ข้อกังขาทางศีลธรรม : ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ vs สมบัติ จันทรวงศ์

ประเด็นปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเป้าหมายกับวิธีการในการเปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองนั้น เรียกได้ว่าเป็นอมตะตลอดกาล และเป็นข้อปัญหาพื้นฐานที่วงการสันติวิธีจะต้องพบเจอตลอดเวลาเช่นกัน อันที่จริง ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เคยเขียนบทความสั้นๆเรื่อง “การเปลี่ยนแปลงโดยสันติ : เป้าหมายกับวิธีการ” (ดู annotation; ดู summary) ไว้ตั้งแต่ปี 2528 และนำมารวมพิมพ์ใน สันติทฤษฎี\วิถีวัฒนธรรม ปี 2539 บทความนี้นับว่ามีความสำคัญไม่น้อย และเป็นประเด็นที่ “ใหม่เสมอ”

เมื่อเกิดเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ประเด็นนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างรุนแรงในหมู่นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวของไทย หลังจากบทความดังกล่าวเขียนขึ้นถึง 21 ปีแล้ว ต่อเหตุการณ์นี้ ชัยวัฒน์ได้เขียนบทความขนาดสั้นเรื่อง “The Moral Enigma of the 9/19 Popular coup d’ etat” (2006) [Bangkok Post, 25 Sep 2006] เพื่อแสดงจุดยืนของตนต่อเหตุการณ์นี้บนฐานของความสัมพันธ์ระหว่างเป้าหมายและวิธีการว่าต้องไปด้วยกัน แยกกันไม่ได้ บทความนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของแวดวงนักวิชาการไทยอย่างยิ่ง แต่ที่สำคัญที่จะพิจารณา ณ ที่นี้ คือ ข้อถกเถียงของนักปรัชญาการเมืองคนสำคัญ 2 คนของไทย ซึ่งถือเป็นตัวอย่างอย่างดีเยี่ยมของทั้งผู้ที่ “มาใหม่” และ “อยู่มานานแล้ว” ในวงการสันติวิธีที่ได้เห็นการประมือกันของปรมาจารย์ 2 ท่านว่าด้วยหลักการพื้นฐานของสันติวิธีในบริบทสังคมการเมืองจริง

จากงานเรื่อง Moral Enigma ชัยวัฒน์กล่าวถึงผลสำรวจต่อรัฐประหารครั้งนี้ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนทั่วประเทศถึง 83% ทีเดียว โดยชัยวัฒน์ทำความเข้าใจเหตุผล 4 ประการที่คนส่วนใหญ่ยอมรับรัฐประหารในฐานะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเพื่อล้มระบอบทักษิณ ได้แก่

  1. รัฐประหารเป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อกลายเป็นความรุนแรงจนเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างกองกำลังฝ่ายที่สนับสนุนทักษิณกับฝ่ายต่อต้าน
  2. รัฐประหารไม่ได้ทำลายรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญตายไปนานแล้วโดยรัฐบาลทักษิณ เพราะองค์กรอิสระและช่องทางการตรวจสอบต่างๆล้วนถูกทำให้พิการ โดยการควบคุมอำนาจทุน บุคคล และสื่อ ที่อยู่ในมือทักษิณ
  3. รัฐบาลทักษิณนำเศรษฐกิจของไทยไปผูกติดกับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีระดับโลกมากจนทำให้สิทธิชุมชนท้องถิ่นในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติถูกปิดกั้นอย่างหนักหน่วงมากขึ้นเรื่อยๆ
  4. ในเชิงทฤษฎี การคิดว่ารัฐประหารครั้งนี้ เป็นความขัดแย้งระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตยคงไม่เพียงพอ เพราะรัฐบาลทักษิณที่ได้รับการเลือกตั้งมาตามครรลองประชาธิปไตยนั้นได้มีนโยบายที่ก่อให้เกิดความรุนแรงขนานใหญ่แก่สังคมไทยมากมาย ทั้งกรณีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในนโยบายทำสงครามยาเสพติด ความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนหลายคนถูกสังหาร ทั้งหมดนี้ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างทหารที่สุดท้ายตัดสินใจใช้กำลังเพื่อปกป้องสิ่งที่เขาเห็นว่าศักดิ์สิทธิ์ กับรัฐบาลทักษิณซึ่งได้กลายเป็นสิ่งที่เกษียร เตชะพีระ เรียกว่า “ระบอบสัมบูรณาญาสิทธิทุนจากการเลือกตั้ง” (elected capitalist absolutist)

ชัยวัฒน์กล่าวว่าหากคนๆหนึ่งเชื่อด้วยเหตุผล 4 ประการดังกล่าว รัฐประหารครั้งนี้คนนั้นก็สามารถยอมรับได้ทางศีลธรรม (morally acceptable) แต่ตัวชัยวัฒน์เองประกาศว่าเขายังเห็นด้วยไม่ได้ [1] เพราะตกอยู่ใน “ข้อกังขา/ปมปริศนาทางศีลธรรม” (moral enigma) เพราะเหตุผลเหล่านี้เพียงแค่ “อาจจะถูก” (หรือตามความเข้าใจของผม คือ ไม่ใช่ “ถูกต้องทั้งหมด”) ดังนั้น ชัยวัฒน์จึงยังคงรักษาจุดยืนว่ารัฐประหารเป็นสิ่งผิดเสมอไป (coup is morally wrong) แม้จะเห็นว่ารัฐประหารครั้งนี้เป็นสันติวิธีด้วยเหตุที่ไม่มีผู้ใดบาดเจ็บล้มตาย ทั้งนี้เพราะหากยอมรับรัฐประหารครั้งนี้ก็เท่ากับพยายามทำให้สังคมเห็นว่าคำกล่าวของเหมาเจ๋อตุงที่ว่า “อำนาจได้มาด้วยกระบอกปืน” เป็นสิ่งที่ถูกต้อง กล่าวคือ ทำให้เห็นว่าในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง ด้วยการสนทนา พูดจา และใช้เหตุผลนั้นมีข้อจำกัด ที่สุดแล้ว ก็ต้องยมอรับการใช้ความรุนแรงหรือขู่ว่าจะใช้ความรุนแรงมาแก้ปัญหาบ้านเมือง

ชัยวัฒน์เห็นว่าการเดินทางไปบนถนนสายประชาธิปไตยนั้น ต้องตั้งคำถามต่อการผูกขาด “ความจริง” (truth) การใช้กำลังบังคับผู้อื่น และค่อยๆเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่อุดมคติโดยการถกเถียงอย่างเปิดกว้าง (free debates) เขากล่าวอย่างชัดเจนว่า แม้จะเข้าใจได้ (understandable) แต่ก็น่าเศร้าใจที่เห็นว่ารัฐประหารได้รับการตอบรับมากเพียงใด เพราะการยอมรับวิธีแก้ปัญหาทางการเมืองโดยใช้ความรุนแรงนั้น เท่ากับเป็นสัญญาณแห่งความสิ้นหวัง ต้นทุนทางศีลธรรมของความสิ้นหวังและสติปัญญาของสังคมในการแก้ปัญหาทางการเมืองโดยสันติวิธี คือ สิ่งสำคัญที่เป็นต้องสูญเสียไปสำหรับการตอบรับการรัฐประหารครั้งนี้อย่างท่วมท้น

ถัดจากบทความเรื่อง Moral Enigma ของชัยวัฒน์เพียง 6 วัน สมบัติ จันทรวงศ์ ได้เขียนบทความวิจารณ์งานเรื่อง Moral Enigma ในลักษณะจดหมายถึงชัยวัฒน์ [2] โดยมีข้อวิจารณ์หลายประการและยกระดับการถกเถียงสู่ปรัชญาการเมือง ต่อมาชัยวัฒน์ตอบคำถามและข้อวิจารณ์ของสมบัติผ่านงานเรื่อง “อริสโตเติลกับรัฐประหาร “19 กันยา” ” (2550) ในที่นี้ จะนำมาสนทนาควบคู่พร้อมกันไปในที่นี้เลย

ข้อวิจารณ์ของสมบัติประการแรก คือ รัฐประหารครั้งนี้แตกต่างไปจากรัฐประหารทั่วไป เพราะไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตย เนื่องจากระบอบทักษิณได้เปลี่ยนตัวเองกลายเป็นทรราชไปแล้ว ปฏิบัติการของทหารในวันที่ 19 กันยายน เป็นเพียงปฏิกิริยาของสังคมประชาธิปไตยหรือส่วนที่ดีของมันต่อรัฐบาล rebellious เท่านั้น

ประการที่สอง สมบัติแย้งชัยวัฒน์ในประเด็นการอำนาจของคำพูดหรือใช้การชักจูงด้วยเหตุผลว่าปัญญาชนได้ทำมาแล้ว แต่ดูจะไปเข้าหูคนหูหนวก นอกจากนี้ ประชาชนที่สนับสนุนรัฐประหารนั้น ได้ใช้สิ่งที่เข้าพอจะรู้มากที่สุดแล้ว เพราะพวกเขาไม่ได้ถูกฝึกมาให้โต้แย้งเชิงเหตุเชิงผลได้

ประการที่สาม สมบัติออกตัวว่าไม่ได้บอกว่าอำนาจได้มาด้วยกระบอกปืน แต่เขาเห็นว่าเราควรต้องให้สิทธิต่อสังคมประชาธิปไตยในการปกป้องตนเองจากผู้แย่งชิงอย่างทักษิณด้วย ประเด็นนี้ ชัยวัฒน์ตั้งคำถามย้อนกลับ 2 ประการว่า การใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจเป็นสิทธิของประชาธิปไตยหรือไม่? และ ใครเป็นผู้ใช้กำลัง “ป้องกันประชาธิปไตย” ? เพราะมีข้อต่างอยู่มากระหว่างการ “ป้องกันประชาธิปไตย” โดยอาศัยกำลังของรัฐกับโดยภาคประชาสังคมใช้อำนาจของตนเอง ซึ่งจะส่งผลต่อลักษณะสังคมการเมืองที่จะเกิดตามมา (ชัยวัฒน์ 2550: 158) นี้กล่าวอีกอย่างคือใช้วิธีการอย่างไร ก็จะนำไปสู่เป้าหมายอย่างนั้นเช่นกัน

นอกจากนี้ สมบัติยังเห็นว่า ในเวลาที่สังคมประชาธิปไตยต้องต่อสู้เพื่อการอยู่รอดของตัวมันเองนั้น ย่อมไม่มีที่ทางสำหรับวิถีทางประชาธิปไตย สมบัติเห็นว่าแม้การปกครองในช่วงหลังรัฐประหารจะยังไม่ใช่ประชาธิปไตยตามหลักการเลือกตั้ง แต่จิตวิญญาณประชาธิปไตยยังคงมีอยู่อย่างเปี่ยมล้น แต่กระนั้น ชัยวัฒน์ก็ยังยืนยันว่ายังมีวิธีการอื่นๆในการต่อสู้ที่ยังใช้ได้อยู่ โดยอ้างไปยังงานเรื่อง ท้าทายทางเลือก (2533) (ดู annotation) ของตนเอง ซึ่งน่าจะหมายถึงภาคที่สองของงานชิ้นนี้ที่ว่าด้วยการไม่ใช้ความรุนแรงนั่นเอง

ประการที่สี่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่สุด สมบัติกล่าวว่าชัยวัฒน์เข้าใจผิดที่กล่าวว่ารัฐประหารเป็นสิ่งผิดเสมอ (coup is morally wrong) เขาตั้งคำถามว่า การเมืองกลายเป็นศาสตร์ในเชิงทฤษฎีตั้งแต่เมื่อไหร่? สมบัติอ้างคำกล่าวของอริสโตเติลในงานเรื่อง Nichomachean Ethics [PDF] ที่ว่าการเมืองคือศาสตร์เชิงปฏิบัติ ซึ่งหมายความว่าการกระทำหนึ่งๆไม่สามารถตัดสินได้ว่าถูกหรือผิดได้ตลอดเวลาโดยไม่พิจารณาบริบท ในทางการเมือง ไม่มีใครสามารถกล่าวได้ว่ามีระบอบๆหนึ่งที่ดีสำหรับทุกคน ระบอบทรราชอาจมีบางอย่างที่ดีสำหรับบางคนในบางขณะ การเป็นทาสอาจเหมาะกับคนที่เกิดมาเป็นทาสโดยธรรมชาติ ตลอดจนการใช้กำลังหรือการทำสงครามอาจมีเหตุผลเพียงพอ (justified) ถ้ามีเงื่อนไขเหมาะสม ดังนั้น ชัยวัฒน์จึงไม่ควรคิดว่ารัฐประหาร (หรือการใช้ความรุนแรง) เป็นสิ่งที่ผิดอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยไม่พิจารณาข้อเท็จจริงต่างๆของสถานการณ์ที่เห็นกันอยู่โต้งๆ

เพื่อตอบคำถามนี้ ชัยวัฒน์จึงได้ย้อนกลับไปอธิบายความคิดเกี่ยวกับ “การเมือง” ของอริสโตเติล โดยทำความเข้าใจผ่านงานเขียนของนักปรัชญาการเมือง 2 คนที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 20 คือ Leo Strauss (1899-1973) และ Eric Voegelin ในงานเรื่อง The City and Man (1964) บทที่ 1 Leo Strauss เห็นว่าจักรวาลทัศน์ของอริสโตเติลแยกออกจากการแสวงหาระเบียบทางการเมืองที่ดีที่สุด ซึ่งเท่ากับว่าอริสโตเติลแตกต่างไปจากเพลโตและโสกราตีส นี้หมายความว่าปรัชญาการเมืองของอริสโตเติลไม่สามารถคิดถึงได้ในแบบอื่นนอกไปจากในฐานะศาสตร์เชิงปฏิบัติ ดังนั้น คำสอนทางการเมืองของอริสโตเติลจึงกลายเป็นว่ามีไว้สำหรับสอนคนออกกฎหมายหรือนักนิติบัญญัติ ซึ่งต้องตั้งคำถามว่าเงื่อนไขเฉพาะขณะนั้นๆเป็นอย่างไร อะไรทำได้บ้าง อะไรทำไม่ได้บ้าง (หน้า 163-4)

ข้อสรุปที่ สมบัติ เห็นว่า ชัยวัฒน์ เข้าใจการเมืองผิดนั้น มาจากฐานคิดของสมบัติที่อิงอยู่กับวิธีคิดของ Leo Strauss เช่นนี้นี่เอง แต่ชัยวัฒน์แย้งสมบัติว่าวิธีคิดเกี่ยวกับคำสอนของอริสโตเติลนั้นมีได้หลายทางมากกว่าแบบที่ Leo Strauss คิด ชัยวัฒน์ยกงานเรื่อง Plato and Aristotle ของ Voegelin มาชี้ว่าอริสโตเติลแยกวิชารัฐศาสตร์ออก 2 แบบ แบบแรก คือรัฐศาสตร์สำหรับนักปรัชญา สำหรับการสร้างบุคลิกที่ดีของพลเมือง ทำให้เป็นคนดีและสามารถทำสิ่งที่ดีได้ แบบที่สอง คือรัฐศาสตร์สำหรับผู้ออกกฎหมาย รัฐศาสตร์จึงเป็นศิลปะของการออกกฎหมาย (หน้า 162) ดังนั้น รัฐศาสตร์จึงไม่ใช่แค่ศาสตร์เชิงปฏิบัติ (รัฐศาสตร์แบบที่สอง) เพียงอย่างเดียว แต่มีคุณลักษณ์ของศาสตร์เชิงทฤษฎี (รัฐศาสตร์แบบแรก) ด้วย (หน้า 164)

นอกจากนี้ สำหรับประเด็นที่สมบัติเห็นว่ารัฐศาสตร์เป็นศาสตร์เชิงปฏิบัตินั้น ชัยวัฒน์เห็นว่าต้องถามต่อไปด้วยว่ารัฐศาสตร์เป็นศาสตร์เชิงปฏิบัติสำหรับใคร? ชัยวัฒน์ตอบว่าสำหรับนักการเมืองหรือนักนิติบัญบัติหรือคนที่เข้าไปเล่นการเมือง แต่สำหรับนักรัฐศาสตร์เอง (และโดยเฉพาะนักปรัชญาการเมือง) วิชารัฐศาสตร์ควรเป็นศาสตร์เชิงทฤษฎี ในความหมายของการตั้งคำถามถึงสิ่งที่ดีสูงสุดจริงๆซึ่งอาจอยู่เกินเลยจากปริมณฑลของปัจจุบันออกไปและถามได้ทุกยุคทุกสมัย เช่น คำถามที่ว่าการปกครองหรือกฎหมายนั้นยุติธรรมหรือไม่? ชอบธรรมหรือไม่? เป็นต้น ชัยวัฒน์กล่าวว่าปรัชญาการเมืองดำรงอยู่บนฐานของการตั้งคำถามที่พื้นฐานและมีความหมายต่อสังคมการเมือง และสิ่งที่เขาทำก็คือการตั้งคำถามพื้นฐานว่ารัฐประหารครั้งนี้ชอบธรรมหรือไม่? นั่นเอง

ในงานวิจารณ์บทความ Moral Enigma สมบัติอ้างงานเรื่อง Sophie’s Choice ของ William Styron ซึ่งโซฟี นักโทษชาวยิวในค่ายกักกันนาซี ถูกผู้คุมกำหนดให้เลือกว่าลูกทั้งสองคนของเธอ จะยอมให้ฆ่าลูกคนไหน ถ้าเธอไม่เลือก ลูกทั้งสองก็ถูกฆ่าหมด แต่ถ้าเลือกคนหนึ่ง อีกคนก็จะรอด จากนั้นสมบัติถามว่าในสถานการณ์อย่างนี้ ชัยวัฒน์จะมีคำแนะนำเชิงปฏิบัติต่อโซฟีอย่างไร? ชัยวัฒน์ตอบว่าไม่มีคำแนะนำให้โซฟีและไม่เชื่อด้วยว่าจะมีใครให้คำแนะนำ “เชิงปฏิบัติ” แก่เธอได้ ยกเว้นบางทีคนที่เคยตกอยู่ในสถานะเดียวกันกับเธออาจเข้าใจและคิดถึงทางเลือกได้ดีกว่า

จากนั้น ชัยวัฒน์ก็เล่าเรื่องเล่าในค่ายกักกันนาซีอื่นๆบ้าง เช่น เรื่องของสตรีชาวโปแลนด์ที่กำลังจะคลอดในค่ายกักกัน และได้รับการช่วยชีวิตไว้โดยเพื่อนอีกสองคน ทั้งที่สองคนนั้นต่างรู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากทหารนาซีรู้เข้า ชัยวัฒน์ชี้ให้เห็นว่าเป็นไปได้ที่จะไม่ยอมจำนนต่อความชั่วร้ายแม้กระทั่งในค่ายกักกันนาซี และความเป็นไปได้ในการเลือกบนฐานทางศีลธรรมนั้น ดำรงอยู่แม้ในสถานการณ์ที่โหดร้ายเหลือประมาณ

นี้หากมองย้อนกลับไปที่ส่วนท้ายของบทความ Moral Enigma จะพบว่าหลังจากชัยวัฒน์กล่าวถึงสัญญาณแห่งความสิ้นหวังที่มาพร้อมกับการยอมรับการใช้ความรุนแรงทำรัฐประหาร เขาได้กล่าวต่อถึงสัญญาณแห่งความหวังไว้ว่าหลังเหตุการณ์ 19 กันยา นักศึกษาหญิงคนหนึ่งไม่ยอมเข้าเรียน แต่ใช้เวลาขบคิดเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ ในที่สุด เธอก็เขียนจดหมายถึงคณะปฏิรูปการปกครองฯ (คปค.) โดยลงชื่อ-นามสกุลจริง เพื่อขอให้เคารพในสิทธิและเสรีภาพของคนที่คิดเห็นแตกต่างจากคปค.และไม่ใช้ความรุนแรงต่อคนเหล่านี้

นี้คืออีกตัวอย่างหนึ่งของสิ่งที่ชัยวัฒน์เห็นว่าการไม่ยอมจำนนต่อเงื่อนไขเฉพาะบางอย่างที่ทำให้ต้องใช้กำลังในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง แต่คิดหาวิถีทางและรูปแบบต่างๆของการใช้เหตุผลและการสนทนาพูดจาเข้าแก้ไขนั่นเอง นี่คือประเด็นเดียวกับที่ชัยวัฒน์ให้ความสำคัญกับเรื่อง “จินตนาการ” เสมอๆในการคิดหาวิธีใหม่ๆในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง ซึ่งต่อมาก็กลายเป็น 1 ใน 9 องค์ประกอบของแนวคิดสมานฉันท์ และนำไปใช้ประกอบการทำรายงานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าที่สำคัญที่สุดของไทยและเป็นหมุดหมายความก้าวหน้าด้านสันติวิธีของสังคมไทยทั้งในระดับแนวคิดและระดับนโยบายที่สำคัญที่สุดในยุคนี้เลยทีเดียว

end note

[1] ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ (2550), อริสโตเติลกับรัฐประหาร “19 กันยา”, ใน รัฐประหาร 19 กันยา (กรุงเทพฯ : ฟ้าเดียวกัน) [แหล่งที่สอง]. พิจารณา บทวิจารณ์ ของสมศักดิ์ เจียมธีระสกุล

[2] สมบัติ จันทรวงศ์ (2550) บทวิจารณ์ “The moral enigma of a popular coup”, ใน รัฐประหาร 19 กันยา (กรุงเทพฯ : ฟ้าเดียวกัน) หน้า 172-173 [ดู 2 หน้าสุดท้ายของเอกสารที่ดาวน์โหลด] และต่อมากลายมาเป็นข้อสอบวัดคุณสมบัติ (อันแสนยาก) ในวิชาปรัชญาการเมือง ระดับปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ให้วิจารณ์บทความของชัยวัฒน์และบทวิจารณ์ของสมบัติ จากมุมมองของ Carl Schmitt (1888-1985) ในงานเรื่อง The Concept of the Political (first publised 1932)

One Response to ข้อกังขาทางศีลธรรม : ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ vs สมบัติ จันทรวงศ์

  1. Pegasus says:

    หลังจากผ่านเหตุการณ์ 19 กันยายน 49 มาพักหนึ่ง ฝุ่นควันจางลงแล้ว และเริ่มเห็นตัวละครเก่า และใหม่ที่ได้เปิดตัวออกมาแสดงในบทบาทที่ตรงกันข้ามกับจินตนาการของนักปรัชญาการเมืองทั้งสองท่านแล้ว ก็อยากจะเห็นการเขียนบทความภาคต่ออีกสักครั้ง ไม่อยากให้ปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างผ่านไป ผมเชื่อว่าปี 52 ปลายปีนี้ความรุนแรงจะเกิดขึ้นและน่าจะเกิดจากทหารที่อาจารย์ทั้งสองท่านมองเห็นว่าใช้กำลังเป็นสิ่งจำเป็นนั่นเอง สำหรับผม ไม่เคยเชื่อเรื่อง เป้าหมายที่ปราศจากวิธีการที่ถูกต้อง และ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามการลุกขึ้นเพื่อต่อสู้กับเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นโดยบุคคล หรือ คณะบุคคลก็ตาม สมควรเป็นสิทธิเฉพาะตัวสำหรับประชาชนเท่านั้น หาใช่ผู้ใดที่ไหนไม่

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: