summary : กระบวนการจัดการความจริง

สมบัติ จันทรวงศ์ (2549), “กระบวนการจัดการกับความจริง : การศึกษามิติและพลวัตของความเปลี่ยนแปลงของ “ความจริง” ในสังคมไทย” ใน พวงทอง รุ่งสวัสดิทรัพย์ ภวัครพันธุ์ (2549), สงครามเวียดนาม : สงครามกับความจริงของ “รัฐไทย”, กรุงเทพฯ : คบไฟ. หน้า (9)-(41)

[ดู annotation ของบทความนี้]

การตั้งคำถามเกี่ยวกับ “ความรุนแรงในสังคมไทย” ในงานรัฐศาสตร์สาร ในวาระรำลึก 20 ปี 6 ตุลา มาถึงตอนนี้ ได้ถูกยกระดับคำถามไปอีกขั้นหนึ่งสู่การตั้งคำถามกับการจัดการ “ความจริง” ในสังคมไทย ซึ่งเป็นชุดการวิจัยอันประกอบด้วยงานวิจัยย่อยจำนวน 6 ชิ้น งานที่ถือได้ว่าเกี่ยวข้องกับการศึกษาความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมมีอยู่ 3 ชิ้น ได้แก่

  1. งานเรื่อง สงครามเวียดนาม : สงครามกับความจริงของ “รัฐไทย” โดย พวงทอง รุ่งสวัสดิทรัพย์ ภวัครพันธุ์ [ดู annotation, ดู summary]
  2. งานเรื่อง ความรุนแรงกับการจัดการ “ความจริง” : ปัตตานีในรอบกึ่งศตวรรษโดย ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ [ดู annotation, ดู summary]
  3. “มือที่สาม” ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดย อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

[ส่วนงานอีก 3 ชิ้นที่อยู่ในชุดงานวิจัยเดียวกัน ได้แก่ พูดไปสองไพเบี้ย : ทำความเข้าใจกับสิ่งที่นักการเมืองไท (ไม่) พูด โดย สมบัติ จันทรวงศ์; เมื่อผู้หญิงคิดจะมีหนวด : การต่อสู้ “ความจริง” ของเรื่องเพศในสภาผู้แทนราษฎร โดย ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์; และกรณี ร.7 สละราชสมบัติ : การตีความและการสานต่อความหมายทางการเมือง โดย นครินทร์ เมฆไตรรัตน์]

ในตอนต้นของงานเขียนทุกชิ้นในชุดการวิจัยนี้ สมบัติได้อธิบายแนวคิดการจัดการ “ความจริง” โดยเริ่มจากตัวอย่างการจัดการภายหลังเหตุการณ์ความรุนแรงระหว่างเดือนตุลาคม 1965 ถึงมีนาคม 1966 ที่คนอินโดนีเซียเสียชีวิตถึงราว 500,000 คน คนอีกนับแสนถูกทรมาน จับกุมคุมขัง โดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม และสังคมอินโดนีเซียถูกทำให้เงียบหรือทำให้ “ความทรงจำ” ต่อเหตุการณ์นี้ลบเลือนหายไป ถึงขนาดที่สตรีอินโดนีเซียผู้หนึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์ช่วงเวลานั้นว่า “ปกติ เป็นปกติดี” ทั้งที่สามีของนางถูกฆ่าไปด้วย[ความรุนแรงในลักษณะนี้ ได้ถูก “รับลูก” และพยายามสร้างข้อเสนอเชิงแนวคิดเพื่อแก้ไขในเชิงสันติวิธีต่อไปโดยใช้แนวคิดอภัยวิถี และแนวคิดสมานฉันท์ โดยชัยวัฒน์]

ที่น่าสนใจคือ กว่าสามสิบปีให้หลัง เมื่อระบอบซูฮาร์โตที่ขึ้นมาหลังเหตุการณ์ดังกล่าวได้ล้มไปแล้ว ประธานาธิบดีวาฮิดขึ้นเป็นผู้นำในปี 1997 และได้พยายามยกเลิกกฎหมายห้ามลัทธิมาร์กซิสต์-เลนนิน และจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความจริงและการปรองดองแห่งชาติเพื่อหาความจริงในกรณีสำคัญๆทั้งในติมอร์ตะวันออก อิเรียนจายา อาเจะห์ และเหตุการณ์เมื่อปี 1965 ดังกล่าว กลับได้รับการคัดค้านอย่างรุนแรง แสดงให้เห็นถึงว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจยิ่งใหญ่เกินกว่าผู้กระทำและเหยื่อจะรับได้ และอาจส่งผลต่อผู้มีอิทธิพลในปัจจุบันจำนวนมาก รวมทั้งอาจเป็นการ “เปิดบาดแผลของชาติและสนับสนุนให้เกิดการแก้แค้น” ขึ้นมาอีก ทำให้มีความรู้สึกผิดร่วมกันของสังคมและอยากปิดบังความจริงต่อไป

เกี่ยวกับแนวคิดต่อเรื่อง “ความจริง” สมบัติ อ้างชัยวัฒน์ [ในงานเรื่อง ความรุนแรงกับการจัดการ “ความจริง” : ปัตตานีในรอบกึ่งศตวรรษ ซึ่งชัยวัฒน์อ้าง Hannah Arendt อีกที] ว่ามีทั้ง “ความจริงเชิงข้อเท็จจริง” (Factual Truth) และ “ความจริงเชิงเหตุผล” (Rational Truth) ความจริงแบบหลัง ประเภทว่าพระเจ้ามีจริงหรือไม่ นั้นดูจะมีปัญหาน้อยลงเพราะคนยอมรับความต่างทางความคิดและเหตุผลกันมากขึ้น แต่ความจริงแบบแรก ประเภทว่าใครเป็นต้นเหตุความรุนแรง นั้นเป็นปัญหาที่สังคมการเมืองต้องหาทางจัดการให้ลุล่วงไปได้ เพราะเป็นความจริงที่ยืนหยัดไม่สะทกสะท้านต่อการโต้เถียงหรือความเห็นตรงข้ามหรือการประนีประนอมไปตามการหว่านล้อมและการให้เหตุผล เหมือนความจริงเชิงเหตุผล และด้วยเหตุนี้ ชัยวัฒน์จึงเห็นว่าหลายครั้ง อำนาจทางการเมืองจึงสามารถ “จัดการ” กับความเห็นและข้อเท็จจริงในสังคมผ่านการเขียนประวัติศาสตร์เสียใหม่ ซึ่งก็คือ “การโกหกทางการเมือง” ในเรื่องที่รู้กันทั่วไปในสาธารณะนั่นเอง

ในประเด็นของชัยวัฒน์นี้ เป็นการจัดการ “ความจริง” ในแง่ผู้กระทำ สมบัติ อภิปรายต่อยอดลงไปในประเด็นการจัดการ “ความจริง” ในแง่ผู้ถูกกระทำซึ่งมีความซับซ้อนไม่แพ้กันว่า “ความจริงเชิงข้อเท็จจริง” นี้สัมพันธ์ใกล้ชิดกับ “ความทรงจำ” หรือ “ประวัติศาสตร์” ถึงขนาดอาจใช้แทนกันได้เลยทีเดียว เพราะ “ความจริงเชิงข้อเท็จจริง” หรือเหตุการณ์นั้นจะกลายเป็น “ความจำ” ต่ออดีตทันทีที่ผู้เห็นเหตุการณ์ทำการ “บอกเล่า” ให้แก่ผู้อื่น ด้วยข้อจำกัดของมนุษย์ทำให้ไม่สามารถเป็นประจักษ์พยานต่อเหตุการณ์ใหญ่หนึ่งๆในพร้อมกันทุกหนทุกแห่ง จึงทำให้มี “ความจริงเชิงข้อเท็จจริง” อยู่มากมายตามที่ผู้เห็นเหตุการณ์แต่ละคนจะเห็น เมื่อผู้คนเหล่านี้แสดง “ความจริง/ความจำ” ของตนให้ปรากฏ “ความจริง” ส่วนบุคคลของเขาก็จะกลายเป็น “ความจริงในที่สาธารณะ” และเข้าไปสัมพันธ์กับการปรับตำแหน่งแห่งที่เสียใหม่กับ “ความจริง/จำ” ของสังคม ซึ่งทำให้ “ความจริง” จึงมีน้ำหนักมากขึ้น ส่วน “ความจริง/จำ” ส่วนตัวที่ขัดแย้งกับ “ความจริง/จำ” ของสังคม อาจนำภัยมาสู่ตัวได้ ในที่สุดจึงกลายเป็นว่าไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเป็น “ความจริง” เฉพาะของปัจเจกบุคคลที่เป็นกลางได้เลย เพราะ “ความจริงเชิงข้อเท็จจริง” ใดที่มีผลกระทบต่อสังคมหรือความชอบธรรมของกรอบระเบียบสังคมในปัจจุบันอย่างกว้างขวางย่อมจะต้องถูก “จัดการ” ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ในแง่นี้ แม้เหยื่อจะพยายามรักษา “ความจริง” ไม่ให้ถูกบดบังโดยฝ่ายตรงข้าม แต่ก็อาจถูกบีบให้หลงลืมหรือไม่กล้าแสดง “ความจริง” ของตน เพราะถูกทำให้กลายเป็น “ความเท็จอันชั่วร้าย” ไป ประเด็นนี้ หากกล่าวในเชิงสันติวิธีแล้ว ก็คือ สมาชิกของสังคมการเมืองหนึ่งๆจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ก็เฉพาะต่อเมื่อเขามี “ความเชื่อ/จำ” เกี่ยวกับ “ความจริง” ในอดีตหรือ “ประวัติศาสตร์” ที่สอดคล้องร่วมกันเสียก่อนเท่านั้น เพราะการมีความจำร่วมกันนั้น ก็คือการกลับเข้าเป็นสมาชิกร่วมอีกครั้งหนึ่ง ดังรากศัพท์ภาษาอังกฤษของคำว่า “จำ” ที่มาจาก re+member การเชื่อใน “ความจริง” หรือ “ประวัติศาสตร์” คนละชุดดังกรณีผู้คนแห่ง “ปัตตานี” กับ “สยาม” จึงเป็นฐานรากของปัญหาภาคใต้ที่คุกรุ่นมาจนปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ควรกล่าวไว้ในที่นี้ว่า นี่มิได้หมายความว่าจะต้อง “กลืน” ความจำ/ประวัติศาสตร์ชุดที่ต่างให้หายไป แต่น่าจะต้องหาทางให้ความต่างนี้สามารถอยู่ร่วมกันได้มากกว่าที่จะปิดหูปิดตาหรือซุกปัญหาไว้ใต้พรมอย่างที่ผ่านมา

ในยุควัฒนธรรมมุขปาฐะนั้น “ความจริง” อยู่ที่ความจำของตัวบุคคล “ความจริง” จึงถูกจดจำ สรรค์สร้าง และถูกเปลี่ยนแปลงผ่านการเล่าซ้ำเฉพาะส่วนที่สอดคล้องกับประโยชน์ของกลุ่มอำนาจ อย่างช้าๆทีละเล็กทีละน้อยจนรู้สึกเหมือนไม่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น แต่ในวัฒนธรรมการเขียนนั้น “ความจำ” ของบุคคลและของสังคมถูกเก็บไว้นอกตัวมนุษย์และทำให้หยุดนิ่งเฉพาะตอนเพื่อสะดวกในการไตร่ตรองทบทวนทำให้ยากขึ้นที่จะเปลี่ยนแปลง “สาระ” ของเรื่องนั้นๆได้ กระบวนการเปลี่ยนแปลงจึงต้องอาศัยความเป็นสถาบันมากขึ้น วิธีการของการจำหรือการรักษาอดีตนี้มีมากมาย

วิธีแรก ในอดีตคือพิธีกรรมเฉลิมฉลองวาระต่างๆเพื่อเตือนความทรงจำหรือระลึกถึง การกำหนดวันเวลาที่แน่นอนตามปฏิทินคือการย้อนกลัไปมองอดีตที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งประเด็นนี้สอดคล้องกับการกำหนดวันสำคัญและวันหยุดราชการ เพราะเป็นการ “สร้าง” ว่าวันไหนสำคัญและควรจำ เช่น วันชาติซึ่งถูกเปลี่ยนจากวันที่ 24 มิถุนายน มาเป็นวันที่ 5 ธันวาคม มีผลต่อการจำเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 อย่างยิ่ง เป็นต้น นอกจากนี้ การเข้าร่วมพิธีกรรมก็คือการแสดงความเชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับบุคคลในอดีตด้วยเช่นกัน วิธีการจำแบบแรกเป็นเรื่อง “กาละ”

วิธีที่สอง คือการสร้างสร้างความทรงจำโดย “เทศะ” ผ่านการเลือกตำแหน่งแห่งที่ของการสร้างอนุสาวรีย์ (และมีพิธีเฉลิมฉลองเน้นย้ำในเชิง “กาละ” ซ้ำลงไปอีกครั้งหนึ่ง)

วิธีที่สาม การเลือกจำและให้ความหมายเหตุการณ์หรือบุคคลต่างๆอีกวิธี คือ การตั้งมูลนิธิหรือสถาบันโดยใช้ชื่อคนเป็นชื่อ เช่น มูลนิธิหะยีสุหลง หรือสถาบันพระปกเกล้า เป็นต้น

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: