summary : เป็นทั้ง “เหยื่อ” และ “ฆาตรกร”?

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ (2546) “เป็นทั้ง “เหยื่อ” และ “ฆาตรกร”? ” ใน อาวุธมีชีวิต, กรุงเทพฯ : ฟ้าเดียวกัน. หน้า 77-110. (เผยแพร่ครั้งแรก ปี 2543)

[ดู annotation ของบทความนี้]

ชัยวัฒน์ศึกษาปรากฏการณ์ความรุนแรงที่ทั้งฝ่ายที่เป็นเหยื่อและฝ่ายผู้ใช้ความรุนแรงล้วนเป็นเด็กด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งมีให้เห็นในหน้าหนังสือพิมพ์ไทยมากขึ้นเรื่อยๆ และองค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ยังอยู่ในลักษณะพร่ามัวอย่างยิ่ง ในงานนี้ เขาไม่ได้มุ่งหาอธิบายสาเหตุแห่งความรุนแรง (cause explanation) แต่มุ่งทำความเข้าใจความหมาย (understand meanings) ของความรุนแรงในสังคมไทย แล้วเสนอทฤษฎีทั่วไปว่าด้วยความรุนแรงเพื่อสะท้อนภาพร่างสังคม (social body) ไทย ซึ่งก่อร่างสร้างรูปขึ้นจากเรื่องราวและปฏิบัติการทางวาทกรรมต่างๆทั้งความคิดความเชื่อ วิถีชีวิต หรือสำนึกประวัติศาสตร์ ทั้งนี้โดยใช้วิธีวิทยาอ่านสังคมไทยในฐานะ text ชนิดหนึ่ง โดยอ่านแบบที่เรียกว่าการ “อ่านเชิงหาอาการ” (symptomatic reading) ชนิดที่ “ไว” (sensitive) ต่อช่องว่างหรือลักษณะผิดปรกติทั้งที่ปรากฏชัดและซ่อนอยู่ในสิ่งที่อ่านนั้นกำลังให้หรือผลิตความหมายอะไร

นอกจากนี้ ชัยวัฒน์ยังไม่ได้ใช้การอ่านแบบเน้นวิธีการ (methodical reading) แบบการอ่านตำราปรัชญา แต่ใช้การอ่านแบบก่อแรงบันดาลใจ (inspired reading) ที่ผู้อ่านต้องตั้งคำถามทั้งกับตำแหน่งแห่งที่ของตัวตนและลักษณะของตัวผู้อ่านในฐานะสมาชิกของสังคมนั้น จนอาจก่อให้เกิดความรู้สึกบางอย่างต่อโลกรอบๆตัวและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆบางประการได้

จากปรากฏการณ์ “ย่างศพทารก” ของเณรแอที่เป็นการแสดงออกของ “ร่องรอยความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม” ที่มีต่อเด็กในสังคมไทย (ดู annotation; ดู summary) ในงานนี้ ชัยวัฒน์ย้ำอีกครั้งว่าสังคมไทยก็เป็นเหมือนสังคมมนุษย์ทั่วไป ไม่ได้เป็นสังคมที่สงบสันติโอบอ้อมอารีจนผิดธรรมดา ผ่านงานศึกษาสืบเนื่องต่อไปถึงกรณีของ “แมว” เด็กชาย 11 ขวบสังหาร “ต้น” เหยื่อเด็กชาย 4 ขวบโดยให้เหตุผลว่า “ผมฆ่าเพราะอยากได้จักรยาน” โดยชี้ว่ากรณีลักษณะนี้เป็นผลจากมาจากการที่เด็กที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงทั้งในระดับบุคคล ระดับโครงสร้าง และระดับวัฒนธรรม ได้หลุดเข้าสู่วงล้อแห่งความรุนแรง (cycle of violence) แล้วกลายมาเป็นผู้ก่อความรุนแรงเอง

ในระดับบุคคล ชัยวัฒน์อธิบายว่าการที่แมวไม่เห็นการฆ่า “ต้น” ซึ่งเป็นเพื่อเที่ยวเล่นว่าเป็นปัญหานั้น เป็นเพราะการสร้าง “ระยะห่างทางอารมณ์” ว่าต้น “มันขี้เหนียว” แต่ที่ยิ่งกว่านั้น คือ “ระยะห่างทางศีลธรรม” (moral distance) ที่กว้างไกลเพียงพอจะทำให้ฆ่าต้นได้

ในระดับโครงสร้าง ความรุนแรงที่แมวกระทำนั้นเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบกับสภาพสังคมและโครงสร้างอย่างความยากจนที่ขวางกั้นความต้องการของเด็กๆอย่างแมวนั่นเอง สภาพเหล่านี้ ได้แก่ การใช้ความรุนแรงของพ่อต่อแม่ ความไม่ไว้วางใจกันในครอบครัว และสิ่งแวดล้อมที่เด็กเติบโตมาอย่างการมีพี่ที่ดมกาว

ส่วนในระดับวัฒนธรรม ซึ่งเป็นระดับไวยากรณ์ทางสังคม (social grammar) ชัยวัฒน์ก็ชี้ว่ามีองค์ประกอบทางวัฒนธรรมที่ให้ความชอบธรรมแก่การฆาตกรรมครั้งนี้อย่างน้อย 3 อย่าง คือ วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ วัฒนธรรมการยอมรับการใช้ความรุนแรง และวัฒนธรรมการนิยมวัตถุ กล่าวคือ พ่อซึ่งพิการและมักหึงหวงแม่ซึ่งอ่อนกว่าถึง 20 ปีและเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว ทำให้พ่อใช้ความรุนแรงทำร้ายแม่เมื่อเกิดไม่พอใจขึ้นมาเสมอๆ จนกลายเป็นไวยากรณ์หรือกฎเกณฑ์ “ปรกติ” ของครอบครัวนี้ ที่ทั้งแม่เองและลูกๆก็ยอมรับการใช้อำนาจชายเป็นใหญ่ของพ่อและประสิทธิผลของการใช้ความรุนแรง ส่วนวัฒนธรรมการนิยมวัตถุน่าจะเป็นผลมาจากสื่อมวลชนหรือความเป็นจริงในชีวิตที่ต้องดิ้นรนตลอดเวลา ชัยวัฒน์กล่าวว่าสภาพแวดล้อมแบบครอบครัวของแมวนี้ไม่ต่างไปจากอีกหลายพันหลายหมื่นครอบครัว คำอธิบายดังกล่าวนี้จึงชี้ให้เห็นว่าในขณะที่เด็กเหล่านี้เป็นผู้ก่อความรุนแรงหรือเป็นอาชญากร แต่เขาเหล่านั้นก็ล้วนตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงทั้งในระดับกายภาพ โครงสร้าง และวัฒนธรรมด้วยเช่นกัน

ถัดมา ชัยวัฒน์ยกตัวอย่างกรณีทหารเด็กตามประเทศต่างๆทั่วโลกกว่า 300,000 คนที่ถูกให้ทำหน้าที่ต่างๆในสงครามกลางเมืองทั้งสอดแนม เฝ้านักโทษ ให้บริการทางเพศ ข่มขืนศัตรู ฆ่าฝ่ายตรงข้ามและตายในการรบ เด็กเหล่านี้ถูกฝึกให้ใช้ปืนอัตโนมัติไม่ต่างจากผู้ใหญ่ แต่ปัญหาคือเมื่อสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง เด็กเหล่านี้จะไม่สามารถกลับเข้าสู่ชีวิตปกติแบบเดิมในชุมชนได้อีกต่อไป เพราะชุมชนหวาดกลัวเด็กเหล่านี้ไปเสียแล้ว

ชัยวัฒน์ตั้งคำถามต่อไปว่าภาพของนักรบเด็กเหล่านี้ต่างอย่างไรจากภาพของแมว? เขาเห็นว่าวิธีที่สังคมจัดความสัมพันธ์กับเด็กเหล่านี้เป็นบททดสอบที่สำคัญยิ่งว่า สังคมและชุมชนจัดการกับความรุนแรงอย่างไร [1] หากสังคมไทยกลัวเด็กอย่างแมวที่เคยฆ่าคนมาแล้ว หรือกล่าวให้ชัดขึ้นคือ หากแมว “…กลับมาอยู่แถวบ้านคุณ คุณจะเอาเขาเข้ามากินข้าวในบ้านคุณกับลูกคุณไหม?” ก็จะเกิดปัญหาสืบเนื่องอย่างน้อย 3 ประการ คือ หนึ่ง ผลักไสไม่ให้ที่ทางกับเด็ก ซึ่งเท่ากับผลักให้เด็กเข้าสู่วงจรแห่งความรุนแรงต่อไป สอง เกิดความแตกแยกระหว่างพวกที่เคยไปรบกับพวกที่ไม่เคย ซึ่งอาจเป็นเงื่อนไขแห่งความรุนแรงได้ในอนาคต สาม เนื่องจากเด็กคืออนาคตของสังคม

ดังนั้นการกลัวของชุมชนที่มีต่อนักรบเด็กหรือฆาตรกรเด็กนั้น จริงๆแล้วคือการกลัวตัวเองว่าสังคมในอนาคตดูไร้ความหวัง และการอยู่อย่างไร้ความหวังก็จะผลักไสคนบางกลุ่มไปสู่ความรุนแรงได้ในที่สุดเช่นกัน การจัดการหรือ “อยู่กับ” ปัญหานี้ได้อย่างสร้างสรรค์และมีความหมาย ย่อมขึ้นอยู่กับระดับคุณภาพความเมตตา (quality of mercy) ของสังคมไทย ที่มองให้เห็นว่าแม้เขาจะเป็นฆาตกร แต่ก็เป็นเหยื่อด้วยในขณะเดียวกัน ชัยวัฒน์เห็นว่าทฤษฎีความรุนแรงต้องสามารถสะท้อนความที่เด็กเป็นทั้งเหยื่อและฆาตกรพร้อมๆกัน และควรต้องสามารถชี้อีกด้วยว่าในที่สุดแล้ว สังคมต้องเลือกว่าจะ “อยู่กับ” เด็กเหล่านี้อย่างไรในฐานะเป็นตัวตัดสินอนาคตของสังคมด้วยเช่นกัน

end note

[1] ผู้เขียนเองเคยทดลองประยุกต์ใช้ประเด็นและกรอบคิดจากบทความนี้ เพื่อวิเคราะห์กรณีเยาวชนที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ของไทย และตั้งคำถามทำนองเดียวกันนี้เช่นกัน โปรดดู ชาญชัย ชัยสุขโกศล, “เยาวชนกับชั้นแห่งความรุนแรง : เป็นทั้งเหยื่อ, ผู้กระทำ และผู้มีส่วนกระทำ?”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: