summary : ประวัติศาสตร์บาดแผล

ธงชัย วินิจจะกูล (2539), “ความทรงจำกับประวัติศาสตร์บาดแผล : กรณีการปราบปรามนองเลือด 6 ตุลา 19” ใน รัฐศาสตร์สาร (19:3)

[ดู annotation ของบทความนี้]

งานชิ้นนี้ตั้งคำถามเกี่ยวกับตำแหน่งแห่งที่ของเหตุการณ์โหดร้ายนี้ รวมทั้งพิจารณาการเมืองแห่งความทรงจำกับความหลงลืมเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้โดยเสนอแนวคิดหลักที่น่าสนใจยิ่ง คือ “ประวัติศาสตร์บาดแผล” ในความหมายของเหตุการณ์ที่กระแทรกกระทั้นอารมณ์และจิตใจอย่างลึกซึ้ง และยังคงส่งผลสะเทือนยาวนานต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งต่อกลุ่มคนที่รับรู้และต่อสังคม ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่ได้รับการชำระสะสางให้กระจ่างเสียที เพราะมักเป็นโศกนาฏกรรมที่เหนือความคาดหมายหรือเกินกว่าจะอธิบายได้อย่างสมเหตุสมผลภายใต้ชุดวัฒนธรรมหรือศีลธรรมหนึ่งๆ ตราบใดที่ยังไม่สามารถหาคำอธิบายได้อย่าง “ลงตัว” อดีตอันเกิดจากความรุนแรงเหล่านี้ก็จะคาราคาซัง รบกวนจิตใจผู้คนต่อไป และมีอิทธิพลต่อความทรงจำของบุคคลและสังคม ซึ่งจะส่งผลต่อการหล่อหลอมอัตลักษณ์ของสังคมนั้นๆอย่างมาก (หน้า 17-8)

ในหลายๆกรณี เช่น เกาหลีใต้ อาร์เจนตินา ยุโรปตะวันออก การชำระสะสางประวัติศาสตร์บาดแผลได้ทำให้เหยื่อของโศกนาฏกรรมได้รับการเยียวยาอย่างหนักแน่นและดำเนินชีวิตปัจจุบันได้อย่างเป็นปกติ อดีตอันเจ็บปวดกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่สังคมยอมรับและเรียนรู้เพื่อเป็นบทเรียนสำหรับอนาคตต่อไป [ชัยวัฒน์ได้กล่าวถึงกรณีเหล่านี้โดยสังเขปเช่นกัน เพื่อสังเคราะห์ออกมาเป็นแนวคิด “สมานฉันท์” ในบทความเรื่องทำความเข้าใจแนวคิดสมานฉันท์ (2549)]

อย่างไรก็ตาม ธงชัยเสนอว่ามีการจัดการกับประวัติศาสตร์บาดแผลในวิธีการต่างออกไปด้วย เช่นกรณีถูกทิ้งระเบิดปรมาณูในสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นมักรำลึกถึงตนเองในฐานะเหยื่อสงคราม แต่กลับหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญว่าญี่ปุ่นเป็นผู้รุกรานและทำร้ายชาวจีน เกาหลี และอีกหลายแห่งในเอเชียอย่างเหี้ยมโหดเช่นกัน หรืออีกกรณี คือ ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสและออสเตรเลีย (ที่ได้รับการชำระสะสางแล้ว) จะเน้นการตกเป็นเหยื่อของลัทธินาซี แต่กลับพยายามมองข้ามว่าสังคมของตนอุดหนุนค้ำจุนนาซีเช่นกัน การจัดการประวัติศาสตร์บาดแผนทั้งสองกรณีส่งผลเป็นการส่งเสริมอุดมการณ์ชาตินิยมและอำนาจรัฐ ในขณะที่กลบเกลื่อนความผิดในอดีตของตนลงไป (หน้า 19) แต่สำหรับการเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์บาดแผนตรงๆนั้น ธงชัยได้กล่าวถึงหลักสำคัญประการหนึ่งคือ การที่รัฐและสังคมหนึ่งๆจะยอมรับความผิดในอดีตหรือไม่? จะเผชิญกับอดีตชนิดนั้นหรือไม่? จะขำระสะสางให้กลายเป็นความทรงจำของสังคมหรือไม่? นั้น ล้วนแต่เป็นดัชนีชี้วัดระดับความเป็นประชาธิปไตยของสังคมนั้นๆทั้งสิ้น (หน้า 20) [ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ให้สัมภาษณ์ใน 2 ปี ตากใบ : ชีวิตที่ต้องการคำตอบ ในทำนองนี้เช่นกันว่า “การเผชิญหน้ากับความทรงจำและความรู้สึกนั้น อาจจะช่วยให้สังคมไทยแข็งแรงขึ้น” (หน้า 187-90)]

จากแนวคิดประวัติศาสตร์บาดแผลนี้ ธงชัยชี้ให้เห็นว่ากรณี 6 ตุลาคม 2519 ของไทยนั้น นอกจากไม่ได้รับการชำระสะสางให้กระจ่างแจ้งแล้ว ยังกลายเป็นความอิหลักอิเหลื่อของสังคม และที่น่าสนใจคือเป็นทั้งความอิหลักอิเหลือของทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ [ความอิหลักอิเหลื่อของทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำนี้ ชัยวัฒน์ได้นำมาอภิปรายต่อ โดยพิจารณาเฉพาะกรณีที่ทั้งสองฝ่ายเป็นเด็ก ในบทความเรื่อง ทั้งเป็น “เหยื่อ” และ “ฆาตกร”? แล้วนำเสนอเป็นทฤษฎีทั่วไปว่าด้วยความรุนแรงในสังคมไทย (ดู annotation; ดู summary)]

ในแง่ของผู้กระทำนั้น เริ่มแรกหลังเหตุการณ์ใหม่ๆ ผู้ลงมือกระทำได้เล่าถึงเหตุการณ์อย่างปรีดาปราโมทย์ เห็นว่าการนองเลือดที่ธรรมศาสตร์เป็นชัยชนะ เหยื่อเหตุการณ์ถูกทางการเรียกว่า “ผู้ก่อการจลาจล” หรือ “ผู้หลงผิด” แต่เมื่อเวลาผ่านไป มีการพิจารณาคดี 6 ตุลา ในช่วงปี 2520-2521 นักศึกษามีโอกาสแสดงความคิดต่อสาธารณะว่าตนเป็นเหยื่อการสังหารโหดโดยกลไกรัฐ ประกอบกับบรรยากาศทางการเมืองผ่อนคลายลง ทำให้มีการเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์มากขึ้น ทำให้มีการนิรโทษกรรมผู้ต้องหา 6 ตุลา คำอธิบายเกี่ยวกับผู้กระทำในเหตุการณ์นี้ค่อยๆเปลี่ยนไปสู่ความอดสู ดังกรณีพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ถูกโจมตีเมื่อคราวหาเสียงเลือกตั้งปี 2531 ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับฝ่ายปราบปรามเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 หรือกรณีนายตำรวจนักเขียนคนหนึ่งเขียนรำลึก 6 ตุลา 19 ไว้เมื่อเดือนตุลาคม 2537 ถึงภาพบทบาทของตนในฐานะตำรวจปราบปรามในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ว่าคือผู้รู้ความจริงว่านักศึกษาไม่มีอาวุธร้ายแรงใดๆ และตนพยายามขัดขวางการทำร้ายนักศึกษาจนเกือบถูกปลิดชีวิตไปด้วย

ธงชัยสรุปปรากฏการณ์ลักษณะนี้ว่าเวลาได้เปลี่ยนความทรงจำและเปลี่ยนประวัติศาสตร์ด้วย และทำให้ฝ่ายปราบปรามเมื่อ 6 ตุลา 19 เปลี่ยนจากผู้ปรีดาปราโมทย์ กลายเป็นผู้อดสู เป็นนักโทษของกาลเวลา [ชัยวัฒน์ ได้อภิปรายถึงเรื่องการกระทำต่อกันระหว่าง “ความรุนแรง” กับ “กาลเวลา” จากมุมมองของเหยื่อ ไว้เช่นกัน ในงานเรื่อง ความรุนแรงกับกาลเวลา] กล่าวคือ อาชญากรได้กลายเป็นเหยื่อของการกระทำในอดีตของตนเองเช่นกัน (หน้า 30)

ส่วนกรณีที่เหตุการณ์นี้เป็นความอิหลักอิเหลือของผู้ถูกกระทำนั้น ธงชัยกล่าวว่าการล้อมสังหารครั้งนี้ผลักให้นักศึกษาไปสู่ข้อสรุปว่าการต่อสู้ของประชาชนตามวิถีทางรัฐสภาไม่ใช่ทางไปสู่ประชาธิปไตยของประชาชน ซึ่งเป็นบทเรียนที่ได้มาอย่างทั้งขมขื่น เจ็บปวดและเคียดแค้น และทำให้หลายคนเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เพื่อความปลอดภัยและเพื่อแก้แค้นแทนเพื่อนที่สูญเสียไป มากกว่าเมื่ออุดมคติ (หน้า 31) แต่เมื่อเข้าป่าจริง นักศึกษาฝ่ายซ้ายกลับพอความจริงอีกประการว่า พคท.น่ากลัวและอันตรายยิ่งกว่ารัฐไทยเสียอีก และหากมีอำนาจขึ้นมาได้ ก็จะเป็นหายนะอีกแบบ (หน้า 32)

เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนนโยบายเป็นการเมืองนำการทหารและมีคำสั่ง 66/23 และนักศึกษาทยอยออกจากป่าจนหมดในเวลาต่อมานั้น ความรู้สึกได้เปลี่ยนจากความมุ่งมั่นชำระแค้น และด้วยอุดมคติแรงกล้าเพื่อสร้างสังคมใหม่เมื่อตอนการผละหนีจากรัฐไทย กลายมาเป็นความเศร้าเสียใจสิ้นหวัง หมดศรัทธา ที่ต้องกลับสู่อ้อมอกของอำนาจรัฐไทย หลายคนกลายเป็น “สิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์” ไม่เหลือเกียรติภูมิอะไรให้ต่อสู้เพื่อสังคมอีก (หน้า 33) หลายคนสมานแผลด้วยการทำใจและให้อภัยรัฐและผู้ปราบปรามได้ แต่หลายคนก็ยังให้อภัยใครๆได้ลำบาก แม้ไม่คิดล้างแค้นแล้ว แต่ก็ยังให้อภัยตัวเองไม่สำเร็จ เพราะเมื่อเทียบกับเพื่อที่สูญเสียชีวิตไป ชีวิตตนที่อยู่รอดมาได้ก็เป็นภาระ เป็นการเอาเปรียบ และกลายเป็นปัญหาทางศีลธรรมไปอีกแบบ (หน้า 34-35)

สำหรับกรณีสังคมไทย ธงชัยเสนอว่าที่เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 กลายเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลที่ไม่สามารถชำระสะสางให้กระจ่างได้เสียทีนั้น ส่วนหนึ่งเพราะจะก่อให้เกิดผลทางการเมืองที่ไม่พึงประสงค์ ทั้งต่อบุคคลผู้เป็นที่เคารพในสังคมไทยหลายๆคน ทำให้เกิดภาวะ “น้ำท่วมปากทางการเมือง” (หน้า 21-24, 44) แต่ที่สำคัญกว่าคือเหตุการณ์นี้ซึ่งเป็นสงครามกลางเมือง เป็นอาชญากรรมที่รัฐกระทำต่อประชาชนของตน เข้ากันไม่ค่อยได้กับอุดมการณ์ทางประวัติศาสตร์ชาติไทยที่พร่ำสอนถ่ายทอดกันมา ซึ่งมีเค้าโครงว่าด้วยความสามัคคีของชาวไทยที่รักความสงบสุข มีความร่มเย็นเป็นอิสระ ภายใต้ผู้นำผู้มีบุญบารมีปกป้องรักษาหรือกอบกู้เอกราชของชาติเพื่อความรุ่งเรืองผาสุกก้าวหน้าของชาติ (หน้า 36)

เมื่อเปรียบเทียบเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 กับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และเหตุการณ์พฤษภา 2535 แล้ว ธงชัยเห็นว่าสองกรณีหลังเป็นการขจัดอุปสรรคสำคัญของประชาธิปไตยออกไปจึงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ในขณะที่กรณีแรกนั้น กลับไม่สามารถสะสางให้เป็นประวัติศาสตร์กระจ่างชัดได้ เพราะตอบไม่ได้ว่าเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นการพัฒนาอะไร? หรืออะไรคือคุณูปการของเหตุการณ์นี้ต่อประชาธิปไตย? (หน้า 37)ดังนั้นเหตุการณ์นี้จึงตกไปอยู่ในปริมณฑลของอดีตที่อิหลักอิเหลื่อ ไม่อยากจำ ไม่อยากเป็นประวัติศาสตร์ (หน้า 38) ซึ่งมักตรงกับที่มักมีคำถามว่า ทำไมมัวจมอยู่ในอดีต ทำไมไม่ฝังอดีตไปเสียเพื่อเดินต่อไปข้างหน้า แต่ธงชัยเห็นว่าเพราะสังคมไทยพอใจจะทำเช่นนี้อยู่เรื่อยๆ สิ่งที่ถูกกลบฝังไปด้วยจนตกต่ำลงทุกวันหรืออาจตายไปแล้ว ก็คือ ความกล้าหาญทางจริยธรรมและบรรทัดฐานทางศีลธรรมของสังคม วัฒนธรรมไทยกลับกลายเป็นการมักง่ายต่อชีวิตของปัจเจกชน เอาชาติและอนาคตมาลดทอนคุณค่าของชีวิตให้หมดความสำคัญไป กลายเป็นชาติที่โหดร้ายไม่สนใจชีวิต (หน้า 44)

งานของธงชัยชิ้นนี้นับว่ามีความสำคัญมาก เพราะชี้ให้เห็นว่าหลังจากตัวเหตุการณ์ความรุนแรงผ่านไปแล้ว ใช่ว่าความรุนแรงจะสิ้นสุดไปทันทีทันใด แต่แท้ที่จริงกลับมีประเด็นที่ต้องขบคิดกันต่ออีกมากมายมหาศาลทีเดียว และงานเรื่อง อภัยวิถี ของชัยวัฒน์ ก็นับว่าเป็นหนึ่งในการต่อยอดประเด็นที่ธงชัยเปิดไว้ในงานชิ้นนี้ได้อย่างดี โดยเฉพาะต่อประเด็นที่ให้ลืมอดีตและเดินต่อไปข้างหน้า

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: