summary : ชาติพันธุ์และความขัดแย้ง

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ (2539ค), “ชาติพันธุ์และความขัดแย้ง” ใน สันติฤษฎี\วิถีวัฒนธรรม, กรุงเทพฯ : โกมลคีมทอง (พิมพ์ครั้งแรก 2529).

[ดู annotaion ของบทความนี้]

อีกประเด็นหนึ่งของเรื่องความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม คือเรื่องอัตลักษณ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามมายาคติเกี่ยวกับความรุนแรงที่ชัยวัฒน์ได้กล่าวไว้ตั้งแต่งานเรื่อง ท้าทายทางเลือก เมื่อปี 2533 (ดู annotation) และเขาอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทความเรื่อง “ความรุนแรงกับมายาการแห่งอัตลักษณ์” (ดู annotation; ดู summary) ว่าเขียนขึ้นตั้งแต่สมัยทำวิทยานิพนธ์อยู่ และเริ่มไม่ตั้งคำถามว่า “อะไรเป็นสาเหตุแห่งความรุนแรง?” แต่หันมาถามว่า “อะไรเป็นเงื่อนไขรองรับให้ความรุนแรงกลายเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับหรือผู้ใช้ยอมรับ กระทั่งกลายเป็นความปกติในสังคม?” เขาให้คำตอบว่าตัวการหนึ่งน่าจะเป็น “อัตลักษณ์” ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือให้เหตุผลรองรับนั่นเอง  ประเด็นนี้ถูกอภิปรายเพิ่มเติมให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในบทความนี้ ทั้งสองบทความนี้ กล่าวได้ว่าไม่ได้อธิบายหรือสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสังคมไทย แต่เป็นบทความที่เปิดประเด็นที่สำคัญยิ่งในบริบทความเปลี่ยนแปลงของโลกให้แก่สังคมไทย

ในบทความนี้ ชัยวัฒน์เริ่มจากคำกล่าวของข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ดูแลเรื่องผู้ลี้ภัยของโลกที่ว่าปรากฏการณ์ไม่ยอมกลับภูมิลำเนาเดิมของผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามกว่าแสนคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และฮ่องกงเพราะเรื่องความไม่ปลอดภัยนั้น ไม่แน่ใจว่าประชาคมโลกจะให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยเหล่านี้ได้อีกนานเท่าใด โดยชี้ว่าเป็นเรื่องน่ากลัว ไม่ใช่เพราะประชาคมโลกดูจะหมดปัญญาดูแลคนเหล่านี้ แต่เพราะเหตุผลดังกล่าวแสดงให้ถึงเจตจำนงที่จะใส่ใจกับผู้ทุกข์ยากว่ากำลังอ่อนแรงลง ซึ่งสวนทางกับปรากฏการณ์ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ที่มีผู้ลี้ภัยอยู่ราว 15 ล้านคน และผู้พลัดที่นาคาที่อยู่ (displaced persons) อีกราว 150 คนเนื่องจากความขัดแย้งที่ใช้ความรุนแรงเข้าแก้ไขราว 120 กรณี โดย 72% สืบเนื่องมาจากชาติพันธุ์

ชัยวัฒน์เห็นว่าบริบทแวดล้อมความขัดแย้งเชิงชาติพันธุ์จนเกิดผู้ลี้ภัยจำนวนมากดังกล่าว มาจากภาวะทันสมัย (modernization) ของโลกยุคปัจจุบัน อันประกอบด้วยปัจจัยสำคัญ คือ พัฒนาการทางเทคโนโลยีทำให้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีความรวดเร็วอย่างยิ่ง และมีขอบข่ายที่กว้างขวางยิ่ง และการก่อขึ้นของรัฐชาติ (nation-state) ในฐานะสถาบันสังคมสมัยใหม่ ตลอดจนภาวะที่ทุกสิ่งกลายเป็นสินค้าได้หมดไม่ว่าจะเป็นร่างกาย ศักดิ์ศรี หรืออากาศ ภาวะทันสมัยดังกล่าวนี้เผชิญกับปฏิกิริยาสำคัญสี่อย่าง คือ

  1. การโต้ภาวะทันสมัย (counter-modernization) เช่น กระแสฟื้นคืนทางศาสนาทั้งพุทธในไทยและมาเลเซีย กระแสชาตินิยมฮินดูในอินเดีย
  2. การเร่งภาวะทันสมัย (hyper-modernization) โดยรัฐเผด็จการอำนาจที่ไม่รั้งรอที่จะใช้ความรุนแรงเพื่อเร่งเปลี่ยนตัวเองให้เป็นสังคมอุตสาหกรรม การเร่งภาวะทันสมัยทำให้สังคมเกิดภาวะคับข้อง มีความเหลื่อมล้ำมาก สถิติอัตวินิบาตกรรม การหย่าร้าง และความรุนแรงในครอบครัวมีสูงขึ้น ผู้คนเริ่มหันหาสายสัมพันธ์ดั้งเดิมทั้งในเชิงศาสนาและความเป็นชุมชนท้องถิ่น ยิ่งรัฐ “เร่ง” ภาวะทันสมัยเข้มข้นเคร่งครัด การ “โต้” ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
  3. การทอนภาวะทันสมัย (de-modernization) ด้วยพลังท้าทายระบบต่างๆ อย่างขบวนการพิทักษ์สิทธิสตรี ขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อุดมการณ์ฟื้นฟูภูมิปัญญาประเพณีพื้นบ้าน
  4. การพ้นภาวะทันสมัย (post-modernization) ที่เกิดในวงวิชาการ ที่วิพากษ์ความรู้ ทฤษฎี และอุดมการณ์ทั้งหลายที่ครอบงำอยู่ในปัจจุบัน โดยชี้ให้เห็นอำนาจที่ซุกซ่อนอยู่ว่าทำงานในลักษณะในบ้าง ทำให้เห็นว่าความรู้เหล่านี้มิได้เหนือกว่าความรู้ภูมิปัญญาชนิดอื่น ซึ่งทำให้การทอนภาวะสมัยใหม่ยิ่งเข้มแข็งขึ้น โดยหันกลับไปหาอำนาจและความรู้ของกลุ่มดั้งเดิมของตน รวมทั้งสำนึกเชิงชาติพันธุ์ก็เริ่มแจ่มชัดขึ้นกลายเป็น “การฟื้นคืนของสายสัมพันธ์ชาติพันธุ์” (ethnic resurgence) ทั่วโลก และถูกมองว่าเป็นมรดกอันตราย ณ จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ ผ่านกรอบกระบวนทัศน์ “การปะทะทางอารยธรรม” (clash of civilizations) ที่เข้ามาแทนที่กระบวนทัศน์สงครามเย็น

ลักษณะสำคัญของความขัดแย้งเชิงชาติพันธุ์ที่เกิดขึ้นมากมายทั่วโลกทั้งในยูโกสลาเวีย ระวันดา ศรีลังกา ฉนวนกาซา นั้น ชัยวัฒน์ชี้ว่าประกอบด้วย 2 ประการ คือ ความเกลียดชังที่หยั่งรากฝังลึกเป็นเวลายาวนาน และความรุนแรงชนิดที่เหลือประมาณ คำถามหลักของความขัดแย้งที่เคยถูกถามในยุคสงครามเย็นคือ “คุณอยู่ข้างไหน?” นั้น เปลี่ยนไปเป็น “คุณคือใคร?” ในขณะที่ยุคหลังสงครามเย็น ซึ่งมีผลอันตรายต่อลักษณะของความขัดแย้งยิ่งกว่าคำถามแรกมากนัก เพราะคำถามแรกเป็นเรื่องการเมือง ยังพอเปลี่ยนแปลงจุดยืนได้ แต่คำถามหลังเป็นเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับลึกซึ้งกับปัญหาตัวตน (self) และโลกวัฒนธรรม (cultural world) เปลี่ยนแปลงได้ยากยิ่งถึงขั้นที่เป็นไปไม่ได้ที่จะเปลี่ยนคำตอบเลยที่เดียว

ผลกระทบสำคัญ คือ ความขัดแย้งเชิงชาติพันธุ์นี้มีลักษณะเด็ดขาดและเอื้อต่อการใช้ความรุนแรงได้มาก ทั้งยังเป็นบ่วงกรรมร้อยรัดคนรุ่นต่อไปได้อีกหลายรุ่นผ่านประวัติศาสตร์แห่งความรุนแรง ดังกรณียูโกสลาเวียและรวันดา [1] ซึ่งการแก้ไขความขัดแย้ง (conflict resolution) ด้วยวิธีสามัญอย่างการเจรจาปกติหรือการใช้อนุญาโตตุลาการ ไม่อาจลดทอนพลังอำนาจของประวัติศาสตร์แห่งความเกลียดชังและปัจจุบันแห่งการเข่นฆ่าลงได้ ชัยวัฒน์จึงเสนอว่าหนทางแก้ไขความขัดแย้งลักษณะนี้ต้องใช้วิธีการเผชิญปัญหาความขัดแย้งที่รากฐานมูลเหตุของปัญหา โดยใช้การ “เสริม-ป้อง” (provention) ซึ่งชัยวัฒน์อ้างแนวคิดของ John Burton [2] กล่าวคือ วิเคราะห์สภาพความขัดแย้งโดยไม่ลืมมิติความเป็นมนุษย์ ไม่เพียงใส่ใจกับเงื่อนไขแวดล้อมความขัดแย้งและการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเท่านั้น แต่รวมไปถึงการเสริมสร้างเงื่อนไขที่จะทำให้ความสัมพันธ์แปรเปลี่ยนไปในทางที่ดีและสร้างสรรค์ยิ่งขึ้น ชัยวัฒน์เรียกการเมืองเพื่อสร้างเงื่อนไขการเสริม-ป้องดังกล่าวนี้ว่า “การเมืองแห่งการให้อภัย” และ “การเมืองแห่งความเมตตา” ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นงานหลักอีกชิ้นหนึ่งที่เป็นหมุดหมายของความคิดด้านสันติวิธีในสังคมไทยและได้รับการวิพากษ์วิจารณ์สูงยิ่งอีกชิ้น คืองานเรื่องอภัยวิถี

เรื่องการเมืองแห่งการให้อภัยและแห่งความเมตตานี้ ชัยวัฒน์ย้ำเสมอ (ทั้งในงานชิ้นนี้และชิ้นอื่นๆ) ว่าไม่ใช่จากแง่มุมศาสนา แต่อาศัยแนวคิดทางการเมือง เพราะเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างคู่ต่อสู้ทางการเมืองนั้นเอง ทั้งนี้ ชัยวัฒน์ยังได้ย้ำไว้ตั้งแต่งานชิ้นนี้แล้วว่า การให้อภัยต้องประกอบด้วยเงื่อนไขหลายประการ ได้แก่

  1. เหยื่อของความรุนแรงต้องได้รับการเสริมอำนาจเพื่อปรับสภาพจากการไร้อำนาจเสียก่อน
  2. ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญยิ่ง คือ จะให้อภัยผู้กระทำความรุนแรงได้นั้น จะต้องไม่ใช่การบอกให้ผู้ถูกกระทำลืมอดีตอันขมขื่นเสีย แต่ต้องเป็นการจดจำเอาไว้
  3. ที่สำคัญ คือ “การให้อภัยฝ่ายที่ทำต่อตนหลังจากได้ต่อสู้ด้วยสันติวิธีแล้ว จะทำให้สมการแห่งความสัมพันธ์เชิงอำนาจเปลี่ยนไปอีก เหยื่อในอดีตกลายมาเป็นผู้ที่เหนือกว่า และ “ให้อภัย” คนที่กระทำผิด” [3]

ประเด็นเรื่องการให้อภัยในงานชิ้นนี้ ดูจะยังมีความไม่ชัดเจนเล็กน้อยในเรื่องเงื่อนเวลาว่าเหยื่อจะให้อภัยผู้กระทำผิดได้เมื่อใด กล่าวคือ ผู้เขียนเห็นว่าไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าต้องอภัยเฉพาะหลังจากฝ่ายกระทำได้ “สำนึกผิด” แล้วเสียก่อน เพราะการให้อภัยโดยที่ผู้กระทำผิดไม่ได้สำนึกผิด คงไม่มีความหมายอะไร และไม่แน่ว่าจะทำให้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจเปลี่ยนได้เสมอไป ว่า อย่างไรก็ตาม ชัยวัฒน์เห็นว่า กระบวนการนี้จะทำให้เปิดพื้นที่ทางสังคม (social space) ที่ชวนให้แก้ปัญหาในอดีตได้ เพราะเหยื่อจะเป็นอิสระจากโซ่ตรวนแห่งอดีต เพียงพอที่จะหาทางสร้างสรรค์อยู่ร่วมกันได้ต่อไป ส่วนการเมืองแห่งความเมตตานั้น ต้องอาศัยการปรับความรับรู้ฝ่ายที่ต่อสู้กันเสียใหม่ไม่ให้เห็นเป็นศัตรูที่ต้องเข่นฆ่า แต่ย้ำถึงความเป็นมนุษย์เหมือนกันของทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะเป็นกุญแจเปิดไขขุมพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์เพื่อหาวิธีเสริม-ป้องกันความขัดแย้งเชิงชาติพันธุ์และทำให้ทางเลือกสันติวิธีเปิดกว้างมากขึ้นไม่เฉพาะฝ่ายตน แต่รวมถึงอีกฝ่ายด้วย

ประเด็นการเมืองแห่งการให้อภัย เฉพาะที่อยู่ในบทความชิ้นนี้ ยังมีปัญหาที่ทำให้ถูกอภิปรายโต้แย้งโดยเดชา ตั้งสีฟ้า ในแง่ปัญหาของ “ตำแหน่งแห่งการเอื้อนเอ่ย” ซึ่งผู้เขียนเข้าใจว่า เป็นการนำเสนอให้มีการให้อภัยศัตรู โดยไม่ได้คำนึงถึงฐานะการเป็นนักวิชาการว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โดยตรง อย่างไรก็ตาม เดชา กล่าวว่าการวิพากษ์ประเด็นนี้จากงานชิ้นนี้นั้น ไม่เป็นธรรมต่อชัยวัฒน์ เพราะตัวชัยวัฒน์เองได้พัฒนาความรู้ว่าด้วยการเมืองแห่งการให้อภัยไปจนถึงจุดที่ไม่ได้บอกว่ามันมีหน้าตาอย่างไร เพียงแค่บอกว่ามันทำงานอย่างไรเท่านั้น และที่สำคัญคือไม่ได้บอกว่า “คุณควรให้อภัย” [4]

นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่องอัตลักษณ์และความเป็นชาติพันธุ์ แม้ชัยวัฒน์จะกล่าวไว้ว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องปรกติสำหรับสังคมที่มีความแตกต่างกัน และอัตลักษณ์ไม่ได้เป็นปัจจัยโดดๆที่ใช้รองรับการใช้ความรุนแรง แต่ยังมีเรื่องการแยกประเภทเทียมอีกด้วย แต่ข้อเสนอให้กลับไปดูเรื่องตัวตน (self) ของมนุษย์ในฐานะเป็นตัวแบ่งเขาแบ่งเราก็ดูจะมีน้ำหนักอยู่ไม่น้อย จนทำให้ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี นักมานุษยวิทยาผู้สนใจเรื่องอัตลักษณ์และชาติพันธุ์โดยเฉพาะชาวเขาในประเทศไทยอย่างยิ่ง อภิปรายแย้งได้อย่างน่าสนใจว่า ความเป็นชาติพันธุ์กับอัตลักษณ์นั้น ไม่ได้เป็นปัญหาเสมอไป เพราะทุกคนล้วนต้องการอัตลักษณ์ทั้งสิ้น

ปิ่นแก้วกล่าวชัดเจนว่า “ความแตกต่างทางชาติพันธุ์ การแบ่งเขาแบ่งเรา ไม่ได้นำไปสู่ความขัดแย้งเสมอไป ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ไม่ได้นำไปสู่ความรุนแรงเสมอไป และที่สำคัญก็คือว่า ความแตกต่างไม่ได้นำไปสู่ความยิ่งใหญ่ของการสร้างอัตลักษณ์หนึ่งเหนืออีกอัตลักษณ์หนึ่งเสมอไป” [5] เพราะความเป็นเขาเป็นเราอาจนำไปสู่การเกื้อกูลและช่วยเหลือกันก็ได้ ปิ่นแก้วยังชี้ว่า self นั้น ไม่ได้เป็น individual self แบบตะวันตก แต่มีการลื่นไหลไปมาและมีความสัมพันธ์กันในหลายระนาบ หลายครั้ง self ก็อนุญาตให้ความเป็นคนอื่นเข้ามาอยู่ในตัวเองอยู่ตลอดเวลาในลักษณะความสัมพันธ์เชิงชาติพันธุ์ (ethnic relation) ที่สัมพันธ์กันหลายระนาบภายใต้โครงสร้างความสัมพันธ์แบบสัญลักษณ์ที่เชื่อมร้อย เหมือนดังคนกะเหรี่ยงที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ซึ่งตั้งบ้านอยู่กับชาวลัวะมาเป็นเวลานานเป็นร้อยๆปี โดยขัดแย้งกันบ้างเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่จะเกื้อกูล ช่วยเหลือ และร่วมมือกัน มากกว่าจะ “ตีกัน” เป็นต้น

ปิ่นแก้วเสนอว่าประเด็นคำถามจริงๆน่าจะเป็นว่า “เรื่องความแตกต่างทางชาติพันธุ์หรือการแบ่งเขาแบ่งเรา เกิดขึ้นในบริบทแบบไหนที่นำไปสู่ความขัดแย้ง?” [6] มากกว่า และเห็นว่าบริบท (context) การเป็นชาติโดยมองจากรัฐเป็นตัวตั้ง และการที่ชาติพันธุ์ถูกดึงเข้ามาสู่การนิยามความหมายให้ใกล้เคียงกับชาตินิยมต่างหากที่เป็นปัจจัยนำไปสู่ความขัดแย้งและขยายไปเป็นความรุนแรง เพราะทำให้ความสัมพันธ์เชิงซ้อนแบบหลายระนาบดังกล่าวนี้ถูกทำลายลงไป เหลือเพียงระนาบเดียวเป็น self กับ other เท่านั้น

end note

[1] อ่านคำบรรยาย “ความรุนแรงชนิดเหลือประมาณ” ในทั้งสองกรณีนี้ได้ใน ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ (2546), อาวุธมีชีวิต : แนวคิดเชิงวิพากษ์ว่าด้วยความรุนแรง, กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน, หน้า 15-17

[2] John Burton, Conflict: Resolution and Provention. (New Yorks: St. Martin’s Press, 1990), p.3

[3] ชัยวัฒน์, อาวุธมีชีวิต , อ้างแล้ว, หน้า 22

[4] “สิทธิในชีวิต” ฟ้าเดียวกัน (1:4) 2546 หน้า 117

[5] “สิทธิในชีวิต” ฟ้าเดียวกัน (1:4) 2546 หน้า 119

[6] “สิทธิในชีวิต” ฟ้าเดียวกัน (1:4) 2546 หน้า 119

3 Responses to summary : ชาติพันธุ์และความขัดแย้ง

  1. แมวหง่าว says:

    ขอบคุณครับ น่าสนใจมากครับ

  2. Tobacco has not only been associated with low birth weight but is additionally considered a negative agent introducing into one’s body during the crucial developmental stages of the fetus, especially during the initial trimester of childbearing. Does walking, getting into and out of a car, climbing stairs or another one legged activity increase the risk for pain worse. During the IUI process, many women experience muscle cramping plus case the cramps are over what one normally feel in the periods then you must see a doctor. This is due to fertilized egg attaching itself for the uterus or uterine wall. If you are a woman and desire to get pregnant but are over 40 years old you might desire to think about several of these health problems associated with pregnancy over 40.

  3. Valuable info. Lucky me I discovered your site by
    chance, and I’m shocked why this twist of fate didn’t took place in advance!
    I bookmarked it.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: