summary : ประชาธิปไตยอำนาจนิยม

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ (2548ก) “ประชาธิปไตยอำนาจนิยม: ผลของการใช้ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไทย” ใน อุทัย ดุลยเกษม และเลิศชาย ศิริชัย (บ.ก.) ความรู้กับการแก้ปัญหาความขัดแย้ง : กรณีวิกฤติการณ์ชายแดนภาคใต้ (กรุงเทพฯ : สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, หน้า 212-270. [1]

[ดู annotation ของบทความนี้]

ในขณะที่งานของเกษียร เรื่อง “วัฒนธรรมการเมืองอำนาจนิยมปฏิปักษ์ปฏิรูปของระบอบทักษิณ” (ดู annotation; ดู summary) เน้นสังเคราะห์วัฒนธรรมการเมืองของสังคมไทยจากปรากฏการณ์ภายใต้ระบอบทักษิณ บทความนี้ของ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เป็นงานศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมการเมืองแบบอำนาจนิยมอีกชิ้นที่ไปไกลกว่าอีกขั้นหนึ่งในแง่ของการตั้งคำถามไม่เฉพาะกับผลจากระบอบทักษิณ แต่ตั้งคำถามเอากับตัวทฤษฎีประชาธิปไตยเลยทีเดียว ทั้งนี้โดยวิเคราะห์ผ่านการพิจารณาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมประชาธิปไตยของประเทศต่างๆ รวมทั้งของประเทศไทยด้วย บทความชิ้นนี้เป็นงานที่สำคัญยิ่ง (และผู้เขียนเห็นว่าเป็นพัฒนาการขั้นก้าวหน้าที่สุดชิ้นหนึ่งของชัยวัฒน์ในการวิเคราะห์เกี่ยวกับทฤษฎีประชาธิปไตยกับแนวคิดสันติวิธีของเขา) โดยเฉพาะต่อพัฒนาการของทฤษฎีประชาธิปไตยในความหมายที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นระบอบการปกครองที่ใช้สันติวิธีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

ชัยวัฒน์ชี้ให้เห็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมประชาธิปไตยอย่างไทยและที่อื่นทั่วโลกว่า “ประชาธิปไตย” จำแลงร่างกลายเป็นอำนาจนิยม ปัญหาความรุนแรงภาคใต้ของไทยในบริบทสงครามต่อต้านการก่อการร้ายของจักรวรรดิอเมริกันนั้น ทำให้เกิดสิ่งที่ชัยวัฒน์เสนอในงานนี้ว่าประชาธิปไตยมีบุคลิกภาพ และบางครั้งบุคลิกภาพนั้นก็กลับกลายเป็นอำนาจนิยมแบบเดียวกับที่เกิดกับมนุษย์ โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับฤทธิ์เดชของรัฐที่ใช้ความรุนแรง “สุดโต่ง” มาอย่างยาวนาน เพื่อตอบโต้ความรุนแรงที่หวนกลับมาใหม่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะในเหตุการณ์สำคัญ คือ เหตุเมื่อวันที่ 4 มกราคม, 22 มกราคม, 28 เมษายน, และ 25 ตุลาคม 2547 ทำให้เกิดวัฏจักรความรุนแรงที่เข้มข้นยิ่งขึ้น ส่งผลให้ประชาธิปไตยในสังคมกำลังกลายเป็น “ประชาธิปไตยอำนาจนิยม” (authoritarian democracy) ทั้งนี้ ชัยวัฒน์ได้ตั้งคำถามย่อยเพื่อนำสู่ข้อสรุปนี้ 4 คำถาม ดังนี้

คำถามแรก ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่หวนกลับมาใหม่นี้ แตกต่างจากอดีตช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาอย่างไร? ชัยวัฒน์ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ ตั้งแต่ปี 2452 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน แต่จุดเน้นดูจะอยู่ที่เหตุการณ์ 28 เมษายน 2547 ที่เขาเห็นว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ความรุนแรงในภาคใต้อย่างสำคัญด้วยเหตุผล 3 ข้อ

  1. เมื่อบุกป้อมยาม ปล้นปืน และยิงเจ้าหน้าที่แล้ว ฝ่ายผู้ก่อการไม่ยอมหลบหนีไป แต่กลับเข้าไปรอคอยให้กองทหารโจมตียิงเข้าไปในมัสยิดและที่สุดถูกสังหารทั้ง 32 คน ซึ่งดูจะชี้ว่าสำหรับผู้คนเหล่านี้ ชัยชนะไม่ได้อยู่ที่จำนวนศัตรูที่สังหารได้ แต่อยู่ที่วิธีการที่พวกเขาถูกสังหารมากกว่า
  2. วิถีที่ความตายของคนเหล่านี้ถูกจดจำ กล่าวคือ ศพทั้งหมดถูกฝังโดยไม่ผ่านการอาบน้ำละหมาดตามปรกติ เท่ากับว่าผู้ตายอยู่ในฐานะ ชะฮีด คือ เสียชีวิตในหนทางของพระเจ้าเพื่อปกป้องศาสนาอิสลาม
  3. การจงใจเลือกวันที่ 28 เมษายน เป็นวันลงมือก่อการ น่าจะมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ให้ตรงกับวันที่เกิดเหตุกบฎดุซงญอเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2491 ซึ่งเป็นการลุกฮือครั้งสำคัญของชาวมลายูมุสลิมและเกิดการปะทะกับฝายเจ้าหน้าที่บ้านเมือง จนฝ่ายหลังเสียชีวิตไป 30 นาย ส่วนชาวมลายูมุสลิมถูกสังหาร 400 คน

ทั้งสามประการ แสดงให้เห็นชัดว่าผู้ก่อการตั้งใจเชื่อมโยงปัจจุบันเข้ากับการลุกฮือในอดีตในเชิงสัญลักษณ์ และฝากฝังความทรงจำครั้งใหม่นี้ไว้กับอนาคตในฐานะตายอย่างเสียสละชีพพันธุ์ใหม่เพื่อศาสนา และการที่ตัวมัสยิดซึ่งชาวมุสลิมถือว่าเป็นบ้านของพระเจ้าได้ถูกโจมตีด้วยอาวุธของทหารไทย ก็ทำให้ภูมิทัศน์ความรุนแรงในภาคใต้เปลี่ยนไปและได้สร้างบรรยากาศและเงื่อนไขที่กระแทกความสัมพันธ์ทั้งแนวดิ่งและแนวนอนไปในทางลบ อันจะก่อให้เกิดปัญหาหนักหนาต่อสันติภาพและความมั่นคงในอนาคต

คำถามที่สอง รัฐบาลไทยแก้ไขโต้ตอบความรุนแรงในภาคใต้ด้วยวิธีการใด โดยเฉพาะก่อนและหลังเหตุการณ์ 28 เมษายน? ต่อคำถามนี้ ชัยวัฒน์ชี้ว่า ในยามวิกฤติ รัฐไทยได้หวนกลับไปใช้วิธีการอันเป็นพื้นฐานที่สุดและคุ้นเคยที่สุดซึ่งอาจจัดได้ว่าเป็น “ธรรมชาติ” ของรัฐเลยทีเดียว คือ การใช้หรือแย่งชิงทรัพย์หรือเงิน และความรุนแรง วิธีแรก กระทำโดยผ่านโครงการพัฒนาต่างๆทั้งพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารฮาล้าล ส่งเสริมการท่องเที่ยว ตั้งมหาวิทยาลัยอิสลาม ปฏิรูปโรงเรียนปอเนาะ โหมงานด้านประชาสัมพันธ์ ฯลฯ ซึ่งชัยวัฒน์เห็นว่าทั้งหมดนี้เป็นการแปลงความไม่มั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นอุตสาหกรรมที่อุดมไปด้วยทรัพยากร ผลประโยชน์ ทั้งที่เป็นเงินตราและอย่างอื่น ส่วนวิธีการหลัง เริ่มใช้อีกครั้ง หลังพลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร เข้ารับหน้าที่ดูแลปฏิบัติการทางทหารในจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อ 26 กรกฎาคม 2547 และให้ความเห็นว่ารัฐบาลต้องเปลี่ยนจากวิธีการแบบเน้นให้การศึกษาทางการเมืองและการพัฒนา มาเป็นวิธีการทางทหารมากขึ้น เพราะแนวทางทางการเมืองส่งผลให้ประชาชนตกอยู่ในความหวาดกลัว และจะฟื้นฟูความมั่นใจกลับมาได้ด้วยแนวทางทางทหาร นอกจากนี้ “ข้อเสนอจาตุรนต์” 7 ข้อ ที่มีลักษณะเด่น 4 ประการ คือ ให้ยุติการอุ้มฆ่าคนในพื้นที่โดยเจ้าหน้าที่รัฐ ให้นิรโทษกรรมทุกคนที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงในภาคใต้ ให้ถือว่าโรงเรียนปอเนาะเป็นสถาบันสำคัญทางวัฒนธรรมและควรให้มีอิสระ และให้ถือว่าคนสองสัญชาติว่าแสนคนไม่ใช่ภัยคุกคามความมั่นคง แต่เป็นทรัพยากรของประเทศ แต่ข้อเสนอนี้ถูกปฏิเสธไปอีก

เหตุการณ์ตากใบเมื่อ 25 ตุลาคม 2547 ที่อำเภอตากใบ ก็เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญอีกประการ เพราะหนึ่ง เจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรงโต้ตอบชาวมลายูมุสลิมที่ชุมนุมโดยสันติ มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 6 คน และต่อมาผู้ถูกควบคุมตัว 78 คนจากกว่าพันคน ก็เสียชีวิตอีก ในระหว่างถูกลำเลียงอัดทับไปบนรถบรรทุกอย่างทารุณภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ ซึ่งส่งผลให้ สอง คนมุสลิมนอกพื้นที่ที่เคยรู้สึกวางเฉยต่อเหตุการณ์ 28 เมษายน กลับรู้สึกคับข้องใจและโกรธต่อวิธีการของรัฐในเหตุการณ์ 25 ตุลาคมนี้อย่างยิ่ง ค่อนข้างชัดเจนว่ารัฐบาลสูญสิ้นความชอบธรรมทั้งมวลเมื่อใช้ความรุนแรงเกินขอบเขตตอบโต้ผู้ชุมนุมมือเปล่าในครั้งนี้ สาม แม้จะมีความรุนแรงที่โหดร้ายเกินขอบเขตจากภาครัฐถึงเพียงนี้ แต่ดูเสียงสนับสนุนให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงแก้ไขปัญหาความรุนแรงในภาคได้ก็ไม่ได้ลดลงไปเลยตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ 28 เมษายน จนหลังเหตุการณ์ตากใบ ทั้งในโทรทัศน์ วิทยุ อินเทอร์เน็ต ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้เมื่อพิจารณาร่วมกับนโยบายสงครามปราบยาเสพติดในปี 2546 ที่ทำให้มีผู้ตายกว่า 2,500 คน ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนยิ่งให้ภาครัฐเชื่อได้ว่า ความรุนแรงเป็นวิธีการที่ยอมรับได้ในการนำมาใช้จัดการกับคู่ต่อสู้และแก้ปัญหาความขัดแย้ง

คำถามที่สามและสี่ ความรุนแรงส่งผลอย่างไรต่อสังคมที่ใช้ความรุนแรงนั้นเอง และผลต่อสังคมประชาธิปไตยดังกล่าวมีให้เห็นในที่อื่นๆด้วยหรือไม่? [2] ชัยวัฒน์ตอบคำถามนี้ โดยเริ่มจากการพิจารณาข้อเสนอของนักคิดไทย 2 คน คนแรก ธิตินันท์ พงศ์สุทธิรักษ์ ซึ่งเสนอว่าประชาธิปไตยไทยภายใต้การปกครองโดยทักษิณนั้น เป็น “ลัทธิอำนาจนิยมประชาธิปไตย” (democratic authoritarianism) [3] กล่าวคือ เป็นการปกครองแบบอำนาจนิยม ที่อาศัยเบื้องหน้าปลอมแปลงด้วยประชาธิปไตย

คนที่สอง คือ เกษียร เตชะพีระ ซึ่งเรียกระบอบทักษิณ ว่า “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิทุนจากการเลือกตั้ง” [4] อันมีลักษณะ 4 ข้อ ได้แก่ หนึ่ง การใช้อำนาจการเมืองแบบสัมบูรณาญาสิทธิ์ ชนิดที่มีแนวโน้มละเมินสิทธิพลเมืองของรัฐ สอง มีหัวหน้าฝ่ายบริหารทางการเมืองของชนชั้นนายทุน ที่เป็นแบบรวมศูนย์ธุรกิจ มาบริหารบ้านเมือง สาม ใช้นโยบายเคนเซียนแบบรากหญ้า (Grassroots Keynesianism) สี่ มีแนวทางการพัฒนาแบบประชานิยมเพื่อทุนนิยม (capitalist populism)

ชัยวัฒน์เห็นว่านักคิดไทยทั้งสองชี้ถึงลักษณะเฉพาะที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ “ผลของทักษิณ” (the Thaksin effects) ต่อการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของไทย แต่เขาเป็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในช่วงเวลาเดียวกันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่สังคมไทย แต่เกิดขึ้นในสังคมอื่นๆที่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งด้วยเช่นกัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ไม่น่าจะเป็นเพียงเพราะระบอบทักษิณเท่านั้น แต่อาจเป็นผลมาจากตัวแนวคิดประชาธิปไตยเองที่กำลังเผชิญกับบริบทโลกปัจจุบันภายใต้บรรยากาศการก่อการร้ายและการต่อต้านการก่อการร้ายที่ทำให้รัฐประชาธิปไตยทั้งในอเมริกา ในยุโรป อย่างอังกฤษหรือฮังการี ในเอเชีย ทำให้เกิดการกร่อนเซาะสิทธิเสรีภาพของผู้คนในรัฐ

ทั้งนี้ ชัยวัฒน์เห็นว่าในแง่มุมด้านสิทธิมนุษยชนหลังเหตุการณ์ 9/11 แล้ว มีลักษณะร่วมหลายประการที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ได้แก่

  1. การแก้ปัญหาระหว่างประเทศด้วยแนวทางทางการทูตและแก้ปัญหาหลายด้านหลายฝ่าย (multilateral approach) เริ่มอ่อนแอลงเมื่อเทียบกับแนวทางการใช้กำลังและตัดสินใจฝ่ายเดียว (unilateral approach)
  2. การแก้ปัญหาการเมืองระหว่างประเทศบนหลักนิติธรรมระหว่างชาติ ถูกลดความสำคัญลงเมื่อเทียบกับความมั่นคงทางทหาร
  3. นิยามการก่อการร้ายที่ยังไม่ลงตัวในระดับระหว่างประเทศถูกทำให้เบ็ดเสร็จลงด้วยนโยบายและนิยามทางการของรัฐ
  4. ภาษาการเมืองแบบแบ่งขั้วชัดแจ้งมากขึ้น ทำให้เกิดเป็นการสร้างเงื่อนไขกดขี่บีบคั้นสิทธิคนชายขอบ
  5. ถือทางออกด้วยวิธีการทางทหารเป็นทางออกแรกในการแก้ปัญหาความขัดแย้งร้ายแรงถึงชีวิต แทนที่จะเป็นหนทางสุดท้าย
  6. ปัญหาความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจถูกผลักตกขอบไป

ส่วนในแง่ผลกระทบของความรุนแรงต่อประชาธิปไตยนั้น มีลักษณะร่วม 4 ประการ คือ

  1. รัฐเหล่านี้ รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง
  2. รัฐเหล่านี้ถือว่าตนถูกคุกคามด้วยภัยก่อการร้าย ไม่ว่าจะเป็นในรูป “ผู้ก่อการร้ายระดับโลก” หรือสงครามกลางเมือง ความรุนแรงระหว่างรัฐกับประชาชน
  3. รัฐใช้วิธีโต้ตอบภัยคุกคามความมั่นคงโดยใช้ความรุนแรงและตัดสิทธิพลเมืองลง
  4. ที่สำคัญ คือ การใช้ความรุนแรงโดยรัฐและการจำกัดสิทธิพลเมืองดังกล่าว ดูจะได้รับความยินยอมเห็นชอบจากประชากรส่วนข้างมากของประเทศ

จากแนวโน้มดังกล่าว ชัยวัฒน์จึงตั้งคำถามต่อว่า หากแนวโน้มเหล่านี้เข้มแข็งขึ้นต่อไป กระบวนวิธีที่ประชาธิปไตยทำงานในสังคมการเมืองจะเป็นอย่างไร? เขาตอบคำถามนี้ในเบื้องต้นในอ้างความคิดของนักทฤษฎีการเมือง 3 คน คนแรก Harold Lasswell ซึ่งเสนอความคิดเรื่อง “รัฐทหาร” (garris on state thesis) [5]  เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่สองว่ารัฐที่ต้องทำสงครามตลอดเวลาไม่อาจธำรงความเป็นประชาธิปไตยเอาไว้ได้ และสังคมเช่นนั้นจะหมดสิ้นความเป็นสังคมเปิด (open society) สิทธิเสรีภาพของพลเมืองถูกจำกัดลงอย่างร้ายแรงด้วยความจำเป็นของความมั่นคงของชาติ จนฝ่ายทหารกลายเป็นสถาบันครอบงำรัฐบาลในที่สุด ชัยวัฒน์เห็นว่าสงครามที่สังคมประชาธิปไตยเผชิญอยู่ในยุคนี้ “ภัยก่อการร้าย” ซึ่งแตกต่างจากสงครามเดิม 2 ประการ คือ หนึ่ง การก่อการร้ายจู่โจมใครๆก็ได้โดยไม่จำกัดเวลาและสถานที่ ทำให้สังคมสูญเสียสำนึกแห่งความแน่นอน (sense of certainty) ที่ประกันด้วยหน้าที่ตามปกติอย่างแรกของรัฐไป สอง เมื่อความเป็นปกติทางสังคมการเมืองหายไป ความเศร้าสร้อยจากการที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรง ก็จะแปรเปลี่ยนเป็นความกระเหี้ยนกระหือรือพร้อมใช้ความรุนแรงปลอดเปลื้องความทุกข์ของตนแทน

สภาวะใหม่ทั้งสองประการดังกล่าวนี้ อาจเรียกได้ว่า “สงครามบริสุทธิ์” (pure war) ซึ่งชัยวัฒน์อ้างจากนักคิดคนที่สอง คือ Pual Virilo [6] ซึ่งเสนอสภาวะนี้ไว้เมื่อสองศตวรรษที่แล้วยุคอาวุธนิวเคลียร์ว่าเป็นยุคของรายละเอียดเชิงปฏิบัติการ (the age of logistics) และบีบให้คนนอกแวดวงทหารต้องตระเตรียมเพื่อการสงครามทั้งหมดทั้งสิ้น Virilo สรุปว่าสังคมการเมืองที่หมกมุ่นกับหายนภัยนิวเคลียร์กำลังทำให้การเผชิญหน้ากันด้วยความรุนแรงแบบอื่นๆทั้งหลาย หมดสิ้นความเป็นการเมืองลงไป (depoliticization) ชัยวัฒน์เห็นว่า “สงครามบริสุทธิ์” ครั้งใหม่ในยุคก่อการร้ายและสงครามต่อต้านการก่อการร้ายปัจจุบันนั้น สังคมทั้งหมดถูกระดมผลักดันในทางทหารตลอดเวลาในนามของความกลัว สภาวะภัยคุกคามถูกรายงานทางโทรทัศน์ทุกวันเป็นระดับแถบสี เหมือนข่าวสภาวะอากาศ จนภัยคุกคามจากการก่อการร้ายกลายเป็นสภาพประจำวันไปแล้ว ที่สำคัญคือ ในสภาวะเหล่านี้ การต่อสู้ด้วยอาวุธที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆถูกทำให้หมดสิ้นความเป็นการเมืองไปด้วยจินตนาการว่าเป็นการก่อการร้ายได้อย่างง่ายดาย ทำให้หนทางการแก้ปัญหาทางการเมืองเลือนหายไปเหลือเพียงหนทางทางทหาร ชัยวัฒน์ชี้ประเด็นสำคัญว่าภายใต้สภาวะ “สงครามบริสุทธิ์” เช่นนี้แหละที่ประชาธิปไตยจะกลายเป็นอำนาจนิยมได้ด้วยคำสาปของความรุนแรง

แนวคิดการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้น ชัยวัฒน์อ้างความคิดของ Norbert Bobbio [7] ที่เสนอว่าต้องเป็นไปภายใต้เงื่อนไข 3 ประการ ได้แก่ หนึ่ง มีกฎเกณฑ์ว่าใครเป็นผู้มีสิทธิอำนาจตัดสินใจแทนผู้คนในสังคม และอำนาจในการเลือกผู้ตัดสินใจนี้อยู่ที่คนจำนวนมากในสังคมนั้น สอง กระบวนวิธีการตัดสินใจใช้กฎเสียงข้างมาก และสาม ผู้ทำหน้าที่ตัดสินใจต้องมี “ทางเลือกที่แท้จริง” และต้องอยู่ในวิสัยที่จะเลือกได้ นอกจากนี้ Bobbio ยังเสนออุดมคติ 4 ประการของประชาธิปไตยอีกด้วย ได้แก่

  1. ต้องมีขันติธรรม เพื่อประคับประคองไม่ให้ตกอยู่ใต้การผูกขาด”ความจริง” อย่างบ้าคลั่งและใช้กำลังเพื่อบังคับให้คนอื่นเห็นพ้องด้วย
  2. ต้องใช้สันติวิธีแก้ไขความคัดแย้งทางการเมือง โดยถือว่าฝ่ายคัดค้านไม่ใช่ศัตรูที่ต้องทำลายล้าง แต่เป็นคู่ต่อสู้ที่ช่วยให้กระบวนการทางการเมืองมีความหมาย
  3. ต้องรู้จักฟื้นฟูสังคมให้งอกงามทีละน้อย โดยให้มีการถกเถียงกันอย่างเสรี
  4. มีภราดรภาพ ตระหนักในความเป็นพี่น้องครอบครัวมนุษย์ที่ร่วมชะตากรรมเดียวกัน

จากแนวคิดประชาธิปไตของ Bobbio นี้ ชัยวัฒน์เห็นว่าในบริบท “สงครามบริสุทธิ์” ยุคใหม่นี้ ประชาธิปไตยอ่อนโทรมลงไปอย่างยิ่งด้วยปรากฏการณ์ 5 ประการ หนึ่ง ในบริบทที่สิทธิทางการเมืองและทางเลือกถูกจำกัดตัดทอนลง จึงยากที่เสียงส่วนใหญ่จะตัดสินเลือกหนทางการเมืองได้อย่างมีความหมาย สอง ในบริบท “สงครามบริสุทธิ์” นั้น “ความจริง” ถูกผูกขาดไว้เหลือเฉพาะของราชการเท่านั้น สาม มีกระบวนการทำ “คนอื่น” ให้เป็นปีศาจร้ายกาจ สี่ การถกเถียงเสรีและการหาช่องทางฟื้นฟูสังคมที่ละน้อยถูกมองเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยในยามสงคราม ห้า การพูดถึงมนุษยชาติในฐานะเพื่อร่วมชะตากรรมเดียวกัน กลายเป็นดังนิทานหลอกเด็ก

จากผลของความรุนแรงดังกล่าวนี้ ชัยวัฒน์จึงถามต่อไปว่า ความรุนแรงจะต้องดำเนินต่อไปนานเท่าใด จึงจะส่งผลดังกล่าวต่อสังคมการเมือง? เขาอ้างความคิดของ Alexis de Tocqurville ในงานเรื่อง Democracy in America [8] ที่กล่าวว่า “รัฐบาลประชาธิปไตยอาจกลับกลายเป็นรุนแรง และกระทั่งโหดร้ายได้ในช่วงเวลาที่พิเศษสุดขีดหรือเผชิญภัยร้ายแรง แต่วิกฤติเหล่านี้มักจะหายากและถ้าเกิดขึ้นก็มักจะสั้น” แต่ภายใต้เงาทะมึนของการก่อการร้ายและการต่อต้านการก่อการร้ายที่กลายเป็นภาวะ “สงครามบริสุทธิ์” ในยุคปัจจบัน โอกาสที่วิกฤติการณ์จะเกิดขึ้นดูจะไม่ใช่ของหายากและเกิดสั้นๆดังที่ Tocqurville กล่าวไว้อีกต่อไป

นอกจากนี้ สิ่งที่ Tocqurville เรียกว่า “รัฐบาลประชาธิปไตยอาจกลับกลายเป็นรุนแรง และกระทั่งโหดร้าย” สำหรับยุคนี้ ชัยวัฒน์จึงเสนอคำเรียกว่าเป็น “ประชาธิปไตยอำนาจนิยม” โดยประยุกต์จากความคิดของ Adorno ในเรื่อง “บุคลิกภาพอำนาจนิยม” (authoritarian personality) [9] Adorno ตั้งคำถามว่าเหตุใดบางคนจึงรับความคิดต่อต้านชาวยิวได้ง่ายกว่าคนอื่น? และเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร? คำตอบ คือ บางคนมีบุคลิกภาพแบบอำนาจนิยมนี่เอง ซึ่ง Adorno อธิบายว่าได้แก่ ทัศนะให้ลงโทษอาชญากร, ความเชื่อในพลังเหนือธรรมชาติที่กำหนดชะตากรรมของบุคคล, ความไม่ชอบชนกลุ่มน้อย, ความสัมพันธ์ทางเพศแบบควบคุมครอบงำ และที่สำคัญยิ่ง คือ ความสัมพันธ์ลักลั่นที่มีต่อผู้มีอำนาจในแบบยอมศิโรราบ แต่ขมเห่งรังแกคนที่อยู่ต่ำกว่า

นอกจากนี้ ความรุนแรงยังสำคัญยิ่งต่อพลวัตจิตใจแบบฟาสซิสต์ที่มีบุคลิกอำนาจนิยมดังกล่าว เพราะถูกโฆษณาชวนเชื่อให้ชมชอบการใช้ความรุนแรงต่อคนอื่น (sadistic violence) ที่เห็นเป็น “ศัตรู” และพอใจใช้ความก้าวร้าวรุนแรงต่อตนเอง (masochistic aggression) มีตัวตนเป็นเป้าในรูปของการทำลายตัวเอง และอาศัยความรุนแรงในพิธีกรรมมายึดโยงสมาชิกเข้าไว้ด้วยกันข้อสำคัญคือบุคลิกและภาวะดังกล่าวนั้น ไม่ได้มาจากการที่ Adorno ศึกษาเฉพาะในกลุ่มฟาสซิสต์อิตาลีหรือนาซีเยอรมนี แต่มาจากการที่เขาศึกษาศักยภาพของชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นสังคมประชาธิปไตย ในการยอมรับอิทธิพลจากโฆษณาชวนเชื่อฟาสซิสต์อีกด้วย หากไม่ได้คิดถึงประชาธิปไตยในฐานะรูปแบบการปกครอง แต่เป็นในฐานบุคลิกภาพ

ชัยวัฒน์ก็ชี้ว่าเป็นไปได้ที่จะมีประชาธิปไตยแบบที่มีบุคลิกอำนาจนิยมและประชาธิปไตยแบบที่ไม่เป็นอำนาจนิยม ภายใต้บริบท “สงครามบริสุทธิ์ยุคก่อการร้ายและต่อต้านการก่อการร้าย” ในระดับระหว่างประเทศ หรือบริบท “สงครามบริสุทธิ์ที่มีภัยคุกคามความมั่นคงอยู่ตลอดเวลา” ของสังคมไทยนั้น ประชาธิปไตยจึงไม่ได้ทำงานในสภาวะที่ยกเว้นว่า “หายาก” และ “เกิดสั้นๆ” อีกต่อไป ประชาธิปไตยจะกลายเป็นประชาธิปไตยอำนาจนิยมที่รัฐบาลประชาธิปไตยสามารถโหดร้ายทารุณกับประชาชนพลเมืองของตนเองไป ดังที่เกิดขึ้นในสังคมประชาธิปไตยทั่วไปในโลก รวมทั้งกับประเทศไทยด้วยเช่นกัน

end note

[1] หนังสือเล่มนี้ทั้งเล่ม ใช้เป็นเอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง “สมานฉันท์บนพื้นฐานของการใช้ความรู้ : แนวทางแก้วิกฤติชายแดนภาคใต้” เมื่อ 19 ตุลาคม 2548 ณ ห้องประชุมอาคารสถาบัน 3 บริเวณคณะเภสัชกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ส่วนบทความนี้แปลจากงานภาษาอังกฤษของชัยวัฒน์ เรื่อง “ Fostering “Authoritarian Democracy” with Violence: The Effect of Violent Solutions to Southern Violence in Thailand”, A paper prepared for the Empire Conference, National University of Singapore, September 23-24, 2004. To be published in Vedi Hadiz (ed.) (New York : Routledge, Forthcoming).

[2] อนึ่ง น่าสนใจว่า คำถามลักษณะในข้อสามและสี่นี้เป็นคำถามที่ชัยวัฒน์มักถามอยู่เป็นเสมอๆ เกี่ยวกับผลของความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะหลักการหรือแนวคิดบางอย่างของสังคม เช่น ความรุนแรงส่งผลอย่างไรต่อเวลา? (ในปาฐกถาเรื่อง “ความรุนแรงกับกาลเวลา”) ความรุนแรงส่งผลอย่างไรต่อ “ความจริง”? (ในงานวิจัยเรื่อง ความรุนแรงกับการจัดการ “ความจริง”: ปัตตานีในรอบกึ่งศตวรรษ) เป็นต้น ซึ่งผมก็เห็นด้วยว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งทีเดียว

[3] Thitinan Pongsudhirak, “Thailand: Democratic Authoritarianism”, in Southeast Asian Affairs 2003. Daljit Singh & Chin Kin Wah (ed.), (Singapore: Institute of Southeast Asian Studies, 2003)

[4] เกษียร เตชะพีระ, บูชกับทักษิณ : ระบบอำนาจนิยมขวาใหม่ ไทยอเมริกัน, (กรุงเทพฯ : คบไฟ, 2547)

[5] Harold Lasswell, “The Garrison State” American Journal of Sociology, 46: 455-468; 1941. อ้างในชัยวัฒน์, “ประชาธิปไตยอำนาจนิยม…” อ้างแล้ว หน้า 250-251

[6] Pual Virilo, Sylvia Lotringer, Pure War. Trans. By Mark Polizotti. (New York: Semiotext(e), 1983) อ้างในชัยวัฒน์, “ประชาธิปไตยอำนาจนิยม…” อ้างแล้ว หน้า 251-253

[7] Norbert Bobbio, The Future of Democracy : A Defence of Rules of the Game. Trans.by Roger Griffin. (Cambridge: Polity Press, 1987) อ้างในชัยวัฒน์, “ประชาธิปไตยอำนาจนิยม…” อ้างแล้ว หน้า 255-256

[8] Alexis de Tocqurville, Democracy in America. ed. By Richard D. Hefner. (New York: Mentor Book, 1956) อ้างในชัยวัฒน์, “ประชาธิปไตยอำนาจนิยม…” อ้างแล้ว หน้า 257-260 เน้นโดยผู้เขียน (ผมเอง)

[9] T.W.Adorno, et al. The Authoritarian Personality, อ้างในชัยวัฒน์, “ประชาธิปไตยอำนาจนิยม…” อ้างแล้ว หน้า 260-262

2 Responses to summary : ประชาธิปไตยอำนาจนิยม

  1. Link exchange is nothing else but it is simply placing the other person’s weblog link on your page at proper place and other person will also do similar in favor of you.

    buy facebook fans is actually suitable for your facebook advertising
    how to get likes on facebook for cheap in addition to quickly, Get Real Fans for the account.

  2. Definitely consider that that you stated.

    Your favourite reason seemed to be on the net the
    simplest thing to keep in mind of. I say to you, I definitely get irked at the same time as other folks consider concerns that they plainly don’t
    understand about. You controlled to hit the nail upon the highest and also outlined out the
    entire thing with no need side-effects , other folks can take a signal.
    Will probably be again to get more. Thanks

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: