summary : วัฒนธรรมการเมืองอำนาจนิยมปฏิปักษ์ปฏิรูปของระบอบทักษิณ

เกษียร เตชะพีระ (2547) “วัฒนธรรรมการเมืองอำนาจนิยมแบบเป็นปฏิปักษ์กับการปฏิรูปภายใต้ระบอบทักษิณ” ใน สมชาย หอมลออ (บ.ก.), อุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตร: บทสะท้อนวัฒนธรรมอำนาจนิยมในสังคมไทย, กรุงเทพฯ : คณะทำงานปกป้องนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน, หน้า 3-19

[ดู annotation ของบทความนี้]

ในช่วงรัฐบาลทักษิณสมัยที่สอง ที่เกิดเหตุละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงจำนวนมาก ทั้งจากนโยบายปราบปรามยาเสพติด และจากเหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้อันเป็นผลโดยตรงมาจากนโยบาย ท่าที และการตอบโต้ของฝ่ายรัฐบาลนั้น เกษียร เตชะพีระ ได้ประมวลวิเคราะห์วัฒนธรรมการเมืองของสังคมไทยได้อย่างกระชับว่า แต่เดิมมีรากเหง้าทางความคิดในสังคมไทยที่ไม่เอื้ออาทรต่อสิทธิมนุษยชน 3 ประการ ได้แก่

ประการแรก ทัศนะการมองคน : แบบสัมบูรณาญาสิทธิ์ทางศีลธรรม (moral absolutism) กล่าวคือ มีการลากเส้นแบ่งระหว่างคนดีกับคนชั่วอย่างเด็ดขาด โดยไม่สนใจบริบทเงื่อนไขที่ส่งอิทธิพลให้คนมีพฤติกรรมดังกล่าว ทำให้มองคนชั่วว่าไม่ใช่มนุษย์ สมควรตาย

ประการที่สอง ทัศนะการมองประชาชนในชาติ : แบบ “ร่างกาย” (organic people) ต้องมีเอกภาพ เพื่อก้าวไปข้างหน้าพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เจริญรุ่งเรืองได้ แทนที่จะเป็นแบบมี “ช่วงชั้น” (stratified people) หรือกลุ่มต่างๆที่อาจขัดแย้งกันได้เป็นเรื่องธรรมดา และเป้าหมายของรัฐคือการหาทางทำให้คนกลุ่มต่างๆเหล่านี้อยู่ร่วมกันได้โดยสันติ ทัศนะแบบแรกนี้ ก่อเกิดผลพวง 3 ข้อ คือ ผลข้อแรก บุคคลถูกกำหนดโดยหน้าที่ตามที่ (functional determinism) กำหนดจากอาชีพ กฎหมาย หรือประเพณีให้แต่ละคนทำตามหน้าที่นั้นๆ หากใครทำนอกเหนือหน้าที่ เช่น กรรมกรนัดหยุดงาน ชาวนาปิดถนนแทนที่จะทำนา เป็นต้น ก็ถือเป็นเรื่องผิดปกติ เกษียรเห็นว่าลักษณะของสังคมแบบนี้ คือ ปลอดการเมือง (apolitical) และให้เรื่องการเมืองไปเป็นหน้าที่ของนักการเมืองอาชีพไป ผลข้อที่สอง ส่วนทั้งหมดสำคัญเหนือส่วนแต่ละคน (holism) เช่น บุคคลขึ้นต่อรัฐชาติ เสียงข้างน้อยขึ้นต่อเสียงข้างมาก ทัศนะแบบนี้ไม่มีพื้นที่ให้กับสิทธิของเสียงข้างน้อย ผลข้อที่สาม ไม่มีที่ให้ความขัดแย้งหรือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง กล่าวคือ มองความขัดแย้งและการเปลี่ยนแปลงในชาติเป็นเรื่องผิดปกติ ผลพวงข้อที่สามนี้ เป็นประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่จะได้กล่าวถึงในหัวข้อ “ความขัดแย้ง” ต่อไปข้างหน้า

ประการที่สาม ทัศนะมองระบอบการเมือง : เกษียรชี้ว่าปรากฏการณ์ “ประชาธิปไตละเมิดสิทธิมนุษยชน” เป็นตัวสะท้อนว่าทางเลือกทางการเมืองไม่ใช่เป็นการเลือกระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง สองสิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน แต่เป็นการเลือกระหว่างระบอบการเมืองแบบอำนาจรัฐสัมบูรณาญาสิทธิ์ (absolutism) กับแบบที่ยึดหลักนิติธรรม (rule of law) หรือหลักรัฐธรรมนูญ (constitutionalism) ระบอบการเมืองแบบหลักนั้น ต้องมีองค์ประกอบ 4 ประการ คือ รัฐบาลมีอำนาจจำกัด ประชาชนพลเมืองมีสิทธิ์ มีกฎหมายที่เป็นตัวขีดเส้นจำกัดอำนาจรัฐบาลและสร้างพื้นที่สิทธิเสรีภาพของประชาชน และศาลตุลาการมีอิสระและเป็นกลาง เกษียรชี้ว่าตราบใดที่วัฒนธรรมการเมืองไทยยังยึดติดอยู่กับอำนาจรัฐสัมบูรณาญาสิทธิ์ ประชาธิปไตยที่เกิดขึ้น ก็อาจกลายเป็นทรราชของเสียงข้างมาก (tyranny of the majority) ได้ [โปรดพิจารณาความเห็นทำนองเดียวกันในบทความ “ประชาธิปไตยอำนาจนิยม” (ดู annotation; ดู summary)]

รากเหง้าแห่งวัฒนธรรมอำนาจนิยมในสังคมไทยทั้งสามประการนี้ ถูกปรับแปลงแต่งเติมขึ้นภายใต้ระบอบทักษิณจนกลายเป็นสิ่งที่เกษียรเรียกว่า “วัฒนธรรรมการเมืองอำนาจนิยมแบบเป็นปฏิปักษ์กับการปฏิรูปภายใต้ระบอบทักษิณ” ซึ่งมีองค์ประกอบ 7 ประการ

  1. การสร้าง “เสียงข้างมาก” และ “ผลประโยชน์ส่วนรวม” เสมือนจริง (virtual majority & virtual public interest) โดยครอบงำสื่อมวลชนของทั้งรัฐและเอกชน ทำให้ไม่มีเสียงค้านส่งออกมาแสดงมติถึงสาธารณะได้ เกิดช่องว่างใหญ่ระหว่างสาธารณชนกับเสียงสะท้อนแทนทัศนะของตน (the public & “public voice/representation”) สาธารณะได้แต่ทำท่าส่งเสียงพะงาบๆ แต่ไม่มีเสียงเล็ดรอดออก กลับถูกพากย์ทับแทน (dubbing) ตลอดเวลา และด้วยเหตุนี้ จึงเป็นการง่ายที่จะเสกสรรปั้นแต่งให้เสียงส่วนน้อยกลายเป็น “เสียงข้างมาก” และผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มกลายเป็น “ผลประโยชน์ส่วนรวม” (majorization of minority voice & interest) ซึ่งทำให้ระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่บกพร่องอยู่แล้ว ยิ่งถูกซ้ำเติมหนักขึ้นไปอีก
  2. ผลประโยชน์ทับซ้อนและมาตรฐานสองหน้า ซึ่งทำง่ายและลุกลามขยายวงออกไป เพราะเสียงค้านและตรวจสอบของสาธารณะไม่ถูกได้ยินออกมา ส่วนการปราบปรามทุจริตต่างๆถูกใช้เล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองแทน
  3. เสียงที่เห็นต่างและผลประโยชน์ของผู้เห็นต่างถูกเบียดผลักให้กลายเป็น “เสียงส่วนน้อย” และ “ผลประโยชน์ของคนข้างน้อย” (minorization of dissenting voices & interest) ด้วย “เสียงข้างมาก” เสมือนจริงและ “ผลประโยชน์ส่วนรวม” เสมือนจริง แล้วเอามาประจันกันต่อหน้าสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนเลือกข้าง
  4. สิทธิเสียงข้างน้อยและของบุคคลถูกบิดพลิ้ว ปัดปฏิเสธ กระทั่งบดขยี้ ด้วยกำลังของรัฐได้อย่างชอบธรรม เพราะกระทำในนามการปกครองโดยเสียงข้างมากและผลประโยชน์ส่วนรวม สิทธิที่จะเห็นต่างและสิทธิที่จะดื้อแพ่งต่อนโยบายและการตัดสินใจของรัฐบาลที่ได้อำนาจมาจากการเลือกตั้ง ถูกปะฉายาเลวร้ายว่าเป็น “อภิสิทธิ์”, “อนาธิปไตย”, “พวกไม่เคารพกฎหมายหรือกติกา”, “พวกค้านยัน ค้านไม่รู้จบ” ฯลฯ การใช้สิทธิโดยชอบของบุคคลและกลุ่มเสียงข้างน้อยที่เห็นต่าง อันเป็นธรรมเนียมของระบอบเสรีประชาธิปไตย ถูกทำลายความชอบธรรมลงกลายเป็นเรื่องของคนไม่ฟังเหตุผล พวกม็อบ พวกเถื่อน ลูกดื้อที่พ่อต้องตีบ้างด้วยความหวังดีเพื่อลูกอื่นจะไม่เอาเยี่ยงอย่าง สิทธิในระบอบประชาธิปไตยจึงไม่มีนัยการใช้ในเชิงปฏิบัติ (practically rightless democracy) ยกเว้นตอนเลือกตั้งเท่านั้น
  5. วาทกรรมและวิธีการของชาตินิยมเผด็จกาฝ่ายขวาต่อต้านคอมมิวนิสต์ในอดีต ถูกหยิบยืมมาเวียนใช้ สืบทอดและพัฒนา ด้วยการประณามผู้เห็นค้านว่าไม่รักชาติ รับเงินต่างชาติ ฯลฯ โดยไม่แสดงหลักฐานและไม่รับผิดชอบ ปล่อยข่าวสร้างกระแสความไม่ไว้วางใจ จงเกลียดจงชังขึ้นในหมู่คนไทย ทำให้คนเห็นต่างถูกริบเอกลักษณ์ความเป็นเพื่อนร่วมชาติไทยด้วยกัน ให้กลายเป็นอื่น ไม่ใช่ไทย ล่อแหลมต่อการเป็นเป้าละเมิดสิทธิ ตั้งแต่ทำร้ายกระทั่งฆ่าฟันได้ฟรี (homo sacer) จากใครก็ได้ที่เป็นคนไทย รักชาติ และเชื่อรัฐบาล
  6. การก่อการร้ายโดยรัฐ (state terrorism) ถูกเปิดช่องให้ใช้ได้เหมือนในยุคสงครามเย็น เพื่อตอบโต้การก่อการร้ายของคอมมิวนิสต์ (communist terrorism) จากนโยบายสงครามกับยาเสพติด โดยผู้ทักท้วงจะถูกตั้งคำถามว่าห่วงชีวิตคนค้ายากมากกว่าชีวิตเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารหรือ? ประเด็นนี้ เกษียรชี้ว่า แม้อำนาจหน้าที่ของสองฝ่ายอาจต่างกัน แต่สิทธิในชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของพวกเขาแต่ละคนพึงได้รับการเคารพจากรัฐและสังคมเสมอเหมือนกัน จะปฏิบัติต่อผู้ต้องสงสัยว่าค้ายาไม่ได้ จนกว่าจะพิสูจน์ว่าพวกเขาผิดจริงตามกระบวนการยุติธรรมทีเปิดเผย โปร่งใส และให้โอกาสจำเลยต่อสู้คดีโต้แย้งข้อกล่าวหาอย่างเที่ยงธรรม จนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดเสียก่อน การยิงทิ้ง สั่งเก็บตามบัญชีดำ ศาลเตี้ย (คือตำรวจ อัยการ ศาล เพชฒฆาต รวมศูนย์ในบุคคลเดียว) เข้าข่ายการก่อการร้ายโดยรัฐ หลักนิติรัฐของรัฐไทยถูกทำให้เสื่อมคลายกลายเป็นหลัก “อำนาจที่เกิดจากปากกระบอกปืนเป็นธรรม” ประเทศไทยกลายเป็นราชอาณาจักรแห่งความกลัว (the kingdom of fear) ภายใต้ระบอบแห่งความสยดสยอง (the reign of terror)
  7. การเมืองภาคประชาชนกลายเป็นการเมืองประเด็นเดียว (single-issue politics) ทั้งหมด เพราะการเมืองภาคประชาชน ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานอย่างหนึ่งของพื้นที่การเมืองเสรีประชาธิปไตยที่เปิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่นั้น แต่เดิมก็กระจัดกระจายกัน ไม่อาจผนึกรวมตัวเหนียวแน่นเป็นแนวคลื่นอยู่แล้ว ในระบอบทักษิณนี้ ก็ยิ่งแยกกลุ่ม เกาะติดเฉพาะประเด็นและง่ายที่จะโดดเดี่ยวแบ่งแยกจากกันยิ่งขึ้น พร้อมที่จะเพิกเฉยเย็นชาต่อความทุกข์ยากคับแค้นและการถูกละเมิดสิทธิของประชาชนกลุ่มอื่น เกษียรชี้ว่าเป็นวัฒนธรรมการเมืองแบบต่างเมินเฉย ไม่แคร์ ตัวใครตัวมัน ของผู้ถูกปกครอง เหมือนต่างคนต่างทำคำมั่นสัญญาไว้ต่อกันว่า “กูไม่ช่วยมึง มึงก็ไม่ต้องช่วยกู ไม่มีใครต้องช่วยใคร” (the contract of mutual indifference) [เกษียร อ้างแนวคิดที่ทรงพลังนี้มาจาก Norman Geras, The Contract of Mutual Indifference: Political Philosophy after the Holocaust (London: Verso, 1998) อ้างในเกษียร (2547: 24)]

สุดท้าย เกษียรสรุปว่าภัยคุกคามระบอบเสรีประชาธิปไตยปัจจุบันแตกต่างจากอดีตมาก เพราะไม่ใช่ภัยเผด็จการจากภายนอก แต่เป็นการเสียดุลโน้มเอียงเบี่ยงเบนทางวัฒนธรรมการเมืองภายในระบอบเลือกตั้งประชาธิปไตยเอง ระหว่างการรวมศูนย์ผูกขาดอำนาจกับการจำกัดและกระจายอำนาจ ระหว่างเสียงข้างมากกับเสียงข้างน้อย ระหว่างผู้ปกครองกับพลเมือง ระหว่างรัฐกับบุคคล และระหว่างอำนาจกับสิทธิ ซึ่งทั้งหมดนี้เกษียรเห็นว่าซับซ้อนกว่าและจัดการแก้ไขยากกว่าเผด็จการเต็มรูปเสียอีก เพราะการจำกัดลิดรอนสิทธิเสรีภาพและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ทำให้มาตรการอำนาจนิยม/อเสรีนิยมดูชอบธรรม เกิดความสับสนจนเกิดคำถามว่าหลักสิทธิเสรีภาพและระบอบรัฐธรรมนูญจะเอาตัวรอดจากระบอบประชาธิปไตยไทยดังที่เป็นอยู่หรือไม่?

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: