกัดกั้นเจตจำนงของฝ่ายตรงข้ามโดยอ้อม ผ่านการทำให้กลุ่มคนที่เป็นฐานให้ความชอบธรรมกับฝ่ายใช้ความรุนแรง หันมาต่อต้านผู้ใช้ความรุนแรงเสีย ทั้งนี้เพราะการไม่ใช้ความรุนแรงย่อมได้รับความชอบธรรมจากฝ่ายต่างๆมากกว่าการใช้ความรุนแรง

นอกจากทำงานกับเจตจำนงแล้ว วิธีการที่น่าสนใจในระดับยุทธวิธีและเป็นที่ถกเถียงกันในวงการสันติวิธี คือ สันติวิธีมีบางครั้งใช้ความรุนแรงกับฝ่ายใช้ความรุนแรงด้วย แต่ไม่ใช่กับมนุษย์ หากเป็น “การใช้ความรุนแรงต่อสิ่งของ” เช่น การใส่ทรายเข้าไปในกระบอกปืนใหญ่ ทำให้ใช้งานไม่ได้ หรือการทำลายเส้นทางลำเลียงอาวุธ รวมทั้งการที่คนงานในประเทศที่ถูกนาซียึดครองทำให้สายพานการผลิตสินค้าช้าลง สร้างความเสียหายเชิงเศรษฐกิจต่อนาซีอย่างยิ่ง ตลอดจนการที่คนงานทำลายชิ้นส่วนสำคัญบางอย่างที่ทำให้ทั้งโรงงานไม่สามารถดำเนินการผลิตได้ แล้วหนีไปก่อนที่ผู้รุกรานนอกประเทศจะเข้ายึดครองและเข้าใช้โรงงานนั้น เป็นต้น

กระบวนการต่างๆเหล่านี้ รวมเรียกว่า “การป้องกันโดยสังคม” (social defense) หรือ “การป้องกันโดยไม่ใช้ความรุนแรง” (nonviolent defense) บางครั้งเรียกว่า “การป้องกันโดยพลเรือน” (civil defense) ในฐานะทางเลือกออกจากการป้องกันโดยทหาร มาร์ตินใช้แนวคิดนี้เป็นฐานในการพัฒนาแนวคิดเทคโนโลยีเพื่อการต่อสู้แบบสันติวิธีของเขา ซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับความยุ่งยากซับซ้อนของกระบวนการใช้ความรุนแรงแบบจัดตั้งของทหารดังที่เราได้เห็นแล้วข้างต้น

หลังจากรู้จักสันติวิธีแล้ว ในส่วนถัดมา อันเป็นส่วนหลักของงานชิ้นนี้ มาร์ตินพาเราร่วมค้นหาอาณาจักรเทคโนโลยีสันติวิธี ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ เทคโนโลยีการสื่อสารแบบเครือข่าย (network communication technology) กับเทคโนโลยีเพื่อการอยู่รอด (survival technology) หรือเพื่อการพึ่งตนเองของชุมชน (self-reliance technology) เทคโนโลยีเหล่านี้เกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับยุทธวิธี (tactic) ไปถึงระดับยุทธศาสตร์ (strategy) ตั้งแต่ระดับการต่อสู้ทางตรง (direct level) ไปถึงการวางระบบเชิงโครงสร้าง (structural level) และเชิงวัฒนธรรม (cultural level)

Network Communication Technology

ในส่วนของเทคโนโลยีกลุ่มแรก หลักสำคัญ คือ สันติวิธีไม่กลัวการเปิดเผยความจริง ในขณะที่การใช้ความรุนแรงเกรงกลัว ดังนั้น สันติวิธีจึงอาศัยการเปิดเผยความจริงผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารชนิดต่างๆได้ ในขณะที่ผู้ใช้ความรุนแรงจะพยายามควบคุมความจริงเหล่านี้ไม่ให้รั่วไหลออกไปสู่คนนอก มาร์ตินชี้ให้เราเห็นว่าประเด็นหลักคือ ระบบการสื่อสารแบบรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง ทั้งที่เป็นโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ จะเป็นที่หมายปองของทั้งผู้รุกรานจากภายนอกและผู้กดขี่จากภายใน เพราะสามารถใช้ควบคุมความจริงและกล่อมประชาชนให้หลงเชื่อได้ ดังนั้น จะต่อต้านด้วยสันติวิธีก็ต้องสร้างระบบการสื่อสารแบบกระจายศูนย์ เช่น โทรทัศน์ท้องถิ่น วิทยุชุมชน รวมทั้งวิทยุคลื่นสั้นและวิทยุสมัครเล่น หนังสือพิมพ์ที่ใครๆก็สามารถเขียนเรื่องและผลิตงานได้ โดยไม่ต้องมีระบบการผลิตขนาดใหญ่ เป็นต้น ในเชิงยุทธวิธีแล้ว เครื่องอัดเสียงและภาพ โทรศัพท์และแฟกซ์ แผ่นพับใบปลิว ตลอดจนไปรษณีย์ ก็มีประสิทธิภาพอย่างมากในการติดต่อสื่อสารกันเพื่อต่อต้านการกดขี่

ในบรรดาเทคโนโลยีการสื่อสารเหล่านี้ มาร์ตินเห็นว่าคอมพิวเตอร์เน็ตเวิร์ค คือ เทคโนโลยีน่าสนใจมากที่สุดในการต่อต้านโดยสันติ เพราะเป็นการยากมากที่จะควบคุมเทคโนโลยีการสื่อสารแบบสองทางที่ไม่มีการรวมศูนย์ ทั้งยังเปิดให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างมหาศาลและกว้างไกลชนิดนี้ มาร์ตินชี้ว่าเทคโนโลยีกลุ่มแรกนี้เกี่ยวข้องกับสาขาวิชา (discipline) อย่างฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

มีตัวอย่างการต่อต้านผู้ใช้ความรุนแรงทั้งในเชิงการรุกรานจากภายนอก และการกดขี่ของระบบเผด็จการภายในโดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารอยู่มากมาย เช่น ด้วยแฟกซ์เพียงเครื่องเดียว ที่ส่งความจริงออกไปให้นานาชาติรู้ ก็สามารถนำมาซึ่งการหยุดยั้งความรุนแรงในจตุรัสเทียนอันเหมินได้ หรือการถ่ายวิดีโอความรุนแรงต่อชาวติมอร์ตะวันออกเผยแพร่ไปทั่วโลก ก็สามารถหยุดยั้งการกระทำของรัฐบาลอินโดนีเซียได้ เป็นต้น

Self-Reliance Technology

ส่วนกลุ่มที่สองนี้เกี่ยวข้องกับหลากหลายประเด็นแทบจะครอบคลุมทุกเรื่องของการดำรงชีวิต ทั้งเรื่องระบบพลังงาน อาหาร น้ำ การขนส่ง การสร้างที่อยู่อาศัย ระบบการรักษาและดูแลสุขภาพ การเกษตร ระบบการผลิตวัสดุต่างๆ หลักสำคัญยังคงอยู่ที่การกระจายศูนย์อำนาจ เพราะจะทำให้เราพึ่งตนเองได้ เมื่อพึ่งตนเองได้ อำนาจก็อยู่ที่เรา ทำให้สามารถต่อต้านขัดขืนระบบการกดขี่และรุกรานที่มีความรุนแรงต่างๆได้

นอกจากนี้ เทคโนโลยีเพื่อการต่อสู้แบบสันติวิธียังเกี่ยวกับสุขภาพในแง่ยุทธวิธีอีกด้วย กล่าวคือ เราอาจฝึกอบรมให้คนทั่วไปสามารถปฐมพยาบาลผู้ต่อต้านด้วยสันติวิธีเองได้ หรือสามารถใช้ความรู้เบื้องต้นทางนิติวิทยาศาสตร์มาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างๆอย่างการถูกทรมานได้อีกด้วย เป็นต้น นอกจากนี้ เทคโนโลยีเพื่อการต่อสู้แบบสันติวิธียังสอดคล้องกับแนวคิดเทคโนโลยีที่เหมาะสม (appropriate technology) หรือเทคโนโลยีขนาดกลาง (intermediate technology) เพราะแนวคิดเทคโนโลยีชนิดนี้เน้นใช้ทุนน้อย ใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น ขนาดไม่ใหญ่โตเกินกว่าครอบครัวหรือกลุ่มคนเล็กๆจะสามารถสร้างได้ ไม่ใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนทำให้คนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย กล่าวอีกนัยหนึ่ง แนวคิดเทคโนโลยีระดับกลางเป็นการส่งเสริมการพึ่งตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งระบบโดยไม่จำเป็น และผู้มีอำนาจใช้ความรุนแรงก็ไม่สามารถผูกขาดเทคโนโลยีเหล่านี้ไว้ได้อีกด้วย เทคโนโลยีเพื่อสันติวิธีกลุ่มหลังนี้เกี่ยวข้องกับสาขาวิชา (discipline) อย่างชีววิทยา วิทยาศาสตร์โลก วิทยาศาสตร์การแพทย์ วิทยาศาสตร์การเกษตร วิศวอุตสาหกรรมและการผลิต เป็นต้น

เตาเผาถ่านขนาดเล็ก

เตาเผาถ่านขนาดเล็ก

นอกจากเทคโนโลยีจะเกี่ยวข้องกับการต่อสู้กับผู้ใช้ความรุนแรงโดยสันติวิธีตรงๆแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับการเตรียมตัวเชิงสังคมของชุมชนเพื่อให้มีพลังในการต่อต้านอีกด้วย กล่าวคือ การออกแบบสร้างเมืองหรือผังชุมชน การสร้างที่อยู่อาศัย การเดินทางภายในชุมชน สถานที่ทำงาน นั้น มาร์ตินเห็นว่าจะส่งเสริมต่อการใช้สันติวิธีที่สุด ก็ต่อเมื่อเอื้อให้คนเกิดความรู้สึกเป็นชุมชน ซึ่งตรงข้ามกับเมืองใหญ่ๆในปัจจุบันที่ผู้คนเต็มไปด้วยความเป็นปัจเจก ทั้งนี้ เพราะเมื่อผู้คนพึ่งพากันเองภายในชุมชนได้ ก็สามารถดำรงอยู่ได้เมื่อถูกรุกรานหรือกดขี่ก็ตาม

นโยบายการวิจัย & วิธีวิจัยเทคโนโลยี

ด้วยฐานคิดเทคโนโลยีเพื่อการต่อสู้แบบสันติวิธีที่วางอยู่บนเรื่องการกระจายอำนาจ การพึ่งตนเอง การมีส่วนร่วม การไม่ปิดบังหรือผูกขาดความจริง ในสองบทสุดท้าย มาร์ตินพาเรามาถึงเรื่องวิธีการวิจัยและการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ในแง่วิธีวิทยาแล้ว เขาเห็นว่าการวิจัยแบบเดิมไปกันได้ดีกับเทคโนโลยีการทหารหรือเทคโนโลยีที่ใช้กดขี่เอาเปรียบผู้คน เพราะถูกวิจัยขึ้นโดยบรรดาผู้เชี่ยวชาญ โดยตัดการมีส่วนร่วมของผู้คนทั่วไป ความรู้วิทยาศาสตร์เป็นผู้ผูกขาดความจริง โดยปฏิเสธการดำรงอยู่ขององค์ความรู้ชนิดอื่นๆไปหมด ทำให้ไม่รับรู้ถึงผลเสียหายที่เกิดขึ้นต่อผู้ใช้เทคโนโลยีที่ตนวิจัยขึ้น ดังนั้น จึงต้องปรับทิศทางการวิจัยใหม่ให้เปิดใจกว้างยอมรับองค์ความรู้หลากหลายแบบ เปิดการมีส่วนร่วมจากประชาชนมากขึ้น นำชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมอยู่ในห้องปฏิบัติการด้วย ดังเช่น กรณีนักเคลื่อนไหวด้านเอดส์ในสหรัฐที่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมกำหนดโจทย์และทิศทางการวิจัยการรักษาผู้ป่วยเอดส์ได้ เป็นต้น

ในแง่ของการเปลี่ยนแปลงทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว ในบทสุดท้าย มาร์ตินเสนอนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการต่อสู้แบบสันติวิธี โดยเน้นกระทำโดยคน 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ภาครัฐ, 2) กลุ่มนักวิทยาศาสตร์และวิศวกร, และ 3) ภาคชุมชน สองกลุ่มแรกมีจุดเด่นที่มีงบประมาณและความรู้ ในขณะที่กลุ่มหลังสุดคือผู้ที่อยู่แนวหน้าที่สุดของการต่อสู้แบบสันติวิธี

เขาเสนอวาระสำคัญเชิงนโยบาย 4 เรื่องในการสร้างเทคโนโลยีเพื่อการต่อสู้แบบสันติวิธี ได้แก่

  1. การมองหาเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิมที่เอื้อต่อการใช้สันติวิธี เช่น ขยายการเข้าถึงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
  2. การค้นหาและเผยแพร่ความคิดใหม่ๆที่มีอยู่แล้ว เช่น วิทยุพลังงานต่ำ, เทคนิคการวินิจฉัยการถูกทรมาน เป็นต้น
  3. การปรับประยุกต์เทคโนโลยีที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับสันติวิธีมากขึ้น เช่น ปรับแต่งการออกแบบเขื่อนและโรงงานผลิตไฟฟ้าให้มีขนาดเล็ก กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ซึ่งยากแก่การควบคุมผูกขาด เป็นต้น
  4. การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมาเลย เช่น ระบบการสื่อสารใหม่ที่ต่อต้านการรวมศูนย์, สิ่งปลูกสร้างที่ส่งเสริมความรู้สึกร่วมของการเป็นชุมชน เป็นต้น

สรุป

งานชิ้นนี้เริ่มต้นด้วยวิสัยทัศน์ของ Huxley ว่าด้วยระบบเทคโนโลยีที่ผูกขาดรวมศูนย์คือระบบเทคโนโลยีที่ส่งเสริมความรุนแรง ดังนั้นเทคโนโลยีเพื่อการต่อสู้แบบไร้ความรุนแรงก็ต้องเป็นระบบเทคโนโลยีที่กระจายศูนย์และส่งเสริมการมีส่วนร่วม ด้วยฐานคิดของ Huxley มาร์ตินนำมาผนวกกับแนวคิดการป้องกันที่ท้าทายจินตนาการของหลายๆคน คือ การป้องกันโดยสันติวิธี หรือการป้องกันโดยสังคม ในฐานะทางเลือกออกจากการป้องกันโดยทหาร เขาพาเราไปสำรวจเทคโนโลยีชนิดนี้ใน 2 กลุ่มหลัก คือ เทคโนโลยีการสื่อสาร และเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิต เทคโนโลยีอย่างแรกอยู่บนฐานคิดเรื่องสันติวิธีไม่กลัวการความจริง หากมีผู้จะใช้ความรุนแรงกับเรา เราสามารถป้องกันได้โดยป่าวประกาศให้ทั่วโลกได้รับรู้ เพื่อลดความชอบธรรมและพลังเจตจำนงในของผู้ใช้ความรุนแรง

ส่วนเทคโนโลยีอย่างหลังนั้น พาให้จินตนาการของเรากว้างไกลขยายครอบคลุมทุกมิติของการดำรงชีวิตพื้นฐานเลยทีเดียว แนวคิดเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการพึ่งตนเอง เอื้อให้มนุษย์สามารถควบคุมชีวิตตนเองได้ ไม่ต้องพึ่งระบบที่ผูกขาดนั้น วางอยู่บนฐานคิดเรื่อง “อำนาจ” (power) ที่กลับหัวกลับหางจากแนวคิดทางรัฐศาสตร์แต่เดิม กล่าวคือ ฐานคิดใหม่นี้เชื่อว่า อำนาจจะธำรงคงอยู่ได้ ก็ด้วยเราทุกคนให้การสนับสนุน หากเราถอนอำนาจ ไม่ยินยอมอยู่ใต้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม ดื้อแพ่ง ไม่ให้ความร่วมมือ อำนาจนั้นก็จะต้องล้มลง แนวคิดนี้กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ “อารยะขัดขืน” (civl disobedience) นั่นเอง วิธีการนี้เป็นวิธีการอันทรงพลังของเหล่านักเคลื่อนไหวสันติวิธีทั่วโลก อย่างมหาตมะ คานธี หรือมาร์ติน ลูเธอร์ คิงส์ เป็นต้น

จุดอ่อนของงานชิ้นนี้ คือ เน้นแหล่งความรุนแรงของเทคโนโลยีอยู่ที่เรื่องการทหารและสงคราม ซึ่งดูจะหมดบทบาทไปมากแล้วในยุคหลังสงครามเย็นที่ความรุนแรงย้ายฐานจากการมองเห็นได้ตรงๆ กลายเป็นการใช้ความรุนแรงโดยโครงสร้างระบบตลาดทุนนิยมเสรีระดับโลก มาร์ตินเองดูก็จะรู้ถึงข้ออ่อนนี้ เขาจึงไม่ได้กล่าวถึงเฉพาะเพียงการรุกรานจากภายนอก แต่ยังรวมทั้งการกดขี่จากระบบภายในอีกด้วย นอกจากนี้ งานชิ้นถัดจากชิ้นนี้ คือ Nonviolence versus Capitalism ซึ่งเขาเขียนขึ้นเพื่อปิดจุดอ่อนดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าโลกยุคนี้ทหารจะหมดบทบาทไปจริง ดังเราจะเห็นได้จากบทบาทของฝ่ายความมั่นคงในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย และทหารดูจะมีบทบาทออกมารักษาระเบียบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกให้มั่นคงอยู่เสมอๆ

กล่าวโดยรวมแล้ว งานเขียนชิ้นนี้ นับเป็นงานชิ้นบุกเบิกที่สำคัญในการขยายขอบฟ้าทางวิชาการให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเกี่ยวโยงกับความรุนแรงและการไมใช้ความรุนแรงได้อย่างไร รวมทั้งขยายจินตนาการของเราให้มองเห็นว่าความรุนแรงกระทำกับมนุษย์ผ่านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบทั้งเชิงโครงสร้างและเชิงวัฒนธรรมอย่างไร และเราจะออกแบบระบบสังคมเทคโนโลยีให้เอื้อต่อการต่อสู้อย่างไม่ใช้ความรุนแรงได้อย่างไร

แนะนำผู้เขียน

Brian Martin

Brian Martin

ไบรอัน มาร์ติน ร่ำเรียนมาทางด้านฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ประยุกต์ ทั้งปริญญาตรี โท และเอก หลังจบปริญญาเอกด้านฟิสิกส์ทฤษฎี ในปี 1976 ที่มหาวิทยาลัยซิดนีย์ เขาตกงานอยู่ 1 ปี ก่อนจะได้ทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัยด้านคณิตศาสตร์ประยุกต์ ที่ศูนย์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย พอถึงปี 1991 เขาก็ย้ายมาเริ่มงานสอนในหลักสูตรวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยวูลลองกอง กระทั่งปัจจุบัน

มาร์ตินเริ่มผันตัวเองมาสู่วงการสังคมศาสตร์ในปี 1976 ที่เขาย้ายมาที่แคนเบอร์รา หลังจากได้ร่วมกิจกรรมกับโครงการหลักสูตรปริญญาตรีด้านมนุษยศาสตร์ ซึ่งจับงานสิ่งแวดล้อมศึกษาแบบสหสาขาวิชา จากนั้นเขาก็สนใจศึกษาทั้งด้านสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ควบคู่กันไป เขากระตือรือร้นในการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ถอนราก (radical science), ขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมและสันติภาพ นอกจากนี้ เขายังทำวิจัยและเขียนงานในหลากหลายสาขา รวมทั้งการวิพากษ์ทั้งวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและปฏิบัติไร้ความรุนแรงมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970s และได้เข้าร่วมกับบรรดานักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวทางสังคมอีกจำนวนมาก

นอกเหนือจากงานเรื่อง Technology for Nonviolent Struggle ซึ่งค่อนข้างเป็นเรื่องการต่อสู้แบบสันติวิธีภายใต้การกดขี่แบบระบอบเน้นการทหารในยุคสงครามเย็น (ทั้งในค่ายทุนนิยมและสังคมนิยม) แล้ว ไบรอัน มาร์ติน ยังมีงานเขียนเรื่อง Nonviolence versus Capitalism กล่าวถึงการต่อสู้แบบสันติวิธีในยุคหลังสงครามเย็น ที่อำนาจโลกเหลืออยู่ขั้วเดียว คือ ทุนนิยม และทหารดูจะลดบทบาทลง ศูนย์กลางการกดขี่ย้ายไปอยู่กับระบบตลาดแทน หนังสือเล่มหลังนี้พยายามตอบว่าจะต่อสู้แบบสันติวิธีได้อย่างไรในระบบเศรษฐกิจโลกที่การกดขี่มีความแยบยลและเป็นระบบที่มีเสถียรภาพมากกว่าระบอบเผด็จการทหารเสียอีก และเป็นไปตามจารีตของงานในวงการด้านสันติศึกษา ที่ “ไม่สงวนลิขสิทธิ์” และ “อนุญาตให้ทำซ้ำและเผยแพร่ทั้งส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดได้ไม่จำกัดจำนวน” หนังสือความหน้า 180 หน้า ขนาด 16 หน้ายกเล่มนี้ตีพิมพ์ในปีเดียวกันและโดยสำนักพิมพ์เดียวกับเล่มแรก และสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งเล่มเช่นกันที่

หมายเหตุ

[1]ในที่นี้ จะแปลคำว่า “Nonviolence” เป็น “สันติวิธี”, “ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง”, “การไม่ใช้ความรุนแรง” สลับกันไปมาตามแต่ความเหมาะสมของเนื้อความ  ส่วนคำว่า “เทคโนโลยี” จะหมายถึง ทั้งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เนื่องจากปัจจุบันวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยีใกล้ชิดกันอย่างยิ่ง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: