summary : ข่มขืน

[ดู annotation ของบทความนี้]

ปรากฏการณ์การเรียกร้องให้ลงโทษประหารชีวิตการกระทำทารุณของผู้ชายที่ข่มขืนผู้หญิงหรือเด็กหญิงดังในงานของกิตติศักดิ์ (ดู annotaion; ดู summary) ได้ถูกสำรวจลงลึกอย่างละเอียดถึงวัฒนธรรมทั้งที่รองรับอยู่ในสังคมและในระบบกฎหมายในงานชิ้นนี้

ชลิดาภรณ์ได้ยกระดับการศึกษาเรื่องความรุนแรงในสังคมไทยสู่ระดับความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมโดยอ้างแนวคิดนี้มาจาก Johan Galtung [1] (ชัยวัฒน์ได้อธิบายอย่างละเอียดและเป็นระบบ ในงานเรื่อง “ย่างศพทารก” (ดู annotation; ดู summary)) เริ่มจากความเชื่อพื้นฐานหรือมายาคติในสังคมไทยว่าด้วยการข่มขืน 5 ประการ ซึ่งมีลักษณะสุดขั้ว ขาดความละเอียดอ่อน ส่งผลต่อการแก้ปัญหาการข่มขืนอย่างไม่ถูกจุดและทำให้ปัญหาซับซ้อนขึ้นไปอีก ได้แก่ มายาคติประการแรก เชื่อว่าผู้ชายที่ข่มขืนมีความผิดปกติทางจิตหรือเป็นคนชั่วร้าย เท่ากับจำกัดให้การข่มขืนเป็นปัญหาส่วนบุคคล มองข้ามปัจจัยเชิงโครงสร้างอำนาจ ระบบความเชื่อ และปัจจัยทางวัฒนธรรมที่มองว่าผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศหรือสมบัติของผู้ชาย ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้การข่มขืนยังคงอยู่ เพราะเท่ากับยอมรับว่าเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” (แก้ไขไม่ได้) ที่ผู้ชายจะมีความต้องการทางเพศที่ต้องระบายออกไม่ว่าจะเป็นการเที่ยวโสเภณีหรือการข่มขืน ทำได้เพียงป้องกันและลดโอกาสที่จะเกิด (หน้า 166-167)

มายาคติที่สอง การข่มขืนเกิดขึ้นเพราะผู้หญิงแต่งตัวยั่วให้ผู้ชายเกิดอารมณ์หรือกลับบ้านดึก ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงการข่มขืนเข้ากับเรื่องเพศ ในขณะที่หลายกรณีการข่มขืนไม่เกี่ยวกับเรื่องเพศ แต่เป็นการแสดงออกของความโกรธแค้นเกลียดชังหรือแสดงอำนาจ เช่น กรณีพ่อข่มขืนลูกสาวเพราะไม่พอใจแม่ที่ไปมีความสัมพันธ์กับคนอื่น เป็นต้น ที่สำคัญกว่านั้น การข่มขืนหลายครั้งยังเกิดขึ้นในสงครามหรือสถานการณ์ไม่สงบด้วย ในฐานะเครื่องมือการทรมาน ลงโทษ กดดัน สร้างความกลัวให้ฝ่ายศัตรู การแสดงออกซึ่งชัยชนะ และเป็นการเหยียดหยามและทำลายเผ่าพันธุ์ที่ด้อยกว่าหรือเป็นการชำระล้างเผ่าพันธุ์ (ethnic cleansing) มากกว่าเป็นเรื่องความต้องการทางเพศ เช่น กรณี The Rape of Nanking ที่ทหารญี่ปุ่นกระทำต่อหญิงชาวจีน หรือกรณีทหารชาวเซิร์ปข่มขืนผู้หญิงและเด็กหญิงมุสลิมในบอสเนีย (และหลายราย กระทำต่อหน้าพ่อแม่พี่น้องหรือลูกของหญิงเหล่านี้ด้วย) ทั้งยังทำให้หญิงมุสลิมตั้งท้องเด็กโดยมีชาวเซิร์ปเป็นพ่อ กรณีเหล่านี้ล้วนโยงกับอำนาจและความเกลียดชังอย่างชัดเจน (หน้า 167-169)

มายาคติที่สาม คือ การข่มขืนต้องเกิดพร้อมความรุนแรง กล่าวคือต้องมีร่องรอยบาดเจ็บ ฟกช้ำ หรือเสียชีวิตจากการใช้กำลังต่อผู้หญิง ดังปรากฏในกฎหมายอาญาว่า ถ้าการข่มขืนกระทำชำเราไม่ได้เป็นเหตุให้ผู้ถูกข่มขืนได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย ถือว่าเป็นความผิดอันยอมความได้ แต่ในหลายกรณี สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับหญิงที่ถูกข่มขืนคือการมีชีวิตรอด จึงอาจไม่ขัดขืน ทำให้ร่องรอยการใช้กำลังไม่ชัดเจน หรือกรณีที่ผู้หญิงหรือเด็กหญิงไม่สามารถปฏิเสธการถูกบังคับให้ร่วมเพศโดยผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่ที่นับถือหรือมีอำนาจเหนือยว่า เช่น ญาติผู้ใหญ่ หรือบีบบังคับด้วยความจำเป็นทางวัตถุ เป็นต้น มายาคติข้อที่สามนี้ทำให้กรณีเหล่านี้ หญิงที่ถูกข่มขืนต้องรับภาระพิสูจน์ว่าถูกข่มขืนจริง ไม่ใช่การสมยอม (หน้า 169-170) มายาคติที่สี่ การข่มขืนต้องกระทำโดยชายแปลกหน้า กล่าวคือ ไม่เคยมีการรู้จักหรือมีความสัมพันธ์กันมาก่อน ดังในกฎหมายอาญา มาตรา 276 ไม่นับการบังคับร่วมเพศโดยสามีของผู้หญิงว่าเป็นการข่มขืน ทั้งนี้ชลิดาภรณ์เห็นว่าเกิดจากฐานคิด 2 ประการ คือ ผู้หญิงเป็นสมบัติของผู้ชาย และครอบครัวเป็นอาณาบริเวณส่วนตัวที่อยู่เหนือการควบคุมของรัฐ นอกจากนี้ มายาคติข้อนี้ทำให้กรณีที่หญิงชายที่ไม่ได้แต่งงานกัน แต่เคยมีความสัมพันธ์ทางเพศกันมาก่อน แล้วถูกบังคับให้ร่วมเพศ ถูกละเลยไปอีกด้วย โดยจะพิพากษาล่วงหน้าแล้วว่าเป็นการสมยอมเพราะเคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน (หน้า 170-171) มายาคติที่ห้า การข่มขืนเกิดขึ้นเมื่ออวัยวะเพศชายล่วงล้ำเข้าไปในช่องคลองผู้หญิง ซึ่งเป็นการตีความของศาลไทย ทำให้การบังคับร่วมเพศทางปากหรือทางทวารหนัก หรือใช้วัสดุอย่างอื่น ไม่ถูกนับเป็นการข่มขืนและไม่ได้รับความคุ้มครอบจากกฎหมาย (หน้า 172)

จากกรณีตัวอย่างมากมายที่ถูกนอกเหนือการนิยามแบบแข็งกระด้างของ “การข่มขืน” ชลิดาภรณ์พาเราไปสำรวจวิธีการศึกษาเกี่ยวกับการข่มขืนที่ผ่านมา ซึ่งมีอยู่ 4 แนว ได้แก่ แนวที่หนึ่ง เน้นศึกษาสถาบัน โดยเฉพาะสถาบันการแพทย์และกระบวนการยุติธรรม โดยศึกษาวิธีการทำงานของตำรวจและศาลในการทำคดีข่มขืน ซึ่งมายาคติหลายประการข้างต้นมีอิทธิพลต่อการทำงานของสถาบันเหล่านี้อยู่มาก เช่น การซักพยานในศาลโดยถามรายละเอียดของเหตุการณ์อย่างไม่ระมัดระวังหรือทำราวกับผู้หญิงเป็นฝ่ายกระทำผิด แนวที่สอง ศึกษาในแง่จิตวิทยาและชีววิทยา แบ่งการข่มขืนเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ข่มขืนเพื่อแสดงความโกรธแค้นต่อผู้หญิง ข่มขืนเพื่อสนองความต้องการทางเพศ ข่มขืนเพราะถูกปลุกเร้าทางเพศด้วยความก้าวร้าวและความเกลียดชังต่อผู้หญิง และข่มขืนเพราะโอกาสเอื้อ เช่น ปล้นทรัพย์แล้วถือโอกาสข่มขืนด้วย แนวที่สาม ศึกษาแนวสังคมวิทยา โดยเน้นระบบความเชื่อและค่านิยมของสังคมที่ทำให้การข่มขืนเกิดขึ้นและดำรงอยู่ เช่น การจำหน่ายและบริโภคสื่อลามกน่าจะเป็นเหตุให้เกิดการข่มขืน หรือเหตุที่สถาบันดั้งเดิมอย่างครอบครัว ศาสนา หรือชุมชน อ่อนแอลงจนไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมการข่มขืนได้ แนวที่สี่ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากอิตถีศาสตร์ (feminism) กล่าวคือ เน้นศึกษามิติความเป็นชายหญิง (gender) และโครงสร้างอำนาจระหว่างชายกับหญิงว่าทำให้เกิดการข่มขืน ในฐานะเป็นเครื่องมือควบคุมผู้หญิงให้อยู่ในร่องในรอยโดยทำให้รู้สึกหวาดกลัว แนวการศึกษานี้มองว่าในโครงสร้างที่ผู้ชายเป็นใหญ่ (patriarchy) มีแนวโน้มมองภาพผู้หญิงในทางลบหรือเป็นวัตถุที่ถูกระทำได้ โดยให้ภาพผู้หญิงในฐานะ “คนอื่น” ที่ผู้ชายต้องรวมตัวกันต่อต้าน (หน้า 173-176)

ระบบผู้ชายเป็นใหญ่นี้เองที่ชลิดาภรณ์เห็นว่าเป็นความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมที่ทำให้ความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่กดขี่เอารัดเอาเปรียบผู้หญิงและการใช้ความรุนแรงทางตรงต่อผู้หญิงโดยการข่มขืนกลายเป็นเรื่องธรรมดาและสังคมยอมรับได้ และทำให้มองไม่เห็นอีกหลายแง่มุมของการข่มขืนดังกล่าวแล้วข้างต้น เพราะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมชาติของผู้ชายที่ต้องการระบายออกทางเพศ กรณีการข่มขืนโดยสามีก็ถูกมองเป็นเรื่องประสาลิ้นกับฟัน รวมทั้งหลายกรณีนั้น ไม่มีแม้กระทั่งชื่อเรียกประสบการณ์บางอย่างที่หญิงไทยต้องประสบจริง แต่ไม่เคยรู้จักว่านั่นเป็นการคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment) หรือเป็นความรุนแรงในครอบครัว (Domestic Violence) (หน้า 176-179)

สุดท้ายชลิดากรณ์เสนอให้สังคมและระบบกฎหมายนิยามการข่มขืนใหม่ โดยเน้นที่การบังคับให้ร่วมเพศไม่ว่าผู้บังคับจะมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงอย่างไร และควรให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อตัวตนของผู้หญิงที่ถูกกระทำ มากกว่าจะเน้นไปที่รูปแบบอย่างที่เป็นอยู่ (หน้า 180)

end note

[1] จากงานเขียนระดับคลาสสิคของ Johan Galtung, “Cultural Violence,” Journal of Peace Research Vol.27 No.3 (1990), pp.291-305.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: