summary : ทฤษฎีสันติภาพจากทฤษฎีสงคราม

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ (2539), “ทฤษฎีสันติภาพ : พิจารณาจากบทเรียนของทฤษฎีสงคราม” ใน สันติฤษฎี\วิถีวัฒนธรรม, กรุงเทพฯ : โกมลคีมทอง

[ดู annotation ของบทความนี้]

บทความนี้ได้ตีพิมพ์รวมเล่มในหนังสือเรื่อง สันติทฤษฎี\วิถีวัฒนธรรม (2539) จากตัวงานจริงเขียนขึ้นและเผยแพร่ในปี 2533 ซึ่งเป็นช่วงหลังกำแพงเบอร์ลินถล่มเพียง 1 ปีเท่านั้น โลกสองขั้วแบบสงครามเย็นกำลังมีความเปลี่ยนแปลงอย่างสูง ในขณะที่ในสังคมไทยก็มีความเปลี่ยนแปลงจากนโยบายเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้าของรัฐบาลชาติชาย ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับเลขสองหลัก ขณะเดียวกัน ก็เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนสูงขึ้น ความขัดแย้งภายในประเทศอันเนื่องมาจากโครงการพัฒนาของรัฐและปัญหาภาวะนิเวศก็มีมากขึ้น ดังกรณีโรงงานแทนทาลัมที่ภูเก็ตเมื่อปี 2529 กรณีเขื่อนน้ำโจน ปี 2532 และกรณีเขื่อนแก่งกรุงปี 2533 (หน้า 1-2)

ในบริบททั้งในและระหว่างประเทศนี้ ชัยวัฒน์เห็นว่าจำเป็นต้องหาความหมายของ “ทฤษฎีสันติภาพ” ให้มากยิ่งขึ้น ในบทความนี้ชัยวัฒน์ใช้วิธีอาศัยบทเรียนจากทฤษฎีสงคราม ซึ่งนับว่าน่าสนใจมาก และยังเป็นการย้ำอีกครั้งหนึ่งในการศึกษาสันติวิธีในสังคมไทยว่าต้องศึกษาทั้งเรื่องเรื่องความรุนแรงและสันติวิธีควบคู่กันไป เหมือนการวิจัยโรคภัยเพื่อให้เกิดสุขภาพอนามัยนั่นเอง

ชัยวัฒน์ให้เหตุผลของการเสนอทฤษฎีสันติภาพจากการพิจารณาบทเรียนทฤษฎีสงครามไว้ 3 ประการ คือ

  1. เพราะสงครามเป็นเรื่องรูปธรรมยิ่งและเป็นที่ยอมรับกันว่าสอดคล้องกับความเป็นจริง ในขณะที่สันติภาพมักถูกมองเป็นพวงช่างฝัน/อุดมคติ ดังนั้นการมองทฤษฎีสันติภาพจากทฤษฎีสงครามอาจช่วยให้ผู้คนรับรู้เรื่องสันติภาพในภาวะที่เป็นไปได้จริงมากยิ่งขึ้น
  2. สงครามมีทั้งเรื่องระหว่างประเทศและภายในประเทศ ดังเรื่องสงครามกลางเมืองและการใช้กำลังเข้าแก้ไขปัญหาระหว่างกลุ่มคนที่คนฝันต่างกัน ในแง่นี้ สันติภาพจึงมีทั้งเรื่องระหว่างประเทศและภายในประเทศด้วยเช่นกัน ข้อนี้เข้าใจว่าชัยวัฒน์กำลังสื่อสารกับผู้สนใจเรื่องสันติภาพโดยทั่วไปที่มักจะมองเพียงเรื่องสันติภาพจากความขัดแย้งระหว่างประเทศเท่านั้น
  3. ทฤษฎีสงครามมีมากกว่าเรื่องการรบในสมรภูมิ แต่ยังรวมถึงปัจจัยอื่นๆในทางสังคมอีกมาก ดังนั้น สันติภาพจึงไม่ใช่เพียงเรื่องการปลอดสงคราม อย่างที่จารีตผู้สนใจสันติภาพมักให้ความสำคัญกัน แต่ยังเป็นเรื่องการจัดรูปแบบของสังคมและปัญหาความเป็นธรรมอื่นๆอีกด้วย (หน้า 3) อย่างไรก็ตาม ชัยวัฒน์แสดงจุดยืนไว้ชัดเจนว่าการพิจารณาทฤษฎีสันติภาพจากทฤษฎีสงครามนั้น ไม่ได้แปลว่ายอมรับสงครามในฐานะมาตรการหนึ่งในการรักษาสันติภาพ เหมือนนักวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสาย “สัจนิยม” ยอมรับกัน (หน้า 3)
Karl von Clausewitz

Karl von Clausewitz

ทฤษฎีสงครามที่ชัยวัฒน์อ้างถึงนี้เป็นของ Karl von Clausewitz (1780-1831) จากหนังสือคลาสสิคเรื่อง Vom Kriege หรือ On War ทั้งนี้ Clausewitz ถือว่าทฤษฎีที่ดีต้องแยกการเตรียมการรบออกจากตัวการรบเอง ส่วนการรบนั้นแยกเป็น เรื่อง “กลยุทธ์” (Tactics) คือทฤษฎีแห่งการใช้กำลังทหารในการรบ กับเรื่อง “ยุทธศาสตร์” (Strategy) คือทฤษฎีแห่งการใช้การรบเพื่อวัตถุประสงค์ของสงคราม (หน้า 4)

ทฤษฎีที่ Clausewitz เห็นว่าไร้ประโยชน์มี 3 ลักษณะ คือ

  1. มุ่งใส่ใจกับปัจจัยเชิงปริมาณที่กำหนดไว้แน่นอน เพราะในสงครามจริงนั้นทุกสิ่งล้วนไม่แน่นอน
  2. ใส่ใจแต่กับกำลังทางวัตถุ ละเลยพลังที่ไม่ใช่วัตถุและผลกระทบด้านจิตใจอื่นๆซึ่งสำคัญยิ่ง
  3. มุ่งพิจารณาการกระทำด้านเดียว เพราะสงครามจริงเป็นการปฏิสัมพันธ์และผลกระทบเนื่องกันระหว่างคู่ปฏิปักษ์

นอกจากนี้ ทฤษฎีสงครามต้องใส่ใจกับปัจจัยด้านจิตใจและศีลธรรมด้วย เพราะสงครามเกี่ยวเนื่องกับความรู้สึกเป็นศัตรู การคิดแก้แค้น การตระหนักในภยันตราย ความขลาดกลัวและความกล้าหาญ ความไม่แน่นอนของข้อมูลและบางครั้งต้องตอบโต้อย่างรวดเร็ว ฯลฯ ทำให้สงครามหากฎเกณฑ์ตายตัวได้ยากยิ่ง แต่ Clausewitz เสนอว่าในระดับกลยุทธ์นั้น การสร้างทฤษฎีเป็นสิ่งที่พอทำได้ เพราะพอจะมีสิ่งที่แน่นอนอยู่บ้าง เช่น สภาพภูมิประเทศ จำนวนกองกำลังที่เผชิญหน้าอยู่ ชนิดอาวุธของฝ่ายตรงข้าม เป็นต้น ส่วนทฤษฎีในระดับยุทธศาสตร์ทำได้ยากกว่า เพราะปัจจัยต่างๆลื่นไหลมากกว่า

นอกจากนี้ ทฤษฎีสงครามต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างเป้าหมายกับวิธีการทั้งในระดับกลยุทธ์และยุทธศาสตร์ด้วย ในระดับกลยุทธ์ เป้าหมายคือชัยชนะ วิธีการคือใช้กองทัพไปรบ ส่วนในระดับยุทธศาสตร์ ชัยชนะเป็นเพียงวิธีการ เป้าหมายคือสิ่งต่างๆที่นำไปสู่สันติภาพในที่สุด ทฤษฎีในระดับที่สองนี้สร้างขึ้นยากเย็นกว่า เพราะทฤษฎีจำเป็นต้องเปิดตัวเองต่อ “ปริมณฑลแห่งสรรพสิ่งอันเป็นไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด” (หน้า 4-6)

ชัยวัฒน์เห็นว่าบทเรียนสำหรับทฤษฎีสันติภาพจากทฤษฎีสงครามมี 3 ประการ ได้แก่

  1. ไม่อาจเน้นยุติการรบเพียงอย่างเดียวได้ เพราะมีปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ทำให้สงครามเป็นไปได้อยู่ด้วย
  2. สงครามเกี่ยวกับเรื่องหลายประการทั้งเรื่องจิตวิทยาของทหารและแม่ทัพ กระทั่งของสังคมใหญ่ที่ให้กำเนิดกองทัพ และเรื่องเชิงการเมืองในฐานะปัจจัยกำหนดเป้าหมายสูงสุดการยุทธ์ ดังนั้น ทฤษฎีสันติภาพจึงต้องมีลักษณะเป็นสหวิทยาการ ประสานความรู้สาขาต่างๆทั้งเรื่องจิตวิทยา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ภาวะผู้นำ เงื่อนไขทางสังคมเศรษฐกิจ ปัญหายุทธการและเทคโนโลยีการรบ รวมทั้งตระหนักถึงข้อจำกัดของสาขาวิชาที่ตนเชี่ยวชาญอยู่ เพื่อก้าวพ้นการติดยึดสาขาวิชา (trans-disciplinary)
  3. ทฤษฎีสันติภาพต้องเป็นทั้งทฤษฎีที่ให้คำอธิบายปรากฏการณ์สงครามและสันติภาพและเป็นทฤษฎีที่เกื้อกูลให้เกิดการกระทำ (praxis) เพื่อรักษา/สร้างสรรค์สันติภาพอีกด้วย รวมทั้งต้องเป็นทฤษฎีที่ไม่เห็นความขัดแย้งเป็นปัญหา เพราะความขัดแย้งเป็นวิถีปกติของสังคม (หน้า 8-10)

นอกจากนี้ ชัยวัฒน์ยังย้ำเรื่องวิธีการเปลี่ยนแปลงไปสู่เป้าหมายคือสันติภาพ ว่าแตกต่างจากทฤษฎีสังคมอื่นที่เสนอให้ใช้การปฏิวัติและใช้ความรุนแรงเพื่อจัดระเบียบโครงสร้างสังคมไม่เป็นธรรมใหม่ เพราะทฤษฎีสันติภาพแฝงไว้ด้วยคุณค่าแห่งการเคารพในชีวิตผู้อื่นและไม่ยอมรับความรุนแรงเป็นทางออก

2 Responses to summary : ทฤษฎีสันติภาพจากทฤษฎีสงคราม

  1. aviation says:

    aviation…

    […]summary : ทฤษฎีสันติภาพจากทฤษฎีสงคราม « Omens & So Hum[…]…

  2. Auto Mechanic Lubbock Txs carry out the repairing
    of the problems. Whether your car is a reassuring feeling when the
    car is unlikely to be in a working condition, you
    can let other people that you know that a mechanic has a lien on your vehicle.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: