summary : การจัดการ “ความจริง” ในสงครามเวียดนาม

พวงทอง รุ่งสวัสดิทรัพย์ ภวัครพันธุ์ (2549), สงครามเวียดนาม : สงครามกับความจริงของ “รัฐไทย”, กรุงเทพฯ : คบไฟ.

[ดู annotation ของบทความนี้]

จากที่เคยศึกษาความรุนแรงในนโยบายต่างประเทศผ่านนโยบายของไทยต่อกรณีเขมรแดง (ดู annotaion; ดู summary) ในงานชิ้นนี้ กล่าวได้ว่าพวงทองยังคงศึกษาความรุนแรงในนโยบายต่างประเทศของไทย โดยครั้งนี้ใช้กรณีสงครามเวียดนาม และพิจารณาผ่านแนวคิดการจัดการ “ความจริง” ของรัฐบาลไทย

พวงทองเริ่มจากชี้ให้เห็นบทบาทของไทยในสงครามเวียดนามว่าเริ่มขึ้นเมื่อสหรัฐพาตัวเองเข้าสู่ความขัดแย้งในอินโดจีนในปี 2493 เมื่อเห็นว่าเวียดมินห์เริ่มสัมพันธ์กับโลกคอมมิวนิสต์ ฝรั่งเศสเริ่มเสียท่าให้แก่เวียดมินห์และขบวนการปะเทดลาว การรับรองจักรพรรดิเบ๋าได๋ของไทยในปี 2493 เป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่สงครามเย็นโดยยืนอยู่ฝั่งโลกเสรี สหรัฐเข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญในไทยโดยผ่านโครงการพัฒนาหรือปรับปรุงฐานทัพอีก 8 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ทางอีสานเป็นหลัก ได้แก่ ดอนเมือง โคราช นครพนม ตาคลี (นครสววรค์) อุดรธานี อุบลราชธานี อู่ตะเภา (ชลบุรี) และน้ำพอง (ขอนแก่น) เฉพาะฐานทัพตาคลีและโคราช

สหรัฐได้ส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดในเวียดนามเหนือถึง 90,000 ตันในระหว่างปี 2507-2511 เฉพาะปี 2512 ฐานทัพสหรัฐในไทยถูกใช้ในปฏิบัติการทิ้งระเบิดในลาวมากกว่า 90,000 ครั้ง และทิ้งระเบิดที่กัมพูชาแห่งเดียวมากกว่า 1 แสนตัน ช่วงปี 2508-2515 มึผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในเวียดนามใต้ราว 700,000-1,225,000 คน นอกจากนี้ ยังมีการสร้างถนนไฮเวย์ที่เชื่อมฐานทัพเหล่านี้เข้าด้วยกัน รวมทั้งการปรับปรุงท่าเรือสัตหีบให้เป็นท่าเรือน้ำลึกทันสมัยขนาดใหญ่เพื่อลำเลียงยุทธปัจจัย ตลอดจนการสร้างเครือข่ายระบบการสื่อสารและจารกรรมข้อมูลทั้งที่เชียงใหม่ ภูหมูและภูเขียวบนเทือกเขาภูพาน สถานีที่สำคัญคือค่ายเกาะคา (ลำปาง) และค่ายรามสูร (อุดรธานี) ทหารสหรัฐค่อยๆหลั่งไหลเข้าสู่ไทยตั้งแต่เริ่มรบกับเวียดนาม ตั้งแต่ปี 2507 หลังรัฐสภาสหรัฐลง “มติอ่าวตังเกี๋ย” และทวีขึ้นสูงสุดถึง 48,000 คน

ในปี 2516 หลังจากนิกสันประกาศถอนทหารออกจากเวียดนามใต้ในปี 2512 เนื่องจากประจักษ์ในความเข้มแข็งของฝ่ายเวียดมินห์จากการโจมตีครั้งใหญ่เมื่อเหตุการณ์วันตรุษญวน ปี 2511 พวงทองจึงตั้งคำถามต่อความรุนแรงในนโยบายต่างประเทศของไทยครั้งนี้ว่ารัฐบาลไทยได้สร้างคำอธิบาย การนำเสนอและวิธีการจัดการ “ความจริง” เกี่ยวกับสงครามเวียดนามอย่างไร? ใช้เหตุผลชนิดใดทำให้ประชาชนยอมรับและคล้อยตามนโยบายสงครามเวียดนามของรัฐบาลไทย? อะไรคือ “ความจริง” เกี่ยวกับสงครามเวียดนามที่ถูกนำเสนอโดยรัฐบาลไทย? เมื่อเกิดความขัดแย้งกรณีสงครามเวียดนาม รัฐบาลอธิบายและจัดการปัญหาอย่างไร?

เริ่มแรกบทบาทของไทยถูกนำเสนอว่าเป็นเพียงปกป้องตนเองจากการรุกรานของคอมมิวนิสต์นอกประเทศ (จีน เวียดนาม ลาว รัสเซีย) การแทรกแซงกิจการภายในอินโดจีนเป็นการช่วยเหลือไม่ให้ผู้คนในประเทศเพื่อนบ้านต้องประสบกับความชั่วร้ายของคอมมิวนิสต์ และเพื่อปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อันเป็นอัตลักษณ์ของความเป็นไทย สงครามเวียดนามจึงเป็นสงครามเกียรติยศและเพื่อสันติภาพ สังคมไทยถูกโฆษณาชวนเชื่อและข่าวลือจนเกิดบรรยากาศความกลัวว่าไทยกำลังตกอยู่ในอันตรายเกือบจะตลอดเวลา ถูกห้อมล้อมด้วยดินแดนของคนป่า-สัตว์ร้าย [1]

การจัดการ “ความจริง” ของรัฐบาลไทยกรณีฐานทัพสหรัฐเกิดขึ้นเมื่อวุฒิสมาชิกวิลเลียม ฟุลไบรต์ อภิปรายโจมตีรัฐบาลจอห์นสันที่ปกปิดเรื่องกำลังทหารและภาระหน้าที่ของฐานทัพสหรัฐในไทย ซึ่งจะกระทบกับความรู้สึกของคนไทยว่าถูกล่วงละเมิดอธิปไตย รัฐบาลไทยก็ปฏิเสธว่าไม่มีฐานทัพสหรัฐในไทย อเมริกาเพียงได้รับอนุญาตจากไทยให้ใช้ฐานทัพที่สหรัฐเป็นผู้สร้างขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้เป็นเพราะทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันโดยไม่มีลายลักษณ์อักษรว่าสิทธิเหนือฐานทัพเป็นของไทยและฐานทัพแต่ละแห่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ไทย

ส่วนในการจัดการ “ความจริง” กรณีนักรบจงอางศึก ซึ่งเป็นชุดทหารที่ไทยส่งออกไปร่วมรบในเวียดนาม เนื่องด้วยแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศที่สหรัฐต้องการให้ภาพสงครามเวียดนามเป็นความพยายามร่วมกันของพันธมิตรในภูมิภาคนี้ ไม่ใช่ของสหรัฐฝ่ายเดียว รัฐบาลไทยก็อธิบายว่าการแทรกแซงการเมืองไทยเวียดนามครั้งนี้ว่าเป็นการป้องกันคอมมิวนิสต์ไม่ให้เข้าประเทศไทย ด้วยการออกไป “รบนอกบ้าน” ที่น่าสนใจยิ่งคือสื่อมวลชนไทยเองก็สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลไทยต่อสงครามอินโดจีนเช่นกัน กล่าวคือเห็นด้วยที่ให้สหรัฐตั้งฐานทัพในประเทศไทยในฐานะมหามิตรที่ช่วยป้องกันภัยคุกคามจากภายนอก และเมื่อวุฒิสมาชิกฟุลไบร์ทเปิดเผยเรื่องนี้ขึ้น สื่อไทยก็แสดงความเห็นตำหนิสื่อมวลชนสหรัฐว่าไม่รู้จักรักษาความลับของทางราชการและผลประโยชน์แห่งชาติเหมือนสื่อไทยที่แม้รู้แล้ว แต่ก็ไม่เปิดเผยขยายความต่อ

นโยบายสงครามอินโดจีนของรัฐบาลถูกคัดค้านโดยสังคมไทยไม่น้อยเช่นกัน พวงทองจึงตั้งคำถามต่อไปว่าฝ่ายคัดค้านใช้กระบวนการและคำอธิบายชนิดใดในการต่อสู้กับ “ความจริง” ที่กลายเป็นอุดมการณ์กระแสหลักของสังคมไทยขณะนั้น? หากพิจารณาช่วงปลายทศวรรษ 2490 จะเห็นได้ว่าอุดมการณ์มาร์กซิสต์-เหมาอิสม์แบบของพคท.มีบทบาทหลักดังในงานของอุดม ศรีสุวรรณที่วิเคราะห์รัฐบาลไทยว่าเป็น “ไทยกึ่งเมืองขึ้น กึ่งศักดินา” ของสหรัฐที่เป็นจักรพรรดินิยม

พวงทองชี้ว่าเป็นวาทกรรมแบบชาตินิยมและข้อหาไม่ต่างจากรัฐบาลไทยที่โจมตีเวียดกง-เวียดมินท์ว่าเป็นสมุนจีนแดงและรัสเซีย และว่าลัทธิคอมมิวนิสต์ขัดกับความเป็นไท เพียงแต่ฝ่ายซ้ายกลับทิศทางว่ารัฐบาลไทยเป็นขี้ข้าอเมริกาทำให้ไทยสูญเสียอธิปไตยและความเป็นไทแทนเสีย ต่อมานับแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2510 ที่เริ่มมีบรรยากาศการเปิดพื้นที่ทางการเมืองมากขึ้น จนถึงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 อันเป็นยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน ประเด็นเรื่องฐานทัพอเมริกาในไทยค่อยๆถูกเปิดเผยขึ้นโดยเริ่มจากสื่อมวลชนสหรัฐ นักศึกษารณรงค์ต่อต้านและล้มเผด็จการทหารลงได้ ก็ได้เรียกร้องต่อเนื่องให้ถอนทหารและฐานทัพสหรัฐออกจากไทยโดยสืบทอดประเด็นหลักเรื่องการสูญเสียอธิปไตยและเกียรติภูมิของชาติอยู่เช่นเดิม [2]

ครั้นเมื่อต้นทศวรรษ 2510 การเมืองโลกมีความเปลี่ยนแปลงหลายประการ สหรัฐประกาศถอนทหารออกจากเวียดนามใต้แล้ว และประธานาธิบดีนิกสันเดินทางไปจีน ไทยจึงต้องสถาปนาความสัมพันธ์กับจีนและเวียดนามด้วยด้วย จีนซึ่งเคยถูกวาดภาพว่าเป็นคอมมิวนิสต์โหดร้ายนั้น ได้ถูกอธิบายใหม่หรือสร้าง “ความจริง” ใหม่ว่าเป็น “โจรกลับใจ” ที่ประพฤติตนดีขึ้น ไทยจึงเป็นมิตรด้วย ซึ่งเท่ากับยืนยันว่าในอดีต ไทยไม่ได้ดำเนินนโยบายผิดพลาด แต่เพราะจีนคุกคามไทย แต่ปัจจุบัน จีนเลิกเป็นศัตรูกับไทยแล้ว จึงเป็นมิตรอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ ในขณะที่เวียดนามยังคงถูกอธิบาย/สร้าง “ความจริง” ต่อไปว่าเป็น “โจรเหิมเกริม” จากการที่เวียดนามเหนือยึดไซ่ง่อนได้ในปี 2518 บทบาทของฐานทัพและกองกำลังสหรัฐในไทยถูกอธิบายใหม่ว่าจำเป็นสำหรับป้องกันประเทศไทยจากภัยคุกคามของเวียดนามซึ่งกำลังเติบใหญ่เข้มแข็งรุกเข้ามาถึงกัมพูชา ดังกรณีค่ายรามสูรและค่ายเกาะคาที่ฝ่ายขวาของไทยฉวยโอกาสโจมตีขบวนการนักศึกษาที่เริ่มมีแนวโน้มเอียงซ้ายมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอ้างว่านักศึกษาในฐานะสมุนญวณคัดค้านการที่สหรัฐจะมอบเครื่องเรดาร์สำหรับดักฟังคอมมิวนิสต์ในค่ายรามสูรและค่ายเกาะคาให้รัฐบาลไทย

กระแสขวาพิฆาตซ้ายเริ่มสูงขึ้นมากจนกลายเป็นความเกลียดชังญวน และเวียดนามซึ่งอพยพมาอยู่ทางอีสานของไทยตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองก็กลายเป็นเหยื่อกลุ่มแรกวาทกรรมความเกลียดชังนี้ มีการรุมทำร้ายคนเวียดนามและบุกทำลายร้านรวงของเวียดนามอพยพ โดยกล่าวหาว่าค้าขายขูดรีดคนไทยและเรี่ยไรเงินส่งไปให้เวียดนามเหนือซื้ออาวุธมาโจมตีไทย ตลอดจนมีแผนแยกอีสานออกจากไทย กระแสความเกลียดชังคอมมิวนิสต์นี้ขึ้นสูงสุดในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งขบวนการนักศึกษาถูกล้อมปราบในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกลายเป็น “ประวัติศาสตร์บาดแผล” ของสังคมไทยดังที่ธงชัย วินิจจะกูล (ดู annotaion; ดู summary)

end note

[1] นี้จึงกล่าวได้ว่าสังคมไทยกำลังอยู่ในเงื่อนไขที่เข้าข่ายการเป็น “สงครามบริสุทธิ์” (pure war) กล่าวคือรู้สึกว่ามีสงครามอยู่ตลอดเวลา และสังคมจึงถูกระดมทรัพยากรอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โปรดดู ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, “ทฤษฎีสันติภาพ : พิจารณาจากบทเรียนของทฤษฎีสงคราม” ใน สันติทฤษฎี\วิถีวัฒนธรรม (กรุงเทพฯ: โกมลคีมทอง, 2539) หน้า 8. หรือ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ (2548ก) “ประชาธิปไตยอำนาจนิยม: ผลของการใช้ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไทย” (ดู annotaion; ดู summary)

[2] แม้จะว่างเว้นการเคลื่อนไหวของมวลชนไป 10 ปีนับจากรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์เมื่อ 2501 แต่วาทกรรมสังคมนิยมก็ยังฟื้นคืนกลับมาได้ตั้งแต่ช่วงก่อน 14 ตุลาคม 2516 และขยายสืบเนื่องต่อไปจนเมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519  กระบวนการรื้อฟื้นนี้สามารถดูรายละเอียดได้ใน ประจักษ์ ก้องกีรติ. และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ : การเมืองและวัฒนธรรมของนักศึกษาและปัญญาชนก่อน 14 ตุลาฯ (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์), 2548. หน้า 395-464 โดยเฉพาะตารางเปรียบเทียบวาทกรรมชาตินิยมราชการของทั้งรัฐบาลและชาตินิยมฝ่ายนิสิตนักศึกษาประชาชนที่แม้เนื้อหาต่างกัน แต่ก็มีโครงสร้างเหมือนกัน ได้ในหน้า 360

One Response to summary : การจัดการ “ความจริง” ในสงครามเวียดนาม

  1. ถึง อ.ชาญชัย
    ขออนุญาตนำเนื้อหาจาก “สรุปบทความของ อ.ไปอ้างอิงใน IS ดิฉันนะคะ” เนื้อหาคือ “คนเวียดนามอพยพมาทีประเทศไทยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2” แค่นี้แหละค่ะ (อ่านแล้วสงสารคนเวียดนามในไทยในช่วงนั้นจัง)

    ขอบคุณค่ะ
    ป.ล. หาวันที่เขียนสรุปไม่เจอค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: