summary : แนวคิดสมานฉันท์

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ (2549) “ทำความเข้าใจแนวคิด “สมานฉันท์” ” ใน อาวุธมีชีวิต : แนวคิดเชิงวิพากษ์ว่าด้วยความรุนแรง, พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน

[ดู annotation ของบทความนี้]

งานชิ้นนี้เป็นการพัฒนาต่อยอดขึ้นไปจากงานเรื่อง “อภัยวิถี” (ดู annotation; ดู summary) เพื่อเสนอแนวทางสันติวิธีในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นหลังความรุนแรงอย่างรอบด้านและเป็นระบบมากขึ้น และเกิดขึ้นพร้อมไปกับการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) เพื่อเสนอหนทางแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ ในงานชิ้นนี้ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ได้นำแนวคิดต่างๆที่บุกเบิกไว้ตั้งแต่ปี 2533 (คือเรื่อง ท้าทายทางเลือก (ดู annotation)) เรื่อยมาทั้งเรื่องความรุนแรงเชิงโครงสร้างและเชิงวัฒนธรรม เรื่องชั้นความรุนแรง เรื่องการให้อภัย ฯลฯ รวมกับข้อสรุปที่ได้จากกรณีศึกษาคณะกรรมการสัจจะหรือคณะกรรมการสมานฉันท์ของประเทศต่างๆ แล้วพัฒนาขึ้นเป็นหลักการว่าด้วยแนวคิดสมานฉันท์ขึ้นเพื่อเป็นแนวทางการทำงานและการยื่นข้อเสนอต่างๆของคณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติ 9 ประการ ดังนี้

  1. การเปิดเผย “ความจริง” (truth) ทั้งในฐานะเครื่องมือและเป้าหมายของสังคมสมานฉันท์
  2. ความยุติธรรม (justice) โดยเน้นเรื่องความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (restorative justice) ซึ่งมีความน่าสนใจที่การแยกแยะ “คนผิด” ออกจาก “ความผิด” รวมทั้งการมองให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรม
  3. ความพร้อมรับผิด (accountability) โดยเน้นไปที่ระบบราชการ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการจับกุมผู้ต้องหา
  4. การให้อภัย (forgiveness) เพื่อก้าวให้พ้นจากความเกลียดชังผู้คนที่แตกต่างไปจากตนเอง และที่ท้าทายคือก้าวพ้นความเกลียดชังผู้ที่ทำร้ายคนที่ตนรัก
  5. การเคารพความหลากหลายทางศาสนา วัฒนธรรม ส่งเสริมสานเสวนาระหว่างกัน (dialogue) รวมทั้งให้ความสำคัญต่อขันติธรรม (ต่อมาในรายงานกอส.ใช้คำว่า “ความทนกันได้”) ในฐานะคุณค่าทางการเมือง
  6. ถือเอาสันติวิธี (nonviolence) เป็นทางเลือกเผชิญความขัดแย้ง โดยชี้ให้เห็นถึงภัยของการใช้ความรุนแรง
  7. การเปิดพื้นที่ให้ความทรงจำ (memory) ที่เจ็บปวด โดยใช้ให้พื้นที่ต่อประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติไทย ให้ผู้คนตระหนักรู้ว่าประวัติศาสตร์ไม่ใช่บันทึก “ความจริง” แต่เป็น “ความจริงทางการเมือง” ที่ถูกเลือกสรรโดยระบบความรู้ที่หนุนโดยฝ่ายครองอำนาจ
  8. มุ่งแก้ปัญหาในอนาคตด้วยจินตนาการ (imagination) เพื่อให้สังคมไทยมีจินตนาการใหม่ๆทางการเมืองที่สามารถสร้างให้เกิดสังคมการเมืองที่ยั่งยืน เช่น เรื่อง “คนสองสัญชาติ” ไม่ใช่ภัยต่อความมั่นคง แต่เป็นแรงงานคุณภาพที่นำเงินเข้าประเทศ เป็นต้น
  9. การยอมรับความเสี่ยง (risk-taking) ทางสังคมเพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน (trust) ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง

ที่น่าสนใจอีกประการ ในงานชิ้นนี้ คือ ชัยวัฒน์สรุปลักษณะของกระบวนการสมานฉันท์ในสังคมอาหรับ-มุสลิม 6 ประการมาเพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับกรณีมลายู-มุสลิมในสังคมไทยด้วยเช่นกัน ได้แก่

  1. เน้นที่ความเห็นพ้องในระดับชุมชน ไม่ใช่ทางเลือกของปัจเจก
  2. คนที่เข้ามาอำนวยการเป็น “คนใน” ที่เกี่ยวข้องกับคู่กรณีและเป็นที่ยอมรับของชุมชน
  3. ผู้นำชุมชนเป็นผู้ให้ความชอบธรรมกับข้อตกลง คำขอโทษ การชดเชย การให้อภัยและการสมานฉันท์ ให้ครอบครัวและชุมชนมีส่วนร่วมหาข้อยุติ ไม่ได้อาศัยระบบกฎหมายเป็นหลัก
  4. อาศัยความเข้าใจจากหลักศาสนาอิสลามและเรื่องเล่าที่รู้กันทั่วไปเป็นฐานสำคัญ
  5. ให้ความสำคัญกับเรื่องว่าชีวิตที่ผูกโยงกันด้วยประวัติศาสตร์ของพวกตน เป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับอนาคตร่วม
  6. เป้าหมายของการหาข้อยุติ คือ ฟื้นฟูความปรองดอง ศักดิ์ศรี และชื่อเสียงของผู้เกี่ยวข้อง ไม่แยกบุคคลออกจากตัวปัญหา

อย่างไรก็ตาม ชัยวัฒน์กำกับแนวคิดสมานฉันท์ว่าจะสำเร็จได้ต้องมีเงื่อนไขอยู่ 4 ประการ ได้แก่

  1. ความรุนแรงหรือภัยคุกคามต้องยุติลงแล้ว ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถทำงานหยั่งรากลึกได้
  2. ต้องเกิดการยอมรับความจริงและมีการชดเชยให้เหยื่อ ถ้าไม่ยอมรับความจริง เหยื่อก็ให้อภัยไม่ได้
  3. ต้องอาศัยพลังสายสัมพันธ์ที่เข้มแข็งเชื่อมร้อยผู้คนเข้าด้วยกัน
  4. ต้องแก้ปัญหาความไม่เสมอภาคเชิงโครงสร้างและตอบสนองความต้องการทางวัตถุด้วย

เงื่อนไขทั้งสี่นี้ชี้ให้เห็นความแตกต่างของกรณีการทำงานสมานฉันท์ในเมืองไทย 4 ประการ ได้แก่

  1. ระบุตัวผู้ก่อความรุนแรงไม่ได้ เพราะความรุนแรงต่างๆในพื้นที่มาจากหลายสาเหตุแและหลายฝ่าย
  2. ยังไม่เกิดการยอมรับ “ความจริง” ขึ้นในสังคมไทย
  3. “พลังเชื่อมร้อย” ผู้คนที่แตกต่างกันกำลังถูกกร่อนให้เสื่อมโทรมลง
  4. ความรุนแรงยังไม่ยุติ ภาวะที่เป็นเงื่อนไขการทำงานสมานฉันท์ในกรณีสามจังหวัดภาคใต้ของไทยทำให้การทำงานของกอส.ยิ่งลำบากมากขึ้นไปอีก เพราะต้องเสนอทั้งมาตรการเฉพาะหน้า พร้อมไปกับแก้ปัญหาระดับโครงสร้างอย่างกระบวนการยุติธรรม และระดับวัฒนธรรมโดยให้การศึกษาแก่สังคมโดยรวมให้เห็นความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นพลังของสังคมอีกด้วย

ชัยวัฒน์สรุปกระบวนการสร้างสมานฉันท์ในสังคมไทย ซึ่งแตกต่างจากคณะกรรมการ “สัจจะ” ของที่อื่นๆ ได้อย่างเฉียบคมว่า “เป็นยิ่งกว่าการแก้ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่กำลังปรากฏ เพราะเป็นการพยายามใช้แนวทางสันติวิธีสร้างชุมชนการเมืองที่พึงประสงค์ เข้มแข็ง มั่นคง ชนิดที่ทุกคนมีศักดิ์ศรีและอยู่ร่วมกันด้วยน้ำมิตรไมตรี”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: