summary : สิทธิการดื้อแพ่งต่อกฎหมาย

สมชาย ปรีชาศิลปกุล (2543) สิทธิการดื้อแพ่งต่อกฎหมาย, กรุงเทพฯ : สถาบันพัฒนาการเมือง

[ดู annotation ของบทความนี้]

งานเขียนทางวิชาการที่เกี่ยวกับ civil disobedience มี 2 ชิ้น ชิ้นแรก คือ งานของสมชาย ปรีชาศิลปกุล (2543) เรื่อง สิทธิการดื้อแพ่งต่อกฎหมาย โดยใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า “civil disobedience” อีกชิ้นหนึ่ง คือ เรื่อง อารยะขัดขืน โดยชัยวัฒน์ สถาอนันท์ (ดู annotation; ดู summary)

งานของสมชายชิ้นนี้ เกิดขึ้นในบรรยากาศการเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจนซึ่งได้ปีนรั้วทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2543 แล้วถูกตำรวจด้านในดันออกมา เกิดการปะทะกันจนบาดเจ็บจำนวนมาก ถึงขนาดต้องเข้าโรงพยาบาลวชิระ 21 คน ต่อมาตำรวจเพิ่มเสริมกำลังกว่าพันนายล้อมสมัชชาคนจนที่ยังอยู่ในทำเนียบไว้ราว 200 คนบนพื้นที่แคบๆเฉอะแฉะท่ามกลางฝนตกโปรยปราย เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดการถกเถียงถึงการใช้ความรุนแรงในการประท้วงและสลายการประท้วงด้วยความรุนแรงในเรื่องความถูกผิดของแต่ละฝ่าย

ถัดมาประมาณหนึ่งเดือนและก่อนหน้าการเปิดเวทีสาธารณะให้สมัชชาคนจนและฝ่ายรัฐบาลมาชี้แจงปัญหาของคนจนเพียงหนึ่งวัน คือ ในวันที่ 16 สิงหาคม 2543 สถาบันพัฒนาการเมือง และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดการสัมมนาเพื่อสถาปนาการเมืองภาคประชาชนเนื่องในโอกาส 55 ปีวันสันติภาพไทย เรื่อง “สิทธิดื้อแพ่งในสังคมไทย” โดยมีสมชาย ปรีชาศิลปกุล เป็นวิทยากรหลัก และ (เข้าใจว่า) งานเขียนชิ้นนี้คือเอกสารประกอบการอภิปรายของสมชายในวันนั้น เพื่อทำความเข้าใจถึงความถูกผิดของเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น รวมทั้งเหตุการณ์การชุมนุมประท้วงต่างๆจำนวนมากในสังคมไทยที่เป็นไปในลักษณะทั้งที่เหลื่อมๆต่อกฎหมายและผิดกฎหมายในช่วงหลายปีนั้น ตลอดจนเหตุการณ์ในระดับโลกคือการชุมนุมประท้วงองค์กรการค้าโลก ที่เมืองซีแอทเตล สหรัฐ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2542 ทั้งนี้เพราะสมชายเห็นว่าการให้ความหมายต่อการกระทำลักษณะนี้สำคัญมาก เพราะเป็นตัวกำหนดท่าทีของฝ่ายต่างๆในสังคม (หน้า 23)

สมชายเริ่มต้นนิยามการดื้อแพ่งต่อกฎหมาย โดยอิงงานเรื่อง Taking Rights Seriously (1978) ของ Ronald Dworkin ว่า “การดื้อแพ่งต่อกฎหมาย หมายถึง การกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยสันติวิธี เป็นการกระทำในเชิงศีลธรรม เป็นการประท้วง หรือคัดค้านคำสั่ง กฎหมายของผู้ปกครองที่อยุติธรรม หรือเป็นการต่อต้านการกระทำของรัฐบาลที่ประชาชนเห็นว่าไม่ถูกต้อง” [1] จากนั้นโดยปูพื้นฐานว่าการดื้อแพ่งต่อกฎหมายวางอยู่บนแนวคิดสำคัญ 2 ประการ

  • ประการแรก คือ เรื่องสิทธิ ซึ่งบางครั้งสิทธิที่ได้รับการรับรองตามกฎหมาย (legal rights) ต้องหลีกทางให้กับสิทธิของมนุษย์ในการกระทำตามความเชื่อหรือมโนธรรมส่วนตัวว่าอะไรเป็นสิ่งที่ถูกต้อและยุติธรรม โดยเฉพาะเมื่อกฎหมายนั้นไม่เป็นธรรม
  • ประการที่สอง การดื้อแพ่งต่อกฎหมายเป็นภาพสะท้อนถึงความล้มเหลวของการเมืองในระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน (representative democracy) เป็นการปฏิเสธการเมืองแบบตัวแทนและสร้างการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยแบบทางตรง (direct democracy) ขึ้น (หน้า 26-28)

สมชายได้แยกแยะให้เห็นว่าการดื้อแพ่งต่อกฎหมายนี้ต่างจากอาชญากรรม (crime) อยู่ 2 ประการ คือ

  • ประการแรก เป็นการกระทำบนพื้นฐานของมโนสำนึกและใช้เหตุผลไตร่ตรงว่ากฎหมายหรือคำสั่งนั้นปราศจากความยุติธรรม ถ้าตนทำก็จะฝ่าฝืนต่อมโนธรรมสำนึกของตน
  • ประการที่สอง มุ่งให้การเกิดปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย/นโยบายของรัฐให้สอดคล้องกับมโนธรรมและความถูกต้อง ดังนั้น การดื้อแพ่งต่อกฎหมายจึงมิได้ “ละเมิด” กฎหมายด้วยความเกรงกลัวในการกระทำผิดของตน แต่เป็นการ “ปฏิเสธ” กฎหมายฉบับนั้น เพื่อมุ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่เหมาะสมและเป็นธรรมมากขึ้น (หน้า 30-31)

นอกจากนี้ สมชายยังได้ชี้ว่าการดื้อแพ่งต่อกฎหมายนั้นแตกต่างจากการละเมิดกฎหมายแบบอื่นๆ เช่น การต่อต้านแบบสงครามกองโจร การก่อวินาศกรรม การกบฏ หรือการยึดอำนาจทางการเมืองด้วยกำลัง เป็นต้น โดยอ้างงานของ Dworkin ชิ้นเดิมและงานของ Peter Singer [2] ว่าการดื้อแพ่งต่อกฎหมายต้องประกอบด้วยลักษณะ 3 ประการ คือ

  1. ต้องเป็นการกระทำในที่สาธารณะ (public act) เพื่อปลุกสำนึกของสังคมให้เห็นความไม่เป็นธรรมของกฎหมายและเจตนารมณ์ในการเปลี่ยนแปลงกฎหมายฉบับนั้น
  2. ต้องเป็นปฏิบัติที่หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง ห้ามต่อต้านโดยใช้กำลังหรือแบบกองโจร แต่ต้องกระทำด้วยเหตุผล สมชายชี้ชัดว่าการใช้ความรุนแรงไม่อาจไปกันได้กับการดื้อแพ่งต่อกฎหมาย เพราะการดื้อแพ่งต่อกฎหมายเป็นเสียงเรียกร้องของมโนธรรมสำนึกและเหตุผลแห่งความถูกต้อง มิใช่การข่มขู่ ข้อนี้เป็นจุดที่ชี้อย่างชัดเจนอีกครั้งว่าการดื้อแพ่งต่อกฎหมายคือสันติวิธีอย่างหนึ่ง
  3. ไม่จำเป็นต้องกระทำต่อกฎหมายที่มุ่งคัดค้านโดยตรง อาจดื้อแพ่งต่อกฎหมายอื่นๆเพื่อแสดงออกถึงการคัดค้านต่อกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง นี้เรียกว่าการดื้อแพ่งต่อกฎหมายโดยอ้อม (indirect civil disobedience) เช่น ประเด็นสำคัญประการหนึ่งของเรื่องการดื้อแพ่งต่อกฎหมาย คือ การฝ่าฝืนกฏหมายบางฉบับ แต่ยังเคารพกฎหมายโดยรวมอยู่

แต่สมชายเห็นว่าบางครั้งการดื้อแพ่งต่อกฎหมายนั้น ให้ผลบั้นปลายไม่เพียงการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงนโยบายบางด้านของรัฐเท่านั้น แต่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวาง เช่น เปลี่ยนรัฐบาลทั้งคณะหรือเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่ปกครองแบบเผด็จการที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนอย่างรุนแรงดังกรณีประเทศเอล ซัลวาดอร์เมื่อปี 1944 นายพลมาเตเนซ์ยึดอำนาจ ปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรง จำกัดสิทธิประชาชนอย่างมาก ยุบเลิกพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ปิดกั้นเสรีภาพของสื่อมวลชน นักศึกษาเรียกร้องให้ประชาชนทุกคนร่วมกันผละงานทั้งโรงพยาบาล ศาล สถานที่ราชการ และงดการเสียภาษี โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานการต่อสู้อย่างสงบและไม่ร่วมมือกับรัฐบาลในทุกวิถีทาง จนในที่สุดเจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรง และนายพลมาเตเนซ์ต้องลาออกและหนีไปต่างประเทศ

อีกกรณีหนึ่ง คือ ประเทศกัวเตมาลาปี 1944 เช่นกัน นายพลจอร์เก อุบิโก ยกเลิกบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการชุมนุมในที่สาธารณะ ไม่อนุญาตให้ก่อตั้งองค์กรพัฒนาเอกชนทุกประเภท มีการเรียกร้องให้รับรองพรรคฝ่ายค้านและปล่อยตัวนักศึกษา รัฐบาลจึงประกาศภาวะฉุกเฉินและจับกุมผู้ประท้วง ชาวกัวเตมาลาจึงผละงานเพื่อต่อต้านรัฐบาล สุดท้ายนายพลอุบิโกจึงต้องลาออกและนำรัฐธรรมนูญและระบบการเลือกตั้งกลับมาใช้ สมชายเห็นว่าหากจำกัดขอบเขตการดื้อแพ่งต่อกฎหมายไว้ที่การเคารพกฎหมายโดยรวม ทั้งสองกรณีนี้ก็ไม่อาจจัดว่าเป็นการดื้อแพ่งต่อกฎหมายได้ และยังอาจหมายถึงการสนับสนุนระบอบการปกครองอยุติธรรมต่อไปอีกด้วย ดังนั้น สมชายจึงสรุปว่า ประเด็นที่ว่าการดื้อแพ่งต่อกฎหมายวางอยู่บนฐานการเคารพกฎหมายโดยรวมนั้น ใช้ได้เฉพาะกับสังคมที่ปกครองอย่างเป็นธรรมและมีระบบรัฐธรรมนูญ แต่ใช้อธิบายสังคมที่ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนอย่างรุนแรงไม่ได้ (หน้า 38-42)

สืบเนื่องจากพื้นฐานการเคารพกฎหมายโดยรวม ทำให้ของบุคคลผู้ทำการดื้อแพ่งต่อกฎหมายต้องได้รับการลงโทษทัณฑ์ตามกฎหมายนั้น สมชายเห็นว่ารัฐไม่ควรลงโทษบุคคลเหล่านี้ด้วยเหตุผล 2 ข้อ ข้อแรก สังคมอาจสูญเสียบุคคลที่มีค่าไป ทั้งที่บุคคลเหล่านี้ไม่ใช่อาชญากร และข้อสอง บุคคลเหล่านี้เคารพต่อกฎหมายอย่างสูง แต่กระทำผิดต่อกฎหมายบางด้านเพราะแรงจูงใจด้านมโนธรรมเป็นหลัก

สมชายอ้างข้อเสนอ John Ralws (1921-2002) ที่ว่าควรมีการกำหนดรูปแบบสำหรับการดื้อแพ่งต่อกฎหมายที่ทำโดยไม่ได้มุ่งทำลายรัฐธรรมนูญ แต่ทำเพื่อแสดงถึงหลักการเคารพระบบกฎหมายทั้งระบบ จากนั้น สมชายได้เสนอประเด็นสำคัญคือเสนอว่าควรรับรองสิทธิการดื้อแพ่งต่อกฎหมายไว้ในกฎหมายด้วย ซึ่งจะทำให้ปัจเจกบุคคลมีทางเลือกในกรณีที่ภาระหน้าที่ตามกฎหมายนั้นขัดกับมโนธรรมส่วนบุคคล (หน้า 44-47) ประเด็นการรับรองสิทธิการดื้อแพ่งนี้ สมชายเห็นว่ายังไม่ปรากฏมีในกฎหมายไทย แม้ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มาตรา 44 ซึ่งกำหนดให้บุคคลมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ให้การรับรองเพียงกรกระทำที่ “เหลื่อมๆ” ต่อกฎหมายอย่างการชุมนุมอย่างสงบและรุกล้ำเข้าไปในที่สาธารณะ แต่การดื้อแพ่งต่อกฎหมายที่เป็นการกระทำซึ่งอาจชัดกับกฎหมายอย่างชัดแจ้งนั้น ยังไม่ได้รับการรับรองไว้ (หน้า 48-52)

สุดท้าย สมชายกล่าวถึงข้อจำกัด 4 ประการของการใช้การดื้อแพ่งต่อกฎหมาย (หน้า 54-57)

  1. คำอธิบายการดื้อแพ่งต่อกฎหมายที่ว่าเป็นเพราะมโนธรรมสำนึกนั้น จำเป็นต้องอ้างอิงกับหลักการเรื่องความชอบธรรม ความยุติธรรม ความเป็นธรรม สิทธิตามธรรมชาติ ซึ่งยังมีความคลุมเคลือว่ามีเนื้อหาคืออะไร และเป็นปมปัญหาสำคัญของสำนักกฎหมายธรรมชาติ (Natural Law School)
  2. ประเด็นปัญหาที่ทำให้ต้องใช้การดื้อแพ่งต่อกฎหมายในปัจจุบันนั้น ไม่ชัดเจนและได้รับการยอมรับง่ายๆดังอดีต เช่น เรื่องเผด็จการกับประชาธิปไตย หรือการเป็นอาณานิคม การเรียกร้องเอกราช การต่อต้านสงคราม เป็นต้น ดังนั้น อาจต้องเผชิญกับการดื้อแพ่งตอบโต้จากกลุ่มอื่นๆด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ใช่รัฐ แต่เป็นภาคประชาชนด้วยกันเอง ซึ่งอาจพอแก้ไขได้ด้วยการใช้เหตุผลโต้แย้งกันในทางสาธารณะเพื่อตรวจสอบน้ำหนักเหตุผลของแต่ละฝ่าย
  3. การใช้สิทธิการดื้อแพ่งต่อกฎหมายไม่ใช่สิ่งที่จะทำกันได้ง่ายๆ โดยเฉพาะหากผู้ใช้เป็นคนยากจนหาเช้ากินค่ำและต้องชุมนุมเรียกร้องยืดเยื้อ เพราะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆที่ต้องสูญเสียไป ทั้งเรื่องการเดินทาง อาหารการกิน ฯลฯ
  4. ขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนต้องประสบกับความยุ่งยากเพราะรัฐย่อมอาศัยความได้เปรียบตามช่องทางกฎหมายซึ่งยังมีผลบังคับใช้อยู่ในขณะนั้น (positive law) จัดการกับบุคคลผู้กระทำความผิด เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เสียเงิน เสียเวลานานกว่าจะสิ้นสุดกระบวนการ ซึ่งต้องเตรียมพร้อมไว้ 2 ข้อ ข้อแรก สร้างเครือข่ายกับองค์กรวิชาชีพด้านกฎหมายเพื่อช่วยสู้คดี และกับสถาบันการศึกษาเพื่อช่วยเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในทางวิชาการต่อปรากฏการณ์การดื้อแพ่งต่อกฎหมาย ข้อที่สอง ตั้งกองทุนเพื่อเป็นทุนหนุนช่วยผู้ถูกดำเนินคดีโดยกฎหมาย

end note

[1] Ronald Dworkin (1978) Taking Rights Seriously (Massachusetts : Harvard University Press) (ดู review) p. 206 อ้างในสมชาย, หน้า 24

[2] Peter Singer (1974) Democracy & Disobedience (New York and London : Oxford University Press) อ้างในสมชาย หน้า 33

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: