summary : อภัยวิถี/การเมืองแห่งการให้อภัย

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ (2543) อภัยวิถี : มิตร ศัตรู และการเมืองแห่งการให้อภัย, กรุงเทพฯ : สถาบันปรีดี พนมยงค์.

[ดู annotation ของบทความนี้]

ปี 2543 ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ขยายแนวคิดสันติวิธีในฐานะเครื่องมือจัดการกับความขัดแย้งและความรุนแรง ไปสู่การจัดการกับเรื่องในอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว สำหรับสังคมการเมืองที่ผ่านอดีตแห่งบาดแผลมาด้วยกัน และไม่ประสงค์จะอยู่ด้วยกันต่อไปอย่างเป็นศัตรูกัน โดยเสนอแนวคิดเรื่อง “การเมืองแห่งการให้อภัย” ในงานเรื่อง “อภัยวิถี : มิตร ศัตรู และการเมืองแห่งการให้อภัย” [1] สำหรับใช้จัดการกับโศกนาฏกรรม ความเจ็บปวด และความทุกข์ทรมานของสังคมจากเหตุการณ์ความรุนแรงชนิดหนักหนาสาหัส

ชัยวัฒน์อ้างงานเรื่อง The Human Condition (1958) ของ Hannah Arendt (1906-75) [ดูข้อมูลจาก Internet Encyclopedia of Philosophy, Standford Encyclopedia of Philosophy] เพื่อทำความเข้าใจเรื่องความทรงจำในฐานะส่วนหนึ่งของเรื่องการเมืองว่า สำหรับ Arendt แล้ว พันธกิจของทฤษฎีการเมือง ไม่ใช่การไตร่ตรองตรวจสอบตามที่เชื่อกันในประเพณีของปรัชญาการเมือง แต่คือการสถาปนากิจกรรม/การกระทำต่างๆให้ “เข้าที่เข้าทาง” เพื่อว่าชีวิตสาธารณะ (public life) หรือชีวิตทางการเมือง (political life) จะได้ทรงความสำคัญอยู่เหนืออื่นใด แต่ในกระบวนการทำให้การกระทำทาการเมือง “เข้าที่เข้าทาง” ในปริมณฑลสาธารณะนี้ มนุษย์จะพบปัญหา 2 ประการ คือ

1) มนุษย์ไม่สามารถยกเลิก/แก้ไขสิ่งที่ตนได้ทำไปแล้วในอดีตได้ หรือเรียกว่า “ปัญหาแห่งการหวนคืนย้อนกลับไม่ได้” (irreversibility)

2) อนาคตของมนุษย์เป็นสิ่งไม่แน่นอนและสับสนไร้ระเบียบ คาดเดาไม่ได้ (unpredictability)

กล่าวอีกนัยหนึ่ง มนุษย์ถูกรัดพันด้วยสายโซ่แห่งอดีตจนแทบหมดอิสระ และไม่สามารถเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ เพราะอนาคตก็ไม่มีความแน่นอน ชัยวัฒน์กล่าวว่าหากติดกับอยู่ระหว่างอดีตที่ย้อนกลับไปไม่ได้และอนาคตที่คาดเดาไม่ได้แล้ว มนุษย์ก็จะสูญเสียความเป็นการเมือง คือ การสถาปนาการกระทำและชีวิตสาธารณะในปัจจุบันไป

Arendt ให้ทางออกสำหรับการเป็นอิสระจากพันธนาการแห่งอดีตไว้ว่าคือการให้อภัย (forgiveness) และทางออกเพื่อเพิ่มพูนความแน่นอนให้กับความไร้ระเบียบอนาคต คือ คำสัญญา (promise) อย่างน้อยเพื่อให้มนุษย์มั่นใจมากขึ้นในการก้าวไปข้างหน้า

ด้วยกรอบเรื่องอดีตกับอนาคตนี้ ชัยวัฒน์เห็นว่าสังคมไทยมั่นใจกับอนาคตมากขึ้นเพราะมีรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นดังคำสัญญา แต่สังคมไทยยังไม่สามารถติดกับการหวนคืนย้อนกลับไม่ได้ อันเป็นผลของวิบากกรรมทางการเมืองอดีต ซึ่งชัยวัฒน์ยกตัวอย่าง 3 เหตุการณ์ใหญ่ในสังคมไทย คือ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519, และเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 นี้หากกล่าวในสมัยปัจจุบันที่มีความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ด้วยแล้ว อย่างน้อยคงต้องรวมเหตุการณ์ 28 เมษายน 2547 และเหตุการณ์ตากใบ 25 ตุลาคม 2547 เข้าไปด้วย

ชัยวัฒน์กล่าวย้ำว่าการให้อภัยจะต้องไม่ถูกพิจารณาในฐานะเป็นเพียงข้อกำหนดทางศีลธรรมเท่านั้น แต่ต้องไปให้ถึงระดับสิ่งจำเป็นทางการเมือง (political necessity) ที่ทำให้สังคมดำรงอยู่ร่วมกันต่อไปได้ แม้การให้อภัยนี้ดูเหมือนจะมีจุดเน้นอยู่ที่เหยื่อแห่งความรุนแรงเป็นสำคัญ แต่จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากขาดซึ่งบทบาทของผู้กระทำความรุนแรงและความเข้าใจของคนในสังคมโดยรวมด้วยเช่นกัน การเมืองแห่งการให้อภัยนี้เกี่ยวพันกับเรื่องสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ, เวลาและความทรงจำ, และความยุติธรรม ดังนี้

ประการแรก ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ชัยวัฒน์เสนอว่า การให้อภัยไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีความหมาย หากผู้ให้อภัย/เหยื่อยังอยู่ในสถานะด้อยอำนาจกว่า ต่อเมื่อปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจให้เสมอกันแล้ว ผู้ให้อภัยหรือผู้ถูกกระทำก็อยู่ในฐานะที่จะเป็นผู้กระทำการ (active actor) ในการ “ให้อภัย” หรือ “ไม่ให้อภัย” ผู้ก่อความรุนแรงต่อตนได้ ซึ่งก็จะยิ่งเป็นการปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจได้อย่างชนิดเข้มข้นถอนรากยิ่งกว่าการแก้แค้นด้วยความรุนแรงอีกด้วย แม้การแก้แค้นจะเป็นการปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจอย่างหนึ่ง แต่วิธีการแก้แค้นและใช้ความรุนแรงนี้ มีปัญหา 2 ประการ คือ (1) ทำให้เหยื่อกลายเป็นสิ่งที่ตัวเหยื่อเองเคยเกลียดชัง (we-become-what-we-hate-syndrome) (2) วงจรแห่งการทำลายและความเป็นศัตรูดำเนินไปไม่รู้จบ แต่การให้อภัยนั้น เป็นการทะลวงกรอบความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบเดิมๆสู่ความสัมพันธ์อย่างใหม่ เกิดการรับรู้และอารมณ์อย่างใหม่ต่อคู่ขัดแย้ง ไม่มองเขาเป็นศัตรูอีกต่อไป

ประการที่สอง เวลาและความทรงจำ เรื่องนี้เกี่ยวพันกับเสรีภาพในการเลือกจดจำและกระทำการบางอย่างของมนุษย์ จุดที่สำคัญมากอย่างหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจกันก่อน คือ การให้อภัยไม่ใช่ “การลืม” ทั้งนี้เพราะเป็นเรื่องยากมากที่จะให้มนุษย์ลืมบาดแผลจากโศกฐานกรรมที่เคยถูกกระทำมา ที่สำคัญ คนที่หลงลืมไปแล้ว ไม่อาจเป็นคนที่ให้อภัยแก่ใครได้เลย มีแต่คนที่จำอดีตได้เท่านั้นจึงจะสามารถให้อภัยได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เงื่อนไขสำคัญสำหรับการให้อภัยอย่างมีความหมายนั้น ไม่ใช่การลืม แต่เป็นความทรงจำต่างหาก เพราะฉะนั้น คำกล่าวที่ว่า “จงให้อภัยและลืมเสีย” (forgive and forget) จึงไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคือ “จำเอาไว้และให้อภัย” (remember and forgive) ต่างหาก

ในการที่จะ “จำเอาไว้และให้อภัย” ได้นั้น เหยื่อต้องไม่ตกอยู่ในกรงขังแห่งความทรงจำอันขมขื่น จะทำเช่นนั้นได้ ชัยวัฒน์เห็นว่าเราต้องทำความเข้าใจแนวคิด “เวลาแห่งตัวตน” (self time) กล่าวคือ เวลาของมนุษย์แต่ละคนไม่ได้เป็นเส้นตรงจากอดีต สู่ปัจจุบัน และสู่อนาคต แต่ชีวิตมนุษย์ผูกพันกับเวลาทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตไปพร้อมๆกัน แม้มนุษย์จะดำรงตนอยู่ในปัจจุบัน แต่สัมพันธ์กับอดีตผ่านความทรงจำ (memory) และคิดถึงอนาคตผ่านความใฝ่ฝัน (aspiration) และคำสัญญา (promise) ชีวิตที่ปรกติหรือการทำให้ชีวิตสู่ภาวะปรกติด้วยการให้อภัยนั้น คือ การปล่อยให้เวลาทั้งอดีตและอนาคตเคลื่อนผ่านตัวตนเพื่อให้ความหมายกับปัจจุบันตามธรรมชาติ โดยไม่กอดแจอยู่กับอดีตอันเต็มไปด้วยบาดแผลหรือจมดิ่งอยู่กับความใฝ่ฝันอันบรรเจิดแห่งอนาคต

การปลดปล่อยตนเองจากพันธนาการแห่งความทรงจำที่เต็มไปด้วยบาดแผล (traumatic memory) คือ การปล่อยให้ความทรงจำในอดีตผ่านเข้ามาในปัจจุบันอย่างอิสระ แต่ไม่ปล่อยให้ความทรงจำนั้นแข็งตัวจนกลายเป็นปราการสกัดมิให้ชีวิตปรกติในปัจจุบันเป็นไปได้ และทำให้เราสูญเสียกระทั่งเวลาในปัจจุบันไปซ้ำอีก เพราะปัจจุบันของเขาจะถูกฉาบด้วยความทรงจำอันเต็มไปด้วยบาดแผล และทำให้การดำเนินชีวิตในปัจจุบันเป็นเพียงการตอกย้ำอดีต (repetition) ดังนั้น การให้อภัยก็จะมิใช่หมายถึงการลืมอดีต แต่เป็นการอยู่กับอดีตอย่างเป็นธรรมชาติ และด้วยพลังแห่งความทรงจำที่อิสระเสรี

ประการที่สาม ความยุติธรรม อริสโตเติล เคยกล่าวไว้ว่าความยุติธรรมมีอย่างน้อย 3 แบบ ได้แก่ 1) ความยุติธรรมแบบแบ่งปันกระจายเสมอกัน (distributive justice) ซึ่งใส่ใจกับความเสมอภาคระหว่างมนุษย์ 2) ความยุติธรรมแบบแก้ไขให้ถูกต้อง (corrective justice) ซึ่งเน้นความสมกันระหว่างอาชญากรรมกับการลงทัณฑ์ และ 3) ความยุติธรรมในการแลกเปลี่ยน (justice in exchange) ซึ่งหมายถึงความสมกันระหว่างสิ่งของที่แลกเปลี่ยนกัน โดยทั่วไปที่มักเข้าใจว่าการแก้แค้นคือความยุติธรรม เพราะคิดบนฐานความยุติธรรมแบบแก้ไขให้ถูกต้อง แต่ปัญหาของความยุติธรรมลักษณะนี้คือเป็นการทำให้วงจรความรุนแรงดำเนินต่อไปไม่สิ้นสุดและได้ความพึงพอใจชั่วครั้งชั่วคราว

ในการคิดเรื่องการเมืองแห่งการให้อภัยนี้ ชัยวัฒน์ได้เสนอความยุติธรรมเพิ่มขึ้นอีกแบบ คือ ความยุติธรรมที่มีผลในทางการเปลี่ยนแปลง (transformative justice) ซึ่งเป็นความยุติธรรมชนิดก่อกำเนิดและดำเนินไปคู่กับการให้อภัย กล่าวคือ เมื่อจัดวางความสัมพันธ์กับบาดแผลในอดีตผ่านความทรงจำอิสระ (ไม่ใช่การลืม) และปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจแล้ว การให้อภัยจะเป็นการเปิดพื้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีขึ้นใหม่ โดยไม่ใช่ในฐานะศัตรู แต่เป็นผู้ให้อภัยและผู้ได้รับการให้อภัย พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ทางสังคมวัฒนธรรม (social-cultural space) ที่มีลักษณะปลายเปิด (open-ended) และมองไปสู่อนาคต (future-oriented) ที่สำคัญคือบนพื้นที่ดังกล่าวนี้ ความยุติธรรมและความเสมอภาคในความสัมพันธ์ระหว่างกันจะมิได้เกิดขึ้นทันทีทันใด แต่จะค่อยๆคลี่คลายออกมาผ่านการปะทะสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย

งานเรื่องการเมืองแห่งการให้อภัยของชัยวัฒน์นี้ก่อให้เกิดการถกเถียงในวงวิชาการอีกมาก ทั้งเห็นเสริมและเห็นแย้ง [2] งานสำคัญชิ้นหนึ่งที่เห็นเสริมและนำมาอธิบายต่อในปี 2547 ท่ามกลางกระแสการเกลียดชังคนมุสลิมที่มีมากขึ้นในสังคมไทยหลังเหตุการณ์ 28 เมษายน ในสามจังหวัดภาคใต้ สุชาติ เศรษฐมาลินี ได้นำมาใช้เป็นแนวทางในการเสนอศักยภาพแห่งการให้อภัยของศาสนาอิสลามในการจัดการความขัดแย้ง เพื่อให้สังคมไทยเข้าใจมุสลิมในด้านที่ไม่รุนแรงให้มากขึ้นอีกด้วย ในบทความเรื่อง “อิสลาม : ความรุนแรง และการเมืองแห่งการอภัยวิถี” [3] อีกด้วย

end note

[1] มีงานภาษาอังกฤษของชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ออกมาก่อนหน้างานชิ้นนี้ด้วย คือ Chaiwat Satha-Anand, “The Politics of Forgiveness: Islamic Teachings and Gandhi’s Thoughts.” Gandhi Memorial Lecture, New Delhi, August 21, 1993 ตีพิมพ์ใน N.Radhakirshanan (ed.) Gandhi & Global Nonviolent Transformation. (New Delhi: Gandhi Smriti-Darshan Samiti, 1994), pp.129-148. นอกจากนี้ ยังมีงานภาษาอังกฤษล่าสุดของผู้เขียนคนเดียวกันนี้ ใน Chaiwat Satha-Anand, “Forgiveness as a Nonviolent Security Policy: An Analysis of Thai Prime Ministerial Order 66/23,” in Social Alternatives. Vol.21 No.2 (Autumn 2002). อ้างจาก ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 1 ฉบับที่ 4 หน้า 117, 133-134.

[2] งานอีกชิ้นที่วิจารณ์งานอภัยวิถีของชัยวัฒน์ คือ ธเนศ วงศ์ยานนาวา, “อภัยวิถี : เทววิทยาทางการเมือง ความทรงจำ และความหลงลืมของประวัติศาสตร์ไทย” ใน รัฐศาสตร์สาร ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 (2543) หน้า 130-183

[3] สุชาติ เศรษฐมาลินี, “อิสลาม : ความรุนแรงและการเมืองแห่งอภัยวิถี” ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 2 ฉบับที่ 3 ก.ค.-ก.ย. 2547.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: