summary : โทษประหารชีวิต

[ดู annotation ของบทความนี้]

งานเรื่อง โทษประหารชีวิตกับข้อคิดว่าด้วยเสรีภาพในชีวิตร่างกาย ของกิตติศักดิ์  ปกติ นับเป็นงานที่น่าสนใจยิ่งอีกชิ้นหนึ่งที่ศึกษาประเด็นความรุนแรงของรัฐผ่านประเด็นกฎหมายโดยตรง โดยพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 แก้ไขเพิ่มเติม ปี 2538 เป็นหลัก กิตติศักดิ์เริ่มพิจารณาจากประเด็นรากฐานความคิดของโทษประหาร ในส่วนที่เป็นฐานสนับสนุนโทษประหารในสังคมไทยนั้น มี 2 ฐานคิด คือ

ประการแรก เป็นวัฒนธรรมการแก้แค้นตอบแทนผู้กระทำผิด ซึ่งตกทอดมาแต่บุพกาล เมื่อรัฐก่อตัวขึ้น วัฒนธรรมนี้ก็สืบต่อมาโดยรัฐอ้างอำนาจแต่ผู้เดียวในการใช้ความรุนแรงเพื่อรักษาความสงบและปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพลเมือง แล้วโอนอำนาจแก้แค้นตอบแทนผู้กระทำผิดจากเอกชนมาไว้ในมือของรัฐในฐานะอำนาจมหาชนในที่สุด

ฐานคิดสนับสนุนโทษประหารประการที่สอง คือ การป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง เช่น ความผิดฐานกบฏ ฆ่าบิดามารดา ฆ่าทารก หรือทำลายศาสนา เป็นต้น ดังที่มีกำหนดอุกฤษฐ์โทษ 21 สถานไว้ในกฎหมายตราสามดวงที่พรรณากระบวนการลงโทษไว้อย่างน่าสะพรึงกลัว (เช่น “ให้ต่อยกบาลศรีษะเลิกออกเสีย แล้วเอาคีมคีบก้อนเหล็กแดงใหญ่ใส่ลง ให้มันสมองศรีษะพลุ่งขึ้นดั่งหม้อเคี่ยวน้ำส้มพะอูม…” [1]) ดังนั้น ใครที่จะผิด หากได้รู้ถึงกระบวนการลงโทษนี้ อาจหวาดกลัวจนไม่กล้าทำผิดนั่นเอง  (หน้า 140-141)

ส่วนฐานคิดที่คัดค้านหรือจำกัดโทษประหารนั้น ก็มี 2 ประการเช่นกัน

ประการแรก คือ ฐานคิดทางพุทธศาสนาและปรัชญาเกี่ยวกับสำนึกทางเมตตาธรรมและมนุษยธรรมที่เชื่อในศักดิ์ศรีและคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ เช่น การขอบวชใช้กรรมของผู้ร้ายฆ่าคน และโดยความยินยอมของผู้เสียหายหรือญาติของเหยื่อ คดีก็เป็นอันเลิกแล้วต่อกัน  หรืออีกกรณี คือ กรณีพระนเรศวรพิโรธใหญ่จะลงโทษประหารชีวิตทหารหรือข้าราชบริพารจำนวนมาก ก็มีธรรมเนียมที่พระมหาเถระผู้ใหญ่ทูลบิณฑบาตขอชีวิต เป็นต้น อย่างไรก็ตาม กิตติศักดิ์กล่าวว่าอิทธิพลของพุทธศาสนายังยอมรับความจำเป็นต้องมีโทษประหารอยู่ ไม่ได้มีมากถึงขนาดคัดค้านโดยสิ้นเชิง โดยยกคำอธิบายของหลวงตาบัวที่อธิบายว่าคนในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับคำตัดสินประหารชีวิตไม่ได้ทำตามอำเภอใจ แต่ทำตามหน้าที่ เรียกได้ว่าเป็น “ผู้ชี้กรรม” ของผู้กระทำความผิด แม้บาปก็บาปเพียงเล็กน้อย (หน้า 143)

ฐานคิดประการที่สองรองลงมา คือ ข้อคิดที่ว่ามูลเหตุรากลึกของการกระทำผิดของแต่ละคนนั้นล้วนสืบสาวกลับไปยังสังคมแวดล้อมได้ทั้งสิ้น การขจัดบุคคลผู้กระทำผิดไปจากสังคมเป็นเพียงการแก้ที่ปลายเหตุ โดยไม่ขจัดรากเหง้าแห่งความเลวร้ายและความรุนแรงในสังคมให้หมดไปได้ ประเด็นนี้ กล่าวด้วยศัพท์ของชัยวัฒน์ก็คือ การกระทำความรุนแรงทางตรง/ต่อบุคคล ไม่ทำให้ความรุนแรงเชิงโครงสร้างหมดไปได้ นั่นเอง

ประการที่สาม เกี่ยวกับการจำกัดโทษประหาร กิตติศักดิ์กล่าวถึงกระบวนการพิจารณาคดีประหารชีวิตตั้งแต่สมัยปลายอยุธยาจนถึงรัชกาลที่ 5 ว่าเป็นไปอย่างให้ความเอาใจใส่และถี่ถ้วนรอบคอบ คดีความในหัวเมือง หากมีโทษถึงประหาร จะต้องส่งคดีเข้าเมืองหลวงเพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตก่อน (หน้า 142-143)

โทษประหารในกฎหมายช่วงปี 2538 นั้น กิตติศักดิ์รวบรวมให้เห็นว่าเป็นความผิดที่เป็นการประทุษร้ายต่อสิ่งมีคุณค่าสูงเสมอชีวิตทั้งสิ้น ได้แก่ ความผิดต่อชีวิต เกี่ยวกับความมั่นคง เช่น ความผิดต่อองค์พระประมุขของรัฐ ความผิดฐานกบฏล้มล้างอำนาจการปกครอง ความผิดต่ออธิปไตยของรัฐ เป็นต้น หรือความผิดก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน เช่น วางเพลงเผาทรัพย์เพื่อก่อภยันตรายถึงชีวิต เป็นต้น ส่วนความคิดต่อร่างกาย เสรีภาพ เกียรติยศชื่อเสียง ต่อเพศ และต่อทรัพย์สินนั้น ไม่ว่าจะกี่กระทงกี่กรรมกี่วาระ ก็ไม่มีการเพิ่มโทษถึงขั้นประหารชีวิตทั้งสิ้น

นอกจากนี้ แม้กฎหมายไทยช่วงปี 2538 จะมีโทษประหาร แต่ก็ยังมีกระบวนการซับซ้อนบนฐานหลักมนุษยธรรมที่พยายามจำกัดหรือทุเลาโทษประหารไว้พอควร เช่น มีการยกเว้นผู้เยาว์อายุไม่เกิน 17 ปีหรือคนวิกลจริต ไม่ถูกระวางโทษประหาร เพราะถือว่ายังไม่รู้ผิดชอบชั่วดีเต็มที่และยังอ่อนวินิจฉัย รวมทั้งผู้ที่เคยมีคุณความดีมาก่อน ผู้ที่ให้ความรู้แก่ศาลเพื่อประโยชน์แก่การพิจารณาคดี หรือกรณีหญิงมีครรภ์จะประหารชีวิตไม่ได้จนกว่าจะคลอดบุตรแล้ว เป็นต้น

ในส่วนกระบวนการบังคับลงโทษประหารหลังมีการพิพากษาแล้วก็ยังมีกระบวนการซับซ้อนที่พยายามลดทอนความรุนแรงของโทษประหารเช่นกัน เช่น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิตแล้ว แม้จำเลยจะไม่อุทธรณ์ แต่ศาลชั้นต้นก็มีหน้าที่ต้องส่งสำนวนคดีไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาอีกครั้ง และยังประหารชีวิตจนกว่าจะพ้นภายใน 60 วันหลังศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดและจำเลยได้ฟังคำพิพากษาแล้ว แม้กระนั้น จำเลยก็ยังอาจยื่นทูลเกล้าฯขอรับพระราชทานอภัยโทษได้อีกเช่นกัน และในมาตรา 182 ในรัฐธรรมนูญฉบับที่กิตติศักดิ์ใช้ศึกษานี้ ก็รับรองให้ “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ” จึงยากที่จะมีการบังคับตามคำพิพากษาประหารชีวิต เพราะเกรงจะเป็นการล่วงพระราชอำนาจกัน กิตติศักดิ์ยกสถิติกรมราชทัณฑ์ว่าจากปี 2531-2538 มีนักโทษเด็ดขาดต้องประหารชีวิตจำนวนหนึ่ง แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีการดำเนินการประหารชีวิตแม้สักรายเดียว กระทั่งเมื่อต้นปี 2539 จึงมีอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ ในพระราชพิธีกาญจนาภิเษกก็มีการพระราชทานอภัยโทษครั้งใหญ่ นักโทษที่ต้องโทษประหารชีวิตลดจำนวนจาก 132 รายเหลือเพียง 5 รายเท่านั้น (หน้า 143-147)

ในประเด็นว่าโทษประหารกับปัญหา “เสรีภาพในร่างกาย” นั้น กิตติศักดิ์กล่าวว่ารัฐธรรมนูญรับรองและคุ้มครองประชาชนให้พ้นจากการคุกคามทำร้ายโดยอำนาจรัฐทั้งการฆ่า การทำร้าย การทดลองในมนุษย์ บังคับให้ทำหมัน บังคับเจาะเลือดหรือของเหลวในร่างกายออกไปตรวจ จะยอมให้ทำได้เพียง 3 อย่างคือ จับกุม คุมขัง และตรวจค้น เท่านั้น โดย “เสรีภาพในร่างกาย” ตามรัฐธรรมนูญ ได้แก่ “ภาวะอันมีอิสระในการกระทำการด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายทั้งปวง รวมถึงบูรณภาพแห่งร่างกาย ทั้งทางเนื้อตัวร่างกาย อนามัย และจิตใจของบุคคล ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรฐานแห่งความรู้สึกนึกคิดของวิญญูชน” (หน้า 149)

ดังนั้นรัฐธรรมนูญจึงคุ้มครองทั้งร่างกาย อนามัยและจิตใจ ไม่ให้มีการทำลายชีวิตให้เป็น “ศพ” ทำร้ายร่างกาย การทรมาน หรือก่อให้เกิดความเจ็บปวดทางกายโดยวิธีใดๆ หรือทำให้หวาดกลัว รบกวนทางจิต มอมประสาท ใช้ยาสลบ ด้วยเช่นกัน  แต่บุคคลจะใช้เสรีภาพในร่างกายไปล่วงละเมิดเสรีภาพของบุคคลอื่นไม่ได้ เพราะถือเป็นการใช้ “เสรีภาพเกินส่วน” ยกเว้นเพียงกรณีการป้องกันสิ่งที่มีคุณค่าเท่าเทียมกับชีวิตร่างกาย เช่น เจ้าพนักงานสังหารคนร้ายที่กำลังจะฆ่าผู้อื่นเพื่อหยุดยั้งการประทุษร้าย เป็นต้น

นอกจากนี้ รัฐจะเพิกเฉยไม่ออกกฎหมายความผิดต่อชีวิตร่างกายไม่ได้ เพราะเท่ากับปล่อยให้มีการทำร้ายกันโดยเสรี และการดูแลความปลอดภัยในชีวิตร่างกายเป็นเรื่องของบุคคลเอกชนไปแทน (หน้า 147-153) ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่ง ซึ่งกิตติศักดิ์ไม่ได้อภิปรายไว้ แต่ยกมาอ้างอิงไว้ในเชิงอรรถ คือเรื่อง “การุญฆาต” (passive euthaniasie) ว่าไม่ถือเป็นการจำกัดเสรีภาพในร่างกาย

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ประเทศในโลกได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้วอย่างสิ้นเชิง 55 ประเทศ [2] กิตติศักดิ์ได้แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันแม้ไทยจะมีกฎหมายประหารชีวิตอยู่ แต่มีการพยายามอย่างยิ่งในการจำกัดลดทอนให้การประหารชีวิตเหลือน้อยลงที่สุด และถึงที่สุด กิตติศักดิ์ก็กล่าวอย่างชัดเจนว่าโทษประหารชีวิตนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญเพราะเป็นการจำกัดเสรีภาพในร่างกายในรูปแบบที่รุนแรงที่สุด และหากจะนับเป็นการป้องกันภยันตรายต่อการประทุษร้ายผู้อื่น ก็ไม่อาจนับได้ เพราะภยันตรายนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้วกว่าจะมาถึงการพิพากษา นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องสิทธิของบุคคลในการรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ภายหลังและหากปรากฏว่าคนนั้นไม่ได้ทำผิดจริง ก็จะได้รับค่าทดแทนชดเชยบรรดาสิทธิที่เสียไป แต่หากประหารชีวิตเสียแล้ว ย่อมหมดทางเยียวยาแก้ไขให้คืนดังเดิมได้อีก (หน้า 153-155)

อย่างไรก็ตาม กิตติศักดิ์ย้ำถึงกระแสประชาชนในช่วงนั้นที่ออกมาเรียกร้องให้ลงโทษประหารชีวิตผู้กระทำความผิดร้ายแรงจากข่าวการฆ่าข่มขืนเด็กหญิงด้วยวิธีทารุณต่างๆนั้น เพราะเกิดความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยจากอาชญากรรมร้ายแรงเหล่านี้ และสะท้อนให้เห็นถึงการขาดความเชื่อถือในความเข้มแข็งและประสิทธิภาพในการบริหารงานยุติธรรม ซึ่งกิตติศักดิ์เห็นว่าควรพัฒนาจิตสำนึกทางกฎหมายของประชาชนให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของระบบกฎหมาย และแก้ไขประเด็นที่ขัดกันเองของกฎหมายให้สอดคล้องกัน พร้อมไปกับหามาตรการเร่งรัดการบริหารงานยิธรรมให้บังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป (หน้า 156) [3]

end note

[1] ข้อความที่อ้าง เขียนตามภาษาปัจจุบัน หากสนใจโปรดอ่านการพรรณารายละเอียดกระบวนการอันน่าสะพรึงกลัวนี้ได้ได้เชิงอรรถที่ 5 หน้า 157-158 ใน รัฐศาสตร์สาร 19:3, 2539.

[2] แม้ยังเหลืออีกกว่า 130 ประเทศที่คงไว้ซึ่งโทษประหารชีวิต แต่มีบังคับใช้จริง 97 ประเทศ (ตามข้อเขียนชิ้นนี้คือปี 2538), ดูเชิงอรรถที่ 6 ใน กิตติศักดิ์ ปกติ, อ้างแล้ว, หน้า 158

[3] งานศึกษาเกี่ยวกับโทษประหารชีวิตที่น่าสนใจมากอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งเพิ่งตีพิมพ์ล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2550 คือ งานเรื่อง ก่อนวันประหาร : กรณีศึกษานักโทษประหารชีวิต 4 กรณี ของโครงการศึกษาการลงโทษประหารชีวิตในประเทศไทย สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) นำทีมวิจัยโดย ไพโรจน์ พลเพชร.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: