summary : นโยบายการสนับสนุนเขมรแดงของไทย

[ดู annotation ของบทความนี้]

ในบทความนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงเชิงโครงสร้างของนโยบายต่างประเทศของไทยได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ [1] โดยพาเราเดินทางออกจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในสังคมไทยทั้งที่เป็นการกระทำของรัฐหรือของสังคมก็ตาม ไปสู่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนอกประเทศ [2] โดยที่ประเทศไทยมีส่วนในการสร้างหรือธำรงความรุนแรงนั้น พวงทองเริ่มจากประเด็นประวัติศาสตร์นิพนธ์ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทยกับเพื่อนบ้าน ซึ่งกรณีนี้คือชนชาติขอมหรือเขมร ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของราชอาณาจักรไทยที่อพยพลงมาจากดินแดนทางตอนเหนือแล้วแผ่อำนาจในลุ่มน้ำเจ้าพระยา จนขับไล่ชนชาติขอมออกไปได้ กระทั่งกลายเป็นการล่มสลายของอาณาจักรขอมอันยิ่งใหญ่ จากการยกทัพไปตีอาณาจักรขอมหลายครั้ง จนเขมรต้องย้ายเมืองหลวงถอยห่างลงใต้จากนครวัด สู่ละแวด อุดงมีชัย และพนมเปญในที่สุด แต่ทั้งนี้สังคมไทยไม่ค่อยยอมรับงานวิชาการหรือข้อมูลอีกด้าน เช่น การย้ายเมืองหลวงหลายครั้งเพราะการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่การค้าเรือสำเภาแถบทะเลจีนใต้มีความสำคัญมากขึ้น หรือเขมรไม่ได้เป็นเมืองประเทศราชของไทยตลอดเวลา เพราะบางครั้งเขมรก็ส่งบรรณาการให้ทั้งไทยและเวียดนามในลักษณะเป็น “เมืองสองฝ่ายฟ้า” หรือบางเวลาเขมรก็เป็นประเทศราชของเวียดนามเพียงอย่างเดียว เป็นต้น (หน้า 93-94)

จากนั้น พวงทองพาเราไปสำรวจการสนับสนุนระบอบเขมรแดงของไทย ภายใต้การร่วมมือกับ ASEAN จีน และสหรัฐ ผ่านสหประชาชาติ เพื่อต่อต้านอิทธิพลของเวียดนามในกัมพูชา ทั้งโดยการสนับสนุนให้รัฐบาลเขมรแดงมีที่นั่งในสหประชาชาติ การสนับสนุนรัฐบาลผสมเขมรสามฝ่ายกัมพูชาประชาธิปไตย (ฝ่ายเขมรแดงของพอลพต ฝ่ายสมเด็จนโรดมสีหนุ และฝ่ายซอนซาน ซึ่งฝ่ายแรกมีความเข้มแข็งทางทหารมากที่สุด) เพื่อทำลายรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (PRK) นำโดยเฮง สัมรินและฮุนเซน ในเวลาต่อมา รวมทั้งการบีบให้รัฐบาล PRK ยอมรับแผนสันติภาพของสหประชาชาติ ซึ่งพวงทองชี้โดยอ้างงานของไมเคิล วิคเคอรี่ว่าเป็นการนำแผนยุทธศาสตร์นิคารากัว (Nicaragua Strategy) ของสหรัฐ ที่สนับสนุนฝ่ายคอนทราส์เพื่อทำให้ภาวะทางเศรษฐกิจและการเมืองรัฐบาลแซนดินิสต้าล่มสลาย มาใช้กับกรณีกัมพูชา ทั้งหมดนี้ พวงทองเห็นว่าเท่ากับเป็นการบ่อนทำลายโอกาสในการฟื้นฟูประเทศของเขมรไปด้วย เพราะต้องดึงเงินช่วยเหลือที่ต่างประเทศให้เพื่อการพัฒนา ไปสู่การใช้จ่ายทางทหาร เพื่อสู้รบยันกันของกองกำลังฝ่ายต่างๆ ซึ่งทำให้กัมพูชาไร้เสถียรภาพ และนับเป็นผลดีต่อความมั่นคงของไทย มากกว่าปล่ยอให้รัฐบาล PRK รวบอำนาจปกครองประเทศและค่อยๆเติบโตเข้มแข็งอย่างมีเสถียรภาพ (หน้า 96-100)

นอกจากนี้ ในสมัยรัฐบาลชาติชายที่ประกาศนโยบาย “ทำสนามรบให้เป็นสนามการค้า” พวงทองก็ได้พาเราไปรับรู้ถึงการเปลี่ยนยุทธศาสตร์การใช้อำนาจทางการทหารและการเมืองในยุคสงครามเย็นต่อกัมพูชา มาเป็นการใช้พลังทางเศรษฐกิจแทน ผ่านขบวนแถวนักลงทุน นักตัดป่า-ขุดพลอยของไทย ที่มุ่งหน้าสู่อินโดจีนทั้งในฐานะตลาดสินค้าส่งออกและแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์อยู่ เช่น เฉพาะเดือนมกราคม-ตุลาคม 2535 ไทยนำเข้าไม้ซุงจากเขมรถึงเกือบ 1.6 แสนลูกบาศก์เมตร และไม้แปรรูปอีกเกือบ 3,500 ลูกบาศก์เมตร บริษัทไอบีซีของกลุ่มชินวัตรได้รับสัมปทาน 99 ปี เป็นต้น ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ หลังจากเขมรแดงปฏิเสธอที่จะวางอาวุธและร่วมแผนสันติภาพที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปในกัมพูชา และสหประชาชาติมีมติให้ปิดล้อมทางการเมืองและเศรษฐกิจต่อเขมรแดง ซึ่งมีผลให้การค้าชายแดนทั้งนำเข้าไม้และพลอยและส่งออกน้ำมันที่ไทยทำกับเขมรแดงต้องยุติลงด้วย การสูญเสียรายได้จากธุรกิจการค้าการลงทุนเหล่านี้ถูกทำให้กลายเป็น “ผลประโยชน์ของชาติ” ที่สื่อมวลชนให้การสนับสนุนจุดยืนของนักธุรกิจไทยอย่างเต็มที่ที่พยายามวิ่งเต้นให้รัฐบาลชวนเจรจากับยูเอ็นเพื่อผ่อนผันให้ไทยทำธุรกิจในเขมรต่อไปได้ เป็นที่รู้กันดีว่ารายได้จากการที่เขมรแดงให้สัมปทานเหล่านี้เป็นที่มาของการเสริมสร้างอาวุธยุทธปัจจัยของกองกำลังเขมรแดงเพื่อรบกับรัฐบาลพนมเปญหลังเลือกตั้ง พวงทองจึงเห็นว่านี่เท่ากับว่าประเทศไทยกำลังมีส่วนช่วยยืดอายุสงครามกลางเมืองในกัมพูชาต่อไปอีก นอกจากนี้สำนึกพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของสื่อมวลชนไทยยังถูกกั้นไว้ด้วยเส้นแบ่งพรมแดนอีกด้วย เพราะไม่เคยมีการตั้งคำถามกับการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในประเทศเพื่อนบ้านจากการทำธุรกิจเหล่านี้เลย (หน้า 100-102)

การไม่ตั้งคำถามต่อทั้งการมีส่วนส่งเสริมความรุนแรงและการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในเขมร ทั้งโดยยุทธศาสตร์ทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศนี้ พวงทองเสนอว่าเกิดจากการยอมรับแนวคิดความมั่นคงแห่งชาติ (national security) ทำให้ไม่คิดว่าการสนับสนุนเขมรแดงเป็นการทำให้สงครามกลางเมืองในกัมพูชายืดเยื้อต่อไป แต่เพื่อให้เขมรแดงและผู้อพยพเป็นโล่ห์มนุษย์เพื่อป้องกันตนเองจากการรุกรานของเวียดนาม และทำให้ “ความลับ” ของชาติ เช่น การใช้จ่ายงบลับทางทหาร การค้าชายแดนผิดกฎหมาย การช่วยเหลือฝ่ายต่อต้านตายชายแดน เป็นต้น ไม่ควรถูกเปิดเผยหรือถ้าถูกเปิดเผยมา ก็ไม่ควรพูดต่อ ดังกรณีการพบคลังอาวุธเขมรแดงที่ชายแดนจันทบุรี ปี 2537 รวมทั้งเกิดจากการยอมรับแนวคิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติ (national interest) จากการค้าไม้และขุดพลอย โดยไม่ตั้งคำถามว่าผลประโยชน์ทางการค้าชายแดนเหล่านี้เป็นผลประโยชน์ของส่วนรวมและระยะยาวหรือเป็นของนักธุรกิจ-นักการเมืองเท่านั้น (หน้า 103-106) พวงทองสรุปว่าทั้งสองแนวคิดนี้เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินนโยบายต่างประเทศของทุกประเทศมาตลอด และเป็นที่มาของความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับมนุษยชาติอีกด้วย เพราะให้ความสำคัญกับมนุษย์น้อยมาก ที่สำคัญขึ้นไปอีก คือ ปัจเจกในสังคมหนึ่งที่ปล่อยให้กระบวนการความรุนแรงต่อคนในอีกสังคมหนึ่งดำเนินไปอย่างสมยอม คือ ผู้มีส่วนในการก่อความรุนแรงนั้นด้วยเช่นกัน (หน้า 107)

ทั้งงานของธงชัย [เรื่องประวัติศาสตร์บาดแผล (ดู annotation; ดู summary)] และพวงทองอภิปรายโดยเน้นศูนย์กลางอยู่ที่ “ชาติ” (nation) ทั้งที่เป็นมิติทางประวัติศาสตร์แห่งชาติ (national history) ของไทยในการปฏิสัมพันธ์กับต่างประเทศ เรื่องความมั่นคงของชาติ (national security) และผลประโยชน์ (ทางเศรษฐกิจ) ของชาติ (national economic interest) แล้วย้อนกลับมาเป็นการกำหนดอัตลักษณ์ของคนในชาติหรือสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำต่างๆของรัฐ (กรณีธงชัยคือประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม กรณีพวงทองคือประวัติศาสตร์ไทยกับเพื่อนบ้านทั้งฝั่งซ้ายและขวา) ซึ่งนับว่ามีความน่าสนใจไม่น้อย เพราะหากใช้ศัพท์ของชัยวัฒน์แล้ว นี่เป็นการบุกเบิกงานเกี่ยวกับ “ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม” ที่รัฐสร้างขึ้นในสังคมไทยนั่นเอง

end note

[1] นอกจากบทความนี้แล้ว พวงทองยังมีงานเขียนในเรื่องเกี่ยวกับ “เขมรแดง” อีก 2 ชิ้น คือ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ปัญหาและการเมืองของการนิยามความรุนแรงในยุคเขมรแดง,” รัฐศาสตร์สาร, 20:3 (2541). หน้า 315-350; และ “ศัตรู พันธมิตร และคู่ค้า : สายสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างไทยกับระบบเขมรแดง” (ไม่ทราบสถานที่พิมพ์) ซึ่งแปลจาก “Thailand’s Response to the Cambodian Genocide,” Genocide in Cambodia and Rwanda: New Perspectives. New Haven, Genocide Studies Program, Yale Center for International and Area Studies, 2003, pp.79-126.

[2] ในกรณีนโยบายต่างประเทศของไทยต่อสงครามเวียดนามนั้น สามารถดูได้ในงานของพวงทอง เรื่อง สงครามเวียดนาม : สงครามกับการจัดการความจริงของ “รัฐไทย” (2548) (ดู annotation; ดู summary); นอกจากนี้ ยังมีบทความของผู้เขียนคนเดียวกันนี้ที่เกี่ยวกับความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้จากประสบการณ์อินโดนีเซีย กรณีอะเจะห์และติมอร์ตะวันออก ใน “ความรุนแรงในภาคใต้กับข้อคิดคำนึงจากอินโดนีเซีย” OCTOBER, ก.ย.2548 หน้า 254-265  และจากมุมมองการเมืองภายในมาเลเซียว่าด้วยเรื่องอิสลามานุวัตร (islamization) ใน “มาเลเซียกับสามจังหวัดภาคใต้ของไทย: พินิจปัญหาจากกรอบอิสลามานุวัตร” ฟ้าเดียวกัน 5:1, 2550 หน้า 168-181

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: