summary : การจัดการ “ความจริง” กึ่งศตวรรษปัตตานี

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ (กำลังจะตีพิมพ์), ความรุนแรงกับการจัดการ “ความจริง” : ปัตตานีในรอบกึ่งศตวรรษ, กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

[ดู annotation ของบทความนี้]

หมายเหตุ : summary นี้ อ้างอิงจากบทคัดย่อ ในฟ้าเดียวกัน ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 เม.ย.-มิ.ย.2548 หน้า 136-149

งานชิ้นนี้ ชัยวัฒน์เริ่มต้นโดยพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการกับ “ความจริง” หนึ่งๆที่ถูกจัดการ บนสมมติฐานว่าชนิดของตัว “ความจริง” นั้นเองมีผลเป็นตัวกำหนดวิธีการ/กระบวนการจัดการอยู่ด้วย เพราะไม่ทุกวิธีการจะเหมาะกับเรื่องต่างๆเสมอกัน และอ้างคำกล่าวที่ว่า “ในยามสงคราม ‘ความจริง’ บาดเจ็บก่อนผู้ใด” ซึ่งถามต่อได้ว่าเมื่อเกิดความรุนแรงขึ้น “ความจริง” จะเป็นเช่นไร? หรือจะถูกจัดการโดยฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างไร? กล่าวในกรณีสังคมไทย ชัยวัฒน์ตั้งคำถามการวิจัยไว้ 2 ประการ คือ

  1. ผู้คนในสังคมการเมืองไทยอยู่กับ “ความจริง” ด้วยวิธีการใด? เพราะ “ความจริง” หลายเรื่องจำเป็นต้องได้รับการจัดการเพื่อให้ “อยู่กับ” สังคมได้โดยไม่รบกวนรากฐานของสังคมมากนัก ทั้งในแง่การธำรงความเชื่อถือไว้ใจในรัฐหรือพิทักษ์รักษาความสูงส่งของสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอาทิ
  2. ความรุนแรงส่งผลให้แบบวิธี (mode) ในการ “อยู่กับความจริง” ของสังคมไทยเป็นอย่างไร เปลี่ยนแปลงหรือไม่ ในรูปแบบใด? ทั้งนี้โดยมุ่งหมายว่าการพิเคราะห์วิธีการที่สังคมไทยจัดการกับ “ความจริง” จะทำให้สะท้อนภาพเงาร่างของสังคมไทยได้บ้าง

ชัยวัฒน์ศึกษากระบวนการจัดการ “ความจริง” เกี่ยวกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดภาคใต้ในรอบ 50 ปีผ่านกรณีศึกษาสำคัญ 4 กรณี คือ

  1. กบฎดุซงญอในนราธิวาสเมื่อปี 2491
  2. กรณีหะยีสุหลงหายตัวไปที่ทะเลสาบสงขลาเมื่อปี 2497 ซึ่งเชื่อกันว่าถูกเจ้าหน้าที่รัฐสังหารและนำไปถ่วงน้ำ
  3. กรณีการสังหาร 5 ศพที่สะพานกอตอ นราธิวาส ตามมาด้วยการประท้วงที่ศาลากลางจังหวัดปัตตานีซึ่งเกิดระเบิดขึ้น ผู้ประท้วงเสียชีวิต 13 คน เมื่อปลายปี 2518 ถึงต้นปี 2519
  4. เหตุระเบิดใกล้ที่ประทับของในหลวงและพระราชินีที่ยะลา เมื่อปี 2520

ชัยวัฒน์กล่าวถึงเหตุผลที่เลือก 4 กรณีนี้ เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่ “ผิดธรรมดา” ซึ่งถูกทำให้กลายเป็นสิ่ง “ปรกติ” กรณีแรก เป็นการต่อสู้ระหว่างชาวมลายูมุสลิมกับฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐไทย ซึ่งตำรวจเสียชีวิตถึง 30 นาย และชาวมลายูมุสลิมก็ล้มตายมากที่สุดในคราวเดียวเช่นกัน กรณีที่สอง เป็นการหายตัวไปของผู้นำปัตตานีที่สำคัญที่สุดในครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ด้วยข้อเสนอ 7 ประการของท่านนี้ได้กลายเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ที่แสดงจุดยืนความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างปัตตานีกับสยามที่โดดเด่นชัดเจนยิ่ง กรณีที่สาม มีผู้ประท้วงทั้งลูกเล็กเด็กแดง ชาย หญิง คนชราและผู้เยาว์จำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ปัตตานีเข้าร่วมด้วย กรณีที่สี่ เกิดขึ้นกับบุคคลผู้เป็นสถาบันผูกโยงคนที่แตกต่างหลากหลายเข้าไว้ด้วยกันในสังคมไทย

ด้วยวิธีวิทยาดวงตาค้างคาว [1] ที่ชัยวัฒน์ใช้ในการวิจัยนี้ ทำให้ได้ข้อค้นพบเกี่ยวกับแบบวิธีการจัดการ “ความจริง” ของทั้ง 4 กรณีแตกต่างกันไป ดังที่ชัยวัฒน์กล่าวไว้แต่แรกว่าตัว “ความจริง” นั้นมีผลในการกำหนดวิธีการจัดการด้วยเช่นกัน กรณีทั้งสี่ล้วนมี “ความจริงเชิงข้อเท็จจริง” ในความสัมพันธ์ระหว่างปัตตานีและรัฐบาลไทยที่กรุงเทพฯในลักษณะเป็น “ปัญหาที่ไม่ลงตัว” (problematic) [2] แต่ละภาคส่วนในสังคมการเมืองล้วนพยายามผลิต “ความจริง” ของตน [3] โดยผ่านสถาบันผลิต “ความจริง” ที่แตกต่างกันไป [4] โดยบรรจุไว้ในอนุสาวรีย์ลูกปืนในกรณีดุซงญอ โดยผ่านการทำงานของมูลนิธิในกรณีหะยีสุหลงหายตัวไป โดยเขียนออกมาเป็นนวนิยายในกรณีสังหาร 5 ศพที่สะพานกอตอ หรือในรูปข่าวหนังสือพิมพ์รายวันในกรณีระเบิดใกล้ที่ประทับ

ข้อสำคัญ คือ กรณีความรุนแรงที่แตกต่างกันทั้งสี่นั้นล้วนมีแบบวิธีที่ “ความจริง” ถูกจัดการเหมือนกัน คือ โดยการ “บอก” บางส่วน และในขณะเดียวกัน การ “บอก” นี้ก็ได้ไป “บัง” บางสิ่งเอาไว้ด้วย [5] กล่าวอีกนัยหนึ่ง แบบวิธีการจัดการ “ความจริง” เกี่ยวกับความรุนแรงทั้งสี่กรณี คือ การนำ “ความจริง” ไป “ซ่อน” อยู่เบื้องหลังสิ่งอื่น ขณะที่ก็เผยแสดงบางอย่าง จนทำให้ความแน่นอนของ “ความจริง” เกี่ยวกับความรุนแรงเหล่านั้นเลือนลางลง

ในกรณีดุซงญอนั้น มีการสร้างอนุสาวรีย์ลูกปืนที่ไม่มีจารึกบอกเล่าความเป็นมาใดๆขึ้นในสถานีตำรวจที่นราธิวาส ทำให้เห็นเป็นเรื่อง “ปรกติ” ที่สถานีตำรวจจะใช้ลูกปืนเป็นอนุสรณ์ ความรุนแรงกรณีดุซงญอจึงถูก “ซ่อน” ไว้ด้วยกระบวนการนี้ และแม้จะมีกระดูกอยู่ในอนุสาวรีย์ลูกปืน แต่ก็เป็นอนุสรณ์เฉพาะของความตายฝ่ายตำรวจเท่านั้น ส่วนความตายของชาวมลายูมุสลิมนับร้อยถูกบดบังไปสิ้น

กรณีการสูญหายของหะยีสุหลง ถูก “บอกความจริง” ผ่านชื่อมูลนิธิหะยีสุหรงและเอกสารสามัญของมูลนิธิ โดย “บังไว้” เบื้องหลังการทำงานสาธารณะประโยชน์ โดยเฉพาะงานเปิดตัวมูลนิธิที่ทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตน์ฯเป็นองค์ประธาน รวมทั้งการมีส่วนร่วมของผู้คนมากมายทั้งสามัญชน ผู้มีอำนาจทางการเมืองขณะนั้น รวมทั้งบรรดาทูตต่างประเทศที่ให้ความสนใจ ก็ล้วนเป็นดังแสงกระจ่างจ้าที่ส่องลงบนความลับดำมืดเกี่ยวกับการหายตัวไปเมื่อปี 2497 ของหะยีสุหลง

ส่วน “ความจริง” ในกรณีสังหาร 5 ศพถูก “บอก” โดยที่ “บังไว้” เบื้องหลังนวนิยายเรื่องซือโก๊ะ แซกอ ซึ่งผู้เขียนพยายามทำให้เรื่องแต่งนี้ “สมจริง” โดยเล่าถึงเรื่องราวต่างๆ เช่น คนบริสุทธิ์ที่เป็นชาวบ้านมลายูมุสลิมถูกทำร้าย/ฆ่าตายโดจเจ้าหน้าที่รัฐมากมายด้วยมูลเหตุของโครงสร้างความไม่เป็นธรรม ความเกลียดชังผู้คนที่แตกต่างจากตน การแสวงหาผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ และการใช้อำนาจราชการเบียดเบียนสามัญชน เป็นต้น โดยแทบไม่เอ่ยถึงกรณีสังหาร 5 ศพเลย เพราะเป็นส่วนหนึ่งของโศกนาฏกรรมสามัญที่เกิดในที่แห่งนี้มานานแล้ว

“ความจริง” กรณีระเบิดใกล้ที่ประทับ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ธรรมดาที่สุดเรื่องหนึ่ง ถูก “บังไว้” ด้วยเรื่องอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ชนขบวนพระที่นั่ง ขณะที่ในหลวงทรงมีพระราชจริยาวัตรปรกติ ผ่านข่าวหนังสือพิมพ์รายวันช่วงปลายเดือนกันยายน 2520 ซึ่งอาศัยแถลงการณ์รัฐบาลอีกทีหนึ่ง [6]

ชัยวัฒน์ตั้งข้อสังเกตุสำคัญประการหนึ่งว่าในบรรดาสถาบันที่ทำหน้าที่บอก “ความจริง” ทั้งสี่ คือ อนุสาวรีย์ มูลนิธิ นวนิยาย และข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์นั้น นวนิยายทำหน้าที่บอก “ความจริง” ได้ทั้งรอบด้านที่สุดและตรงไปตรงมาที่สุด เพราะเมื่อเทียบกับอนุสาวรีย์ซึ่งถูกจำกัดด้วยความเป็นถาวรวัตถุ มูลนิธิถูกกำกับด้วยกฎหมาย ข้อบังคับ จารีตทางศาสนา และประวัติศาสตร์ ข่าวหนังสือพิมพ์ถูกจำกัดเสรีภาพภายใต้ระบอบเผด็จการนั้น สถานะความเป็น “เรื่องแต่ง” (fiction) ซึ่งมักถูกมองว่า “ไม่จริง” อยู่แล้วนั้น ทำให้ปลอดภัยที่จะบอกกล่าวเรื่องราวที่ “เป็นจริง” ได้อย่าง “สมจริง” มากกว่าเรื่องที่ถูกมองว่า “จริง” ตั้งแต่ต้น รวมทั้งขนบการแต่งนวนิยายคือการใช้จินตนาการทำให้มีพื้นที่ในการบอก “ความจริง” ได้มากกว่า

end note

[1] ชัยวัฒน์อธิบายว่า วิธีวิทยาดวงตาค้างคาว เป็นวิธีเผชิญข้อมูลต่างชุดกันด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน เพราะค้างคาวนั้นตาบอด แต่บินไปในความมืดได้ด้วยการส่งสัญญาณออกไป และตีความเสียงที่สะท้อนกลับมาว่าเห็นรูปร่างของ “ความจริง” อันหลากหลายตรงหน้าแตกต่างกัน ควรกล่าวไว้ด้วยว่าในงานวิจัยนี้ ชัยวัฒน์ใช้ทฤษฎีของนักทฤษฎี/ปรัชญาการเมืองสำคัญๆถึง 4 คน ดังจะแยกแยะในเชิงอรรถถัดๆไป อ้างจากเชิงอรรถที่ 22 ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 เม.ย.-มิ.ย.2548 หน้า 144

[2] ปัญหาความไม่ลงตัวของ “ความจริงเชิงข้อเท็จจริง” ชัยวัฒน์กล่าวว่าได้อิทธิพลจากความคิด “ความจริงกับการเมือง” ของ Hannah Arendt

[3] การปะทะกันของสังคมการเมืองในฐานะตัวแทน “ความจริง” ชัยวัฒน์กล่าวว่าได้อิทธิพลจากความคิดเรื่อง “ความจริง” กับการเป็นตัวแทน ของ Eric Voegelin

[4] สถาบันสัง’คมในฐานะสถาบันผลิต “ความจริง” ชัยวัฒน์กล่าวว่าได้อิทธิพลจากความคิดเรื่อง “ความจริง” กับอำนาจ ของ Michel Foucault

[5] ข้อนี้ ชัยวัฒน์กล่าวว่าได้อิทธิพลมาจาก ปัญหาการบอก “ความจริง” ผ่านการบดบังและเผยแสดงในเวลาเดียวกัน ของ Gadamer

[6] อย่างไรก็ตาม ผู้เขียน (ผม) เห็นว่าการ “บอกความจริง” ส่วนหนึ่ง โดย “บดบังความจริง” อีกส่วนหนึ่งไว้ของทั้งสี่กรณีมีความแตกต่างกันเล็กน้อย กล่าวคือ กรณีอนุสาวรีย์ลูกปืนและกรณีข่าวอุบัติเหตุในขบวนเสร็จนั้น เป็นการ “บอกความจริง” บางส่วนเพื่อ “ปิดบังความจริง” บางส่วนไว้ ในขณะที่กรณีมูลนิธิหะยีสะหรงและกรณีนวนิยายซือโก๊ะ แซกอ เป็นการเอา “ความจริง” บางส่วนมา “บดบัง” ไว้ เพื่อที่จะ “บอกความจริง” บางส่วน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: