summary : รายงานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาาติ

คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (2549) เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์, กรุงเทพฯ : คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ. (รายงาน กอส.)

[ดู annotation ของรายงานนี้]
[ดูรายงานฉบับเต็ม ฉบับภาษาไทย/ฉบับภาษาอังกฤษ]

รายงาน กอส.

งานชิ้นนี้เป็นงานสำคัญที่สุดเกี่ยวกับสันติวิธีในระดับนโยบายนั้น [1] และเป็นหมุดหมายความก้าวหน้าของสันติวิธีในสังคมไทยมากที่สุด งานนี้เป็นรายงานของคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์ (กอส.)หรือเรียกสั้นๆว่า “รายงาน กอส.” ที่ตั้งขึ้นมาหลังเหตุการณ์ตากใบเมื่อ 25 ตุลาคม 2547 เพื่อประมวลความคิดและเสนอแนะวิธีการแก้ปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ กล่าวได้ว่างานชิ้นนี้ได้ประมวลทั้งแนวคิดเกี่ยวกับความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรงที่ค่อยๆพัฒนาคลี่คลายเรื่อยมาให้สังคมไทย เพื่อนำมาใช้กับสถานการณ์จริงอีกครั้ง

สาระสำคัญของงานชิ้นนี้ คือ การวิเคราะห์ความรุนแรง แบบวินิจฉัยโรค (diagnosis) โดยใช้แนวคิด “ชั้นความรุนแรง” เพื่อวิเคราะห์แยกแยะปัจจัยของความรุนแรงทั้งในระดับบุคคล ระดับโครงสร้าง และระดับวัฒนธรรม (โดยกอส.เน้นวิเคราะห์ปัจจัยชั้นโครงสร้างและชั้นวัฒนธรรมเป็นสำคัญ) และการพยากรณ์โรค (prognosis) และเสนอมาตรการแก้ไข โดยแบ่งตามระดับชั้นความรุนแรงเช่นกัน จึงอาจกล่าวได้ว่ามีทั้งการเสนอสันติวิธีในระดับบุคคล (direct nonviolence) สันติวิธีระดับโครงสร้าง (structural nonviolence) และสันติวิธีระดับวัฒนธรรม (cultural nonviolence)

ในแง่การวิเคราะห์ปัจจัยระดับโครงสร้างอันเป็น “ที่มา” ของความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้นั้น กอส.เสนอว่ามีอยู่ด้วยกัน 5 ประการ ได้แก่ (1) การบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดปัจจัยหนึ่งทีเดียว เนื่องจากไม่สามารถทำให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น (2) เศรษฐกิจท้องถิ่น (3) การศึกษา (4) ประชากร และ (5) ภูมิศาสตร์ชายแดน

ส่วนปัจจัยชั้นวัฒนธรรมนั้น กอส.เสนอว่ามีอยู่ 2 ประการ (1) ภาษา-ศาสนา (2) ประวัติศาสตร์

ส่วนข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาความรุนแรงนั้น ในแง่สันติวิธีทางตรง กอส.เสนอมาตรการสมานฉันท์เฉพาะหน้า 3 ประการ คือ (1) จัดตั้งหน่วยสันติเสนา (2) การสานเสวนากับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ (3) เจ้าหน้าที่รัฐต้องเข้าใจลักษณะพิเศษของพื้นที่

กล่าวเฉพาะมาตรการข้อแรกที่ให้มีสันติเสนาหรือกองกำลังไม่ติดอาวุธ (peace army) นั้น นับว่าเป็นข้อเสนอที่ก้าวหน้าและท้าทายยิ่ง โดยรายงานชิ้นนี้ระบุว่าให้ถือเป็นนวัตกรรมทางการจัดการความขัดแย้ง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นประเภทใดย่อมเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้อง “พร้อมรับความเสี่ยง” ซึ่งเป็นองค์ประกอบ 1 ใน 9 ข้อของแนวคิดสมานฉันท์ มีรายละเอียดบางประการที่น่าสนใจของมาตรการนี้ เช่น

  • ให้มีพลเรือนที่ชำนาญการด้านสันติวิธีและอนุศาสนาจารย์ทั้งที่เป็นพุทธและมุสลิมประจำอยู่ในกลุ่มเพื่อช่วยหาทางเปลี่ยนแปลงความขัดแย้งโดยภูมิปัญญาศาสนาและท้องถิ่นด้วย;
  • ให้ป้องกันมิให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นแล้ว ลุกลามกลายเป็นความรุนแรง โดยที่การเป็นกองกำลังพิเศษที่ไม่ใช้อาวุธนั้น แสดงชัดถึงเจตจำนงของกองทัพที่จะคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนด้วยความกล้าหาญ และไว้วางใจในตัวประชาชนนั่นเอง;
  • นอกจากนี้ ในกรณีที่สถานการณ์มีแนวโน้มจะเกิดความรุนแรง ก็ยังให้มี “กฎการปะทะด้วยสันติ” อีกด้วย

แนวคิดสันติเสนานี้เป็นประเด็นหนึ่งที่ก่อให้เกิดข้อถกเถียงในสาธารณะอย่างมาก และน่าสนใจยิ่งที่จะศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้เพิ่มเติม เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือของสันติวิธีสำหรับจัดการปัญหาช่วงก่อนความรุนแรงจะเกิด ที่สามารถใช้ได้ในสถานการณ์จริง เสริมเพิ่มขึ้นจากอารยะขัดขืน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ได้รับการพัฒนาขึ้นและ “ติดตลาด” ไปแล้ว [ดูแนวคิด Shanti Sena ของ Gandhi]

ส่วนในแง่สันติวิธีระดับโครงสร้าง กอส.เสนอมาตรการแก้ปัญหาคาวมรุนแรงที่โครงสร้าง 7 ประการ ได้แก่

  1. ออกกฎหมายให้ชุมชนมีสิทธิจัดการทรัพยากรธรรมชาติบนฐานความเชื่อทางศาสนา
  2. แก้ปัญหาการว่างงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้
  3. สร้างประสิทธิภาพของการดำเนินกระบวนการยุติธรรม ด้วยความจริง-หลักนิติธรรม-ความพร้อมรับผิด และเสริมความเข้มแข็งของสังคมด้วยการให้สาธารณชนเข้ามีส่วนร่วมรักษาความยุติธรรม
  4. ปรับปรุงระบบกฎหมายอิสลามในบริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้
  5. แก้ไขพรบ.การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540
  6. คงสภาพความหลากหลายในระบบการศึกษา เพิ่มประสิทธิภาพ การศึกษาสามัญ และให้ความสำคัญกับนักเรียนไทยในต่างประเทศ
  7. เสริมสร้างให้สันติวิธีเป็นแนวทางหลักในนโยบายแก้ไขปัญหาความรุนแรงจังหวัดชายแดนภาคใต้

ในแง่สันติวิธีระดับวัฒนธรรม กอส.เสนอมาตรการ 5 ข้อ ได้แก่

  1. ส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมในขอบเขตทั่วประเทศ
  2. ส่งเสริมให้สันติวิธีเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยในการเผชิญกับความขัดแย้งทั้งประเทศ ทั้งนี้เพราะเป็นที่ประจักษ์กันทั่วไปโดยเฉพาะในกรณีความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ที่มี “ความห่างทางวัฒนธรรม” อยู่ไม่น้อยว่า จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีได้ ถ้าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยังคงเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงจัดการกับปัญหาให้หมดไปอย่างรวดเร็ว
  3. ประกาศให้ภาษามลายูปัตตานีเป็นภาษาทำงาน (working language) เพิ่มเติมอีกภาษาหนึ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้เพราะชาวบ้านในพื้นที่รู้ภาษาไทยอยู่น้อย ซึ่งทำให้มีอุปสรรคในการติดต่อกับราชการ จนอาจทำให้ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมขึ้น ข้อนี้นับเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้เกิดข้อถกเถียงในสาธารณะอย่างยิ่ง เพราะความสับสนไปเข้าใจว่าภาษาทำงาน (working language) นั้นเป็นสิ่งเดียวกับภาษาราชการ (official language) อันที่จริงแล้ว ตัวอย่างของข้อเสนอให้เพิ่มภาษาทำงาน เช่น การมีเอกสารหรือป้ายสถานที่ต่างๆที่เป็น 2 ภาษาทั้งไทยและมลายู เป็นต้น ซึ่งพิจารณาดูแล้ว ไม่น่าจะต่างกับการมีป้ายที่มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งกลายเป็นภาษาทำงานที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในสังคมไทยไปแล้วโดยปริยาย
  4. จัดให้มีสานเสวนาเพื่อความสมานฉันท์
  5. สร้างภูมิคุ้มกันทางวัฒนธรรม ต่อต้านความรุนแรง มาตรการข้อนี้มีความน่าสนใจประการหนึ่ง คือ เสนอเรื่องการเพิ่มความทนกันได้หรือ “ขันติธรรม” ให้มีมากขึ้น เพื่อให้เป็นภูมิคุ้มกันของสังคมไม่หลงไปติดกับดักของความรุนแรง โดยเฉพาะในประเด็นการให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิของเสียงส่วนน้อย [2] แนวคิด “ขันติธรรม” (tolerance) นี้ นับว่าเป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจยิ่งที่รายงานชิ้นนี้เปิดประเด็นขึ้น แต่ยังมีการศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้อยู่ไม่มากเช่นกัน [3]

นอกจากนี้ กอส.ยังเสนอมาตรการการเมืองสมานฉันท์ โดยให้การพรบ.สัติสมานฉันท์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (หรือเรียกว่า “พรบ.ดับไฟใต้”) สมทบอีกชั้นหนึ่งด้วย ทั้งนี้โดยให้มีการตั้งองค์กรรับผิดชอบอีก 3 องค์กร ได้แก่ (1) ศูนย์อำนวยการยุทธศาสตร์สันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศยส.) (2) สภาพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (3) กองทุนสนับสนุนการเยียวยาและสมานฉันท์ [4]

จากเนื้อหาที่ครอบคลุมประเด็นต่างๆอย่างกว้างขวาง จึงกล่าวได้ว่ารายงานกอส.ชิ้นนี้เป็นการประมวลแนวคิดสันติวิธีในสังคมไทยที่ได้พัฒนามาตั้งแต่ก่อนปี 2535 ไว้แทบทั้งหมด ทั้งยังได้เปิดประเด็นเกี่ยวกับหัวข้อที่สันติวิธีน่าจะบุกเบิกต่อไปอีกหลายหัวข้อ แม้ว่ามาตรการสันติวิธีต่างๆที่เสนอในรายงานชิ้นนี้จะยังไม่เป็นที่เข้าใจกันในสาธารณะมากนัก ทำให้ยังไม่มีการนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงปฏิบัติมากนัก แต่กล่าวได้อย่างชัดเจนยิ่งว่ารายงานชิ้นนี้จึงเป็นหมุดหมายหลักไมล์ชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งในรอบสิบห้าปีที่ผ่านมานี้ของสังคมไทยเลยทีเดียว

end note

[1] อันที่จริง ยังมีงานเกี่ยวกับสันติวิธีที่ฝ่ายนโยบายความมั่งคงพยายามจัดทำขึ้นเป็นเอกสารด้วยเช่นกัน คือ สันติวิถี : ยุทธศาสตร์ชาติเพื่อความมั่นคง (กรุงเทพฯ: สถาบันยุทธศาสตร์ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล, พิมพ์ครั้งที่ 3 มีนาคม 2544) โดยผู้จัดทำอธิบายว่าทำขึ้นเพื่อเป็นเอกสารเผยแพร่แนวความคิดสันติวิธีในทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เห็นพัฒนาการและสามารถศึกษาทำความเข้าใจกันสนแนวทางที่ถูกต้องชัดเจนตรงกัน แม้เนื้อหาในเอกสารชิ้นนี้มีลักษณะเป็นรวมงานความคิดกระจัดกระจาย แต่ก็ถือเป็นความพยายามประการหนึ่งของภาครัฐในเรื่องนโยบายสันติวิธี

[2] ประเด็นนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นอีกหัวข้อหนึ่งของสันติวิธีที่น่าศึกษาเพื่อลดปัญหาวัฒนธรรมอำนาจนิยมได้ ดู เกษียร เตชะพีระ, “วัฒนธรรรมการเมืองอำนาจนิยมแบบเป็นปฏิปักษ์กับการปฏิรูปภายใต้ระบอบทักษิณ” (ดู annotation; ดู summary) และ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ “ประชาธิปไตยอำนาจนิยม : ผลของการใช้ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไทย” (ดู annotation; ดู summary)

[3] มีงานวิจัยเชิงสำรวจเกี่ยวกับ “ขันติธรรม” อยู่เพียงชิ้นเดียว คือ ฉันทนา บรรพศิริโชติ และคณะ, การสำรวจขันติธรรมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้, เอกสารอัดสำเนา. รายงานนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ และโครงการวิจัยบูรณาการ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 20 มีนาคม 2549. งานอีกชิ้น คือ unpublished article ของ ชาญชัย ชัยสุขโกศล เรื่อง “‘ขันติธรรม’ กับเหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ของไทย” (PDF)

[4] พิจารณาการวิพากษ์วิจารณ์รายงานฉบับนี้จากหลากหลายมุมมองและประเด็นได้ใน คณะทำงานสื่อสารสังคม (กอส.) วิพากษ์รายงานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ, (กรุงเทพฯ : สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, 2549) โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับการสื่อสารสาธารณะ. และฟ้าเดียวกัน ปีที่ 4 ฉบับที่ 2 (2549) หรือที่ “รวมบทวิพากษ์ กอส.” รวบรวมโดยสถาบันอิศรา

Advertisements

One comment

  1. Howdy! This post could not be written any better!
    Reading through this post reminds me of my old room mate!
    He always kept talking about this. I will forward this post to him.

    Fairly certain he will have a good read. Thanks
    for sharing!

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s