summary : ย่างศพทารก

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ (2539) “ย่างศพทารก : วิพากษ์ความรุนแรงทางวัฒนธรรมในสังคมไทย” ใน รัฐศาสตร์สาร ปีที่ 19 ฉบับที่ 3

[ดู annotation ของบทความนี้]

แนวคิดชั้นความรุนแรง

ชัยวัฒน์เสนอแนวคิดชั้นความรุนแรง (layers of violence) ของ Johan Galtung เพื่อทำความเข้าใจความซับซ้อนของความรุนแรงได้อย่างครอบคลุมและชัดเจนมากยิ่งขึ้น Galtung แบ่งความรุนแรงออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ความรุนแรงทางตรง/ชั้นบุคคล (direct/personal violence) ความรุนแรงชั้นโครงสร้าง (structural violence) และความรุนแรงชั้นวัฒนธรรม (cultural violence) ส่วนแนวคิดความรุนแรงชั้นโครงสร้างนั้น Galtung เสนอขึ้นในปี 1969 [1] เพื่อชี้ให้เห็นว่ามีความรุนแรงอยู่อีกหลายชนิดที่ปราศจากผู้ก่อที่เป็นตัวบุคคล แต่แหล่งกำเนิดความรุนแรงกลับอยู่ที่ระบบ โครงสร้าง หรือสถาบันของสังคมนั่นเอง นั่นคือในสังคมมีการเอาเปรียบทางสังคมเกิดขึ้น ทำให้เกิดกลุ่มคนที่มีอำนาจเหนือคนส่วนใหญ่ เรียกว่า “topdogs” และใช้โครงสร้าง/สถาบันในการพยุงสถานะแห่งความเหนือกว่านั้นไว้ให้นานที่สุด ปล่อยให้ผู้คนที่ถูกเอาเปรียบดำรงชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมานโดยไร้ทางออก ด้วยการทำลายโอกาสรับรู้ข่าวสารข้อมูลอย่างหมดจดตรงไปตรงมา ผลักให้ผู้เสียเปรียบไปอยู่ชายขอบ ทำให้พวกเขาแตกกระจัดกระจายไม่อาจรวมกันได้ (น.186-7)

ส่วนแนวคิดความรุนแรงในชั้นวัฒนธรรม ซึ่ง Galtung เสนอขึ้นในปี 1990 [2] นั้น ได้เปิดฟ้าการศึกษาวิจัยเรื่องความรุนแรงออกไปอีกกว้างไกลมาก จากเดิมที่พิจารณากันแค่ความรุนแรงทางตรง/บุคคล และความรุนแรงเชิงโครงสร้างเท่านั้น Galtung ให้ความหมายความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมว่า เป็นส่วนเสี้ยวของปริมณฑลเชิงสัญลักษณ์ที่ใช้ในการดำรงชีวิต (เช่น ศาสนา อุดมการณ์ ภาษา ศิลปะ เป็นต้น) ที่ทำหน้าที่ให้การสนับสนุนรองรับความรุนแรงทั้งชนิดทางตรงและเชิงโครงสร้าง ส่วนเสี้ยวของวัฒนธรรมดังกล่าวนี้ จะทำให้ผู้คนรู้สึกว่าความรุนแรงใหญ่ๆทั้งสองประเภทนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้อง หรืออย่างน้อยก็ “ไม่ใช่เรื่องผิดร้ายแรงอะไร” ทั้งนี้ เพราะ Galtung เห็นว่าการคิดคำนึงเรื่องความรุนแรงนั้น ประกอบด้วยเรื่องสำคัญ 2 มิติ คือ 1) การใช้ความรุนแรง และ 2) กระบวนการให้ความชอบธรรมต่อการใช้ความรุนแรงดังกล่าว กรอบการพิจารณาในการศึกษาเรื่องความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมจึงเน้นสนใจที่รูปแบบและวิธีการที่ความรุนแรงชนิดต่างๆถูกทำให้กลายเป็นเรื่องชอบธรรมและยอมรับได้ในสังคมโดยรวม (น.187-8)

สำหรับแนวคิดชั้นความรุนแรงนั้น เปรียบความรุนแรงทั้ง 3 ชนิดเหมือนชั้นดิน 3 ชั้น โดยใช้เกณฑ์ลักษณะความเปลี่ยนแปลงและความคงที่เป็นหลัก ความรุนแรงทางตรงที่มีตัวบุคคลและ “เหตุการณ์” ให้เห็นชัดเจนนั้น เปลี่ยนแปลงง่ายที่สุด จึงเป็นชั้นอยู่ตื้นที่สุด ในขณะที่ความรุนแรงเชิงโครงสร้างนั้น เป็นเรื่องโครงสร้าง/สถาบันที่ค้ำจุนระบบการกดขี่ เอารัดเอาเปรียบ และความไม่เป็นธรรมทั้งหลาย ซึ่งเป็นส่วนที่เปลี่ยนแปลงช้าและยากกว่า แต่ยังพอมีความเปลี่ยนแปลงให้เห็นอยูบ้าง จึงกล่าวได้ว่าเป็นความรุนแรงที่อยู่ในชั้นที่ลึกลงมา ส่วนความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมนั้น เป็นชั้นที่อยู่ลึกที่สุด ทั้งนี้เนื่องจากเป็นเรื่องความคิดความเชื่อที่ค่อนข้างฝังติดแน่นอยู่ในสำนึกของผู้คนในสังคมโดยรวม และดำรงคงมั่น มีความเปลี่ยนแปลงน้อยมาก จน “เกือบจะถาวรไม่เปลี่ยนแปลง” แม้กาลเวลาเคลื่อนผ่านไป ความสัมพันธ์ระหว่างความรุนแรงทั้งสามประเภทใหญ่นี้ นอกจากจะสัมพันธ์กันเป็นชั้นๆดังกล่าวข้างต้นแล้ว Galtung ยังเสนอแนวคิด “สามเหลี่ยมแห่งความรุนแรง” ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจแหล่งกำเนิดของความรุนแรงได้มากขึ้นอีก หากดูภาพข้างล่างนี้ จะเห็นได้ว่าภาพทางซ้ายนั้น ความรุนแรงชั้นวัฒนธรรมจะเป็นตัว “สร้างความชอบธรรม” ให้กับทั้งความรุนแรงชั้นบุคคลและความรุนแรงชั้นโครงสร้าง ส่วนภาพทางขวา กล่าวได้อีกแบบว่า ความรุนแรงชั้นบุคคลที่เรามักเป็นกันได้ง่ายและให้ความสนใจกันมากนั้น มี “ที่มา” หรือ “แหล่งกำเนิด” มาจากความรุนแรงชั้นโครงสร้างและความรุนแรงชั้นวัฒนธรรมอีกทีหนึ่ง (น.188-90)

เนื้อความหลัก

ขณะที่ชลิดาภรณ์นำแนวคิดความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมมาวิเคราะห์ความรุนแรงที่เกิดกับผู้หญิงผ่านเรื่องการข่มขืนนั้น (ดู annotation, ดู summary) ในงานเขียนชิ้นนี้ ชัยวัฒน์ได้นำกรอบทฤษฎีดังกล่าวมาวิเคราะห์ความรุนแรงที่เกิดกับเด็กไทย โดยเริ่มสะท้อนภาพกว้างผ่านสถิติความรุนแรงทางตรงที่เกิดกับเด็กไทยช่วง 2535-2539 ซึ่งสังคมไทยอยู่ในบรรยากาศหลังเกิดความรุนแรงทางการเมืองจากน้ำมือของรัฐ ชัยวัฒน์นำเสนอว่าในระหว่างปี 2535-2538 มีคดีข่มขืนเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีอยู่ 87 คน ซึ่งไม่ใช่ว่าเด็กทั้งหมดที่ถูกข่มขืนในระยะ 4 ปีดังกล่าว เพราะสถิติเด็กอายุต่ำกว่า 14 ขวบขอเข้ารับการตรวจรักษาเพราะสงสัยว่าถูกข่มขืนนั้น มีทั้งสิ้นถึง 609 คนในระยะเพียง 2 ปีเท่านั้น คือช่วงปี 2537-2538 นอกจากนี้ จากเดือนตุลาคม 2535 ถึงมิถุนายน 2539 มีเด็กไทยที่เป็นเหยื่อความรุนแรงทางตรงรูปแบบต่างๆทั้งการทารุณทางกาย ทางใจ ทางเพศ ถูกใช้แรงงานอย่างหนัก ถูกทอดทิ้ง และกลายเป็นโสเภณีเด็กทั้งหญิงและชายทั้งสิ้นถึง 994 คน จากข้อมูลเชิงปริมาณ ชัยวัฒน์ให้ภาพข้อมูลเชิงคุณภาพว่าเด็กไทยพบกับความรุนแรงอย่างไรบ้าง เด็กบางคนอายุ 14 ขวบ ถูกพ่อแท้ๆล่วงละเมิดทางเพศตั้งแต่อายุ 10 ขวบ; อีกคนหนึ่งอายุ 12 ขวบถูกพ่อแท้ๆพาไปค้าประเวณีตั้งแต่ยังไม่ถึง 10 ขวบ; อีกคนหนึ่งอายุ 8 ขวบ ถูกพ่อเลี้ยงใช้มีฟัน เอาน้ำร้อนราดหู พี่ชายต่างแม่จับตัวไว้ให้แม่เลี้ยงกระทืบ; อีกคนหนึ่งอายุ 5 ขวบ ถูกพ่อติดยาใช้ไม้กวาดผ่าซีกตีจนทนไม่ไหว กำด้ามไม้กวาดไว้ และถูกดึงจนนิ้วมือฉีกขาด; อีกคนหนึ่งอายุ 9 ขวบถูกแม่เลี้ยงใช้ไม้หน้าสามฟาดหัวและลำตัว ใช้มีดฟันไหล่ปางตาย และถูกจับใส่กระสอบถ่วงน้ำ ฯลฯ (น.192-6)

แม้สังคมไทยจะมีผู้เมตตาต่อเด็กอยู่ไม่น้อย แต่จากภาพคร่าวๆอันแสนหฤโหดที่เด็กไทยเผชิญมาในช่วงเวลาดังกล่าว ชัยวัฒน์จึงเห็นว่าการกระทำรุนแรงต่อเด็กเหล่านี้ดูจะแปรไปเป็นแบบแผนพฤติกรรมขึ้นเป็นกลุ่มก้อนชัดเจนขึ้น ซึ่งเขาสงสัยว่าแบบแผนพฤติกรรมเหี้ยมโหดเหล่านี้ดำรงอยู่ในสังคมไทยโดยมีบางส่วนเสี้ยวของวัฒนธรรมไทยให้ความชอบธรรม เขาจึงนำเราไปสู่การอภิปรายเรื่องราวในวรรณคดีขุนช้าง-ขุนแผน ตอนขุนแผนผ่าท้องนางบัวคลี่ภรราของตน นำบุตรออกมาย่างสดทำเป็น “กุมารทอง” ดังกวีเขียนไว้ว่า

“เอามีดคร่ำตำอกเข้าต้ำอัก
เลือดทะลักหลวมทะลุตลอดสัน
นางกระเดือกเสือกดิ้นสิ้นชีวัน
เลือดก็ดั้นดาดแดงดังแทงควาย

อุ้มเอาทารกยกจากห้อง
กุมารทองมาเถิดไปกับพ่อ
หยิบเอาย่ามใหญ่ใส่สวมคอ
เอาผ้าห่อลูกชายสะพายไป

เอาไม้มะริดกันเกราเถากันภัย
ก่อชุดจุดไฟใส่พื้นล่าง
ตั้งจิตสนิทดีไว้ที่ทาง
ภาวนานั่งย่างกุมารทอง

ร้อนทั้งตัวทั่วกันน้ำมันฉ่า
กลับหน้ากลับหลังไปทั้งสอง
เกราะแกร่งแห้งได้ดังใจปอง
พอรุ่งแจ้งแสงทองขึ้นทันใด”

ชัยวัฒน์ชี้ให้เห็นว่าขุนแผนออกป่าหา “ของวิเศษ” จึงเห็นทั้งนางบัวคลี่เป็น “มนุษย์ผู้หญิง” ที่เป็นแม่ของลูกตน แต่เป็น “ถ้ำเก็บของวิเศษ” รวมทั้งไม่เห็นบุตรของตนเป็น “มนุษย์เด็ก” แต่เป็นเพียง “สิ่งที่ถูกย่าง” กลับไปกลับมา ให้ “น้ำมันฉ่า” จน “แห้งเกรอะ” แล้วกลายเป็นกุมารทองไปในที่สุด ซึ่งมีเพียงคุณค่าเชิงอุปกรณ์ไว้ใช้สอย (instrumentality) เท่ากับของวิเศษอีกสองอย่างคือดาบฟ้าฟื้นและม้าสีหมอกเท่านั้น ชัยวัฒน์เห็นว่าขุนแผนเป็นแบบอย่างที่ดำรงอยู่ในวัฒนธรรมความเชื่อของคนไทยและสร้างความชอบธรรมให้กับความโหดร้ายที่เกิดขึ้นกับเด็กไทย เพราะมีวัฒนธรรมบางส่วนมองเด็กเป็น “สิ่งของ” เป็นอุปกรณ์ใช้สอยสำหรับรองรับอารมณ์ทางเพศ ถูกทุบตีอย่างทารุณ ใช้แรงงานอย่างไร้ปรานี ถูกนำไปค้าประเวณี เด็กจึงถูกทำให้เป็นสินค้า (commoditization of children) ที่เป็นเพียง “วัตถุทางเพศ” (sex objects) เท่านั้น (น.196-205)

จากส่วนเสี้ยวในวัฒนธรรมไทย ชัยวัฒน์พาเราไปพบกับตัวอย่างจริงที่ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมกลายเป็น “ที่มา” ของความรุนแรงทางตรงโดยพิจารณากรณีเณรแอ รักษาจิตร ประกอบพิธีไสยศาสตร์ย่างศพทารกเพื่อเอาน้ำมันจากศพเด็กมาทำยาเสน่ห์และนำศพไปทำกุมารทอง แล้วถูกจับสึกและจำคุก 1 ปี ซึ่งเป็นข่าวครึกโครมเมื่อเดือนกรกฎาคม 2538 ชัยวัฒน์ใช้สามเหลี่ยมความรุนแรงมาอภิปรายกรณีนี้ เริ่มจากประเด็นว่าเณรแอนำศพทารกมาจากไหน ซึ่งตอนแรกเณรแอให้สัมภาษณ์ว่าซื้อศพทารกมาในราคา 200,000 บาท ต่อมาแจ้งว่า ศพเด็กนั้นเป็นศพที่พบข้างๆวัด มีชาวบ้านให้มา หรือไม่เช่นนั้นก็มีศิษย์พบอยู่ข้างถังขยะ ชัยวัฒน์เห็นว่าหากมีการซื้อขายเด็กจริงไม่ว่าจะเป็นๆหรือในสภาพศพ เท่ากับเป็นการลดความเป็นมนุษย์ของเด็กลงกลายเป็นสินค้าที่ซื้อขายได้ ซึ่งสะทอนความรุนแรงเชิงโครงสร้างในสังคมไทย ไม่ผิดกับการใช้แรงงานเด็กหรือโสเภณีเด็กเช่นกัน แต่หากพบศพเด็กถูกทิ้งไว้ข้างกองขยะ ก็สะท้อนความไม่ยุติธรรมทางสังคมที่ทำให้แม่คนหนึ่งต้องนำลูกมาทิ้ง รวมทั้งสะท้อนความรุนแรงทางตรงที่ผู้ทิ้งกระทำต่อเด็กหรือต่อศพเด็กอยู่นั่นเอง นอกจากนี้ การที่เณรแอใช้ “ดาบฟ้าฟื้น” แทงศพเด็กที่ย่าง และภายหลังยังยังยืนยันว่าไม่ได้ทำผิดตรงไหน เพราะทำกุมารทองตามขั้นตอนตามตำราขุนแผนนั้น ยิ่งสะท้อนชัดเจนว่าเรื่องราวของขุนแผนในวัฒนธรรมไทยเป็น “ที่มา” ของความรุนแรงทางตรงที่เณรแอก่อขึ้น (น.205-9)

สำหรับชัยวัฒน์แล้ว ที่น่าสนใจของกรณีเณรแอนี้ คือ มีผู้คนจำนวนหนึ่งยอมรับพิธีโหดร้ายของเณรแอได้ ดังที่เณรแอเล่าว่าได้ขายน้ำมันพราย ผลิตภัณฑ์จากศพทารกนี้ไปหลายหมื่นบาทแล้ว อีกทั้งเณรแอเองก็ยังจ้างให้มีการถ่ายทำบันทึกเทปโทรทัศน์เพื่อใช้โฆษณาประชาสัมพันธ์ต่อไปอีกด้วย ซึ่งเท่ากับเป็นการเผยแพร่ความรุนแรงทางตรงนี้ออกไปสู่ “สามเหลี่ยมแห่งความรุนแรง” เพื่อรอเวลาแสดง “ฤทธิ์” ต่อคนบางกลุ่มที่มีเหตุปัจจัยรออยู่แล้ว เช่น ปัญหาการด้อยโอกาส ยาเสพติด หรือครอบครัวที่มีอดีตรุนแรง เป็นต้น เมื่อถึงเวลา ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆที่ฟังดูโหดร้ายเหลือประมาณก็จะเกิดขึ้นกับเด็กๆผู้บริสุทธิ์ได้ (น.209)

อย่างไรก็ตาม ชัยวัฒน์ทิ้งท้ายว่าการที่สังคมส่วนใหญ่ยอมรับไม่ได้กับพิธีกรรมทารุณนี้นับเป็นก้าวสำคัญของการเสริมสร้างสันติวัฒนธรรมให้แข็งแกร่งเพื่อต้านทานความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมนี้ ก้าวต่อไปคือการเสริมเมตตาธรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสันติวัฒนธรรม ให้เข้มแข็งขึ้น พร้อมไปกับลดทอนพลังอำนาจของความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมด้วยการวิพากษ์วิจารณ์อย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับธำรงรักษาความสามารถที่จะเห็นและได้ยินภาพและเสียงร้องของเด็กที่ได้รับทุกในสังคมไทย โดยไม่ยอมให้สังคมชาชินกับ “ฤทธิ์” ของความรุนแรงตลอดไป (น.210)

End Note
[1] Johan Galtung, “Violence, Peace and Peace Research,” Journal of Peace Research Vol.6 No.3 (1969), pp.167-191. ชิ้นนี้นับเป็นงานคลาสสิคอีกชิ้นหนึ่งของ Galtung ซึ่งชัยวัฒน์ได้เสนอแนวคิดนี้มาตั้งแต่ปี 2533 ในงาน ท้าทายทางเลือก : ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรง (กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง) [ดู annotation; ดู summary] และในงาน สันติภาพกับความคิดของเด็กยากจน : การศึกษาเฉพาะกร๊เด็กยากจนในจังหวัดศรีสะเกษ (กรุงเทพฯ : สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย) ที่ชัยวัฒน์ลงมือนำแนวคิดนี้มาศึกษาตัวอย่างจริงในสังคมไทยไว้ตั้งแต่ปี 2531 แนวคิดนี้ได้รับการตอบสนองอย่างดีจากนักคิดและนักเคลื่อนไหวในสังคมไทย มีการนำไปประยุกต์วิเคราะห์กรณีปัญหาต่างๆมากมายโดยเฉพาะเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งกรณีโครงการพัฒนาของรัฐ

[2] Johan Galtung, “Cultural Violence,” Journal of Peace Research Vol.27 No.3 (1990), pp.291-305.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: