summary : ความรุนแรงกับมายาการแห่งอัตลักษณ์

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ (2539), “ความรุนแรงกับมายาการแห่งอัตลักษณ์” ใน สันติฤษฎี\วิถีวัฒนธรรม, กรุงเทพฯ : โกมลคีมทอง (พิมพ์ครั้งแรก 2529).

(ดู annotation ของบทความนี้)

อีกประเด็นหนึ่งของเรื่องความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม คือเรื่องอัตลักษณ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามมายาคติเกี่ยวกับความรุนแรงที่ชัยวัฒน์ได้กล่าวไว้ตั้งแต่งานเรื่อง ท้าทายทางเลือก เมื่อปี 2533 (ดู annotation) และเขาอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทความนี้ ว่าเขียนขึ้นตั้งแต่สมัยทำวิทยานิพนธ์อยู่ และเริ่มไม่ตั้งคำถามว่า “อะไรเป็นสาเหตุแห่งความรุนแรง?” แต่หันมาถามว่า “อะไรเป็นเงื่อนไขรองรับให้ความรุนแรงกลายเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับหรือผู้ใช้ยอมรับ กระทั่งกลายเป็นความปกติในสังคม?” เขาให้คำตอบว่าตัวการหนึ่งน่าจะเป็น “อัตลักษณ์” ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือให้เหตุผลรองรับนั่นเอง ประเด็นนี้ถูกอภิปรายเพิ่มเติมให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในบทความเรื่อง “ชาติพันธุ์และความขัดแย้ง : มรดกอันตราย ณ จุดเปลี่ยนศตวรรษ?” (ดู annotation; ดู summary) ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของลักษณะความขัดแย้ง กล่าวคือ ในยุคสงครามเย็น คำถามหลักของความขัดแย้งคือ “คุณอยู่ข้างไหน?” ในขณะที่ยุคหลังสงครามเย็น คำถามหลักย้ายมาอยู่ที่ “คุณคือใคร?” ซึ่งมีผลต่อลักษณะของความขัดแย้งอย่างยิ่งดังจะอภิปรายต่อไปข้างหน้า ทั้งสองบทความนี้ กล่าวได้ว่าไม่ได้อธิบายหรือสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสังคมไทย แต่เป็นบทความที่เปิดประเด็นที่สำคัญยิ่งในบริบทความเปลี่ยนแปลงของโลกให้แก่สังคมไทย

ในบทความนี้ ชัยวัฒน์อภิปรายเหตุผล-ข้ออ้างที่มนุษย์ใช้รองรับในการใช้ความรุนแรงผ่านการแบ่ง “พวกเขา” ออกจาก “พวกเรา” โดยแยกได้เป็น 4 ประเภท คือ

  1. การคิดว่าชนชั้นของตนเป็นจุดหลัก (class-centeredness) ดังปรากฏในทัศนะมาร์กซิสต์มาตรฐาน
  2. การยึดศาสนาเป็นศูนย์กลาง (religious-centeredness) โดยเชื่อว่าศาสนาของตนเหนือกว่า ทั้งนี้ ชัยวัฒน์ย้ำว่าศาสนามิได้เป็นสาเหตุความรุนแรงโดยตรง แต่ถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างรองรับการฆ่าฟัน โดยสาเหตุจริงอาจอยู่ที่ปัญหาทางเศรษฐกิจ การแย่งชิงทรัพยากรหรืออำนาจ
  3. ลัทธิเชื้อชาตินิยม (ethnocentrism) ดังกรณีตัวอย่างทั่วโลก เช่น พวกบาสค์ในสเปน พวกอาร์มีเนียนในตรุกี ฯลฯ และที่ชัดเจนที่สุดคือกรณีนาซีเยอรมันที่ทำลายชีวิตชาวยิวถึง 6 ล้านคน
  4. ลัทธิชาตินิยม (nationalism) ที่ทำงานผ่านระบบสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น เพลงชาติหรือธรรมเนียมบางอย่าง รวมทั้งเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติอีกด้วย ทั้งในอัตลักษณ์ในระดับรองๆลงมา คือ ความเป็นภาคนิยม (regionalism) และสถาบันนิยม (เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย กองทัพใด กระทั่งรุ่นใด เป็นต้น)

ชัยวัฒน์เห็นว่าเหตุที่อัตลักษณ์ความเป็นอะไรสักอย่างนั้น ทรงอานุภาพมากพอที่จะทำให้ผู้คนเข่นฆ่าทำลายล้างผู้อื่นได้ น่าจะมาจากการมองตัวตน (self) ในลักษณะอัตนิยม (egocentrism) ที่บ่งบอกว่า “เรา” เป็นใครมาจากไหน และที่สำคัญคือในกระบวนการบ่งบอกนี้ ย่อมชี้ด้วยว่าใครไม่ใช่ “พวกเรา” แต่เป็น “คนอื่น” บ้าง อัตลักษณ์จึงกลายเป็น “กำแพง” ทำให้มองไม่เห็นและไม่เข้าใจคนอื่นจากแง่มุมของเขาและปิดกั้นมิให้พวกเขามองเห็นสถานการณ์จากแง่มุมของเราด้วยเช่นกัน ชัยวัฒน์ชี้ว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ บางครั้งความรุนแรงก็อาจลดระดับลงได้โดยการขยาย “ความเป็นเรา” ให้ครอบคลุม “ผู้อื่น” ในบางกรณีได้เช่นกัน

ชัยวัฒน์ไม่พอใจหยุดเพียงการอธิบายว่าอัตลักษณ์อย่างเดียวมีความเพียงพอในการอธิบายการใช้ความรุนแรงในระดับต่างๆ เขานำแนวคิดเชิงจิตวิทยาเรื่อง “การแยกประเภทเทียม” (Pseudospeciation) ของ Erik Erikson ซึ่งมนุษย์สร้างขึ้นด้วยเงื่อนไขทางอาณาเขตวัฒนธรรมและการเมือง และทำให้มนุษย์คิดว่าตนเท่านั้นเป็นมนุษย์ที่แท้จริง กลุ่มอื่นๆไม่ใช่มนุษย์ เป็นอะไรที่ต่ำกว่ามนุษย์ เมื่อ “เรา” เห็นว่า “คนอื่น” ไม่ใช่คนเหมือนเรา การใช้ความรุนแรงกับเขาก็กลายเป็นเรื่องไม่ยาก

ข้อสำคัญที่ชัยวัฒน์ชี้คือ อัตลักษณ์นั้นเพียงแยกคนกลุ่มหนึ่งออกจากคนกลุ่มอื่นและปิดกั้นโอกาสการติดต่อสื่อสารเพื่อ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” เท่านั้น แต่การแยกประเภทเทียมนี้ทำงานอีกขั้นหนึ่ง คือ กดฝ่ายที่แตกต่างจาก “กลุ่มเรา” ลงไปจากระดับความเป็นมนุษย์สปีชี่ส์เดียวกับเรา ดังนั้น เมื่อการแยกประเภทเทียมมารวมกับมายาการแห่งอัตลักษณ์ ก็สามารถถูกใช้เป็นข้ออ้างรองรับการใช้ความรนุแรงกับเพื่อนมนุษย์ได้ไม่ยากนัก ดังกรณีนักบินสหรัฐเรียกการนำเครื่องบินไปทิ้งระเบิดชาวเวียดนามว่าไป “ล่ากระต่าย” หรือยิงผู้คนราวกับว่ามนุษย์เป็นเพียง “หุ่นผ้าเล็กๆ” ในสงครามเวียดนามนั้น กำแพงแห่งอัตลักษณ์ระหว่าง “ประชาธิปไตย” กับ “ลัทธิคอมมิวนิสต์” มีอยู่หนาแน่นมากมายหลายชั้นขวางกั้นความเข้าใจในกันและกันอยู่ก่อนแล้ว เมื่อรวมกับการแยกประเภทเทียมที่เห็นชีวิตผู้คนเนสัตว์และสิ่งของยิ่งช่วยให้ฆ่าฟันได้ง่ายขึ้นไปอีก

สุดท้าย ชัยวัฒน์ยกกรณีสุดโต่งของการสร้างอัตลักษณ์และสร้างการแยกประเภทเทียม โดยอธิบายถึงวิธีการฝึกหน่วยกล้าตายของรัฐนาวีสหรัฐ ซึ่งก็คือกระบวนการสร้างนักฆ่านั่นเอง ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ

  1. คัดเลือกผู้มีบุคลิก “ก้าวร้าวอย่างชืดชา” (passive aggressive) ซึ่งเป็นคนมีพลังแต่มีวินัยและไม่ประสาท อาจมีอารมณ์พลุ่งพล่านฆ่าคนได้โดยไม่รู้สึกอะไร
  2. นำฝึกลดความรู้สึก (desensitize) ที่มนุษย์มีต่อความรุนแรง ด้วยให้ดูภาพยนต์เนื้อหารุนแรงโดยมีอุปกรณ์บังคับไม่ให้ผู้ดูขยับศรีษะหรือปิดตาได้ ในขั้นนี้ ความรู้สึกที่ถูกลดทอนลงไป คือ ความเมตตาสงสาร ความรู้สึกผิดหรือเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ กระทั่งความหวาดกลัวก็ถูกลดทอนไปด้วยเช่นกัน
  3. การทำให้ศัตรูไม่ใช่มนุษย์ (dehumanize) แต่เป็นสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ ผ่านการบรรยาย แสดงภาพหรือภาพยนตร์สะท้อนวัฒนธรรมที่น่ารังเกียจในดินแดนศัตรู เช่น แสดงภาพชาวจีนและญวนกินเนื้อสุนัขให้ทหารในสังคมอเมริกันซึ่งเป็นสังคมที่รักสุนัขดู เพื่อให้เห็นว่าชาวจีนและญวนเป็นอนารยะ เป็นชีวิตชั้นต่ำ ไม่ใช่มนุษย์

อัตลักษณ์และการแยกประเภทเทียมที่กลายมาเป็นอัตตาระดับส่วนรวม และเป็นฐานให้เหตุผลรองรับการใช้ความรุนแรงนี้ ทำให้สังคมเกิดอคติเห็นสิ่งลวงเป็นสิ่งจริง จะแก้ได้จึงต้องให้ระบบการศึกษาส่งเสริมให้คนกล้าตรวจสอบ “สิ่งเท็จ” และมีระดับการวิพากษ์เพียงพอที่จะแยกแก่นออกจากกระพี้ เป็นการศึกษาที่อ่อนโยนต่อความเป็นมนุษย์ทั้งของตนเองและของเพื่อนมนุษย์ได้

หมายเหตุ : พิจารณาข้อถกเถียงเรื่องอัตลักษณ์ ระหว่างชัยวัฒน์ กับปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี ได้ในท้าย summary บทความเรื่อง “ชาติพันธุ์และความขัดแย้ง”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: