คลุกวงในวิทยาศาสตร์ : ปริทัศน์หนังสือ

Ziauddin Sardar and Borin Van Loon, Introducing Science, Icon book, 2002 แปลโดย ชาญชัย ชัยสุขโกศล และปกรณ์ เลิศเสถียชัย (ดูเล่มแปลไทย)

หมายเหตุ : ตีพิมพ์ใน ชาญชัย ชัยสุขโกศล และปกรณ์เลิศเสถียรชัย, “คลุกวงในวิทยาศาสตร์ : ปริทัศน์หนังสือ” [ดูฉบับ PDF] ใน ปาจารยสาร ฉบับกันยายน – ตุลาคม 2550 หน้า 84-85

หนังสือ เล่มนี้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของวงการวิทยาศาสตร์ในระดับโลก โดยเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามสำคัญว่า วิทยาศาสตร์มีความเป็นภววิสัยหรือไม่? กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ วิทยาศาสตร์นั้น เป็นการค้นหาความรู้โดยไม่ขึ้นกับตัวผู้ค้นหาหรือไม่? นี้เป็นคำถามที่สังคมถามด้วยเช่นกัน เนื่องจากว่า สังคมเริ่มลดความเชื่อถือต่อวิทยาศาสตร์ดังสะท้อนได้จากวรรณกรรมส่วนหนึ่ง ที่ให้ภาพนักวิทยาศาสตร์เป็นตัวร้าย ในขณะเดียวกันผู้คนก็เริ่มตระหนักถึงผลกระทบด้านลบของวิทยาศาสตร์ เช่น อาวุธชีวภาพหรืออาวุธเคมี

สิ่งที่หนังสือเล่มนี้แสดงให้เห็นเป็น อันดับแรกคือ บทบาทของนักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งที่ทำการวิจัยที่เสี่ยงต่อจริยธรรม เช่น ในอดีตที่นักวิทยาศาสตร์ทำการวิจัยการเลือกเผ่าพันธุ์มนุษย์ ในปัจจุบันวิทยาศาสตร์ในประเทศต่างๆถูกวิพากษ์ว่าตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ บรรษัทต่างๆมากขึ้นจนคำนึงถึงกำไรมากกว่าความรู้ หรือถูกวิพากษ์ว่าใส่ใจกับความรู้ที่ให้ประโยชน์กับผู้ชายหรือคนขาวเป็น สำคัญ หนังสือเล่มนี้บอกโดยนัยว่าวิทยาศาสตร์กับคุณค่าในสังคมเป็นเรื่องที่ไม่อาจ จะแยกขาดจากกันได้

ตั้งแต่ทศวรรษ 60 เป็นต้นมา สังคมตะวันตกให้ความสำคัญต่อความตื่นตัวของสาธารณะที่มีต่อวิทยาศาสตร์ ตลอดจนความตระหนักต่อมิติเชิงคุณค่าที่มีอยู่ในวิทยาศาสตร์ และเริ่มมีการตั้งสาขาวิชาใหม่ที่ชื่อว่า “วิทยาศาสตร์ศึกษา” (science studies) โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อเชื่อมโยงวัฒนธรรมทางความคิดที่ต่างกันระหว่าง สังคมกับวิทยาศาสตร์เข้าหากัน เช่น ให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจบทบาทของตนเองในสังคมมากขึ้น ให้เกิดความตระหนักว่าในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก็มีมิติทางสังคมอยู่ด้วย เป็นต้น ทั้งนี้ วิทยาศาสตร์ศึกษา เป็นเพียงคำใหญ่ที่รวมวิชาย่อยๆที่เกี่ยวข้องไว้ด้วยกันเท่านั้น ที่ปรากฏอยู่ยังมีประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์ สังคมวิทยาของวิทยาศาสตร์ ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ในระยะหลัง เริ่มมีข้อกังวลว่าตัว “วิทยาศาสตร์ศึกษา” เอง ก็จะกลายเป็นสาขาวิชาที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ยากและแยกห่างออกจากสังคมไม่ต่าง อะไรกับข้อวิจารณ์ที่มีต่อวิทยาศาสตร์

หน้าที่ประการหนึ่งของ “วิทยาศาสตร์ศึกษา” คือแสดงให้เห็นวิทยาศาสตร์อย่างที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่เป็นตำนานประวัติศาสตร์ที่ประกอบด้วยลำดับของนักวิทยาศาสตร์ผู้คนพบ ความรู้อันยิ่งใหญ่ แต่ให้ภาพท่านเหล่านั้นอย่างเป็นคนจริงๆในสังคมมากขึ้น และให้เห็นด้วยว่าแม้แต่ท่านผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นก็มีด้านมืดด้วย นักปรัชญาผู้หนึ่งที่ทำให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ตำนานคือ โทมัส คูห์น (Thomas Kuhn) เขาวิเคราะห์ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของวิทยาศาสตร์ว่าไม่ได้เกิดจากผลกระทบ ของผู้ยิ่งใหญ่ในวงการแค่ไม่กี่คน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านวิธีคิดของทั้งวงการไปพร้อมกัน หรือเรียกว่า “กระบวนทัศน์” ในการเปลี่ยนแปลงนี้วิทยาศาสตร์ก็จะอยู่ในช่วงปกติเป็นระยะเวลายาว กล่าวคือ สามารถเรียนรู้แก้ไขปัญหาได้ตามปกติ แล้วก็จะเข้าสู่ยุคปฏิวัติ เมื่อวิทยาศาสตร์พบวิกฤตโดยการไม่สามารถแก้ไขปัญหาสำคัญๆได้

วิทยา ศาสตร์ยังเป็นที่สนใจศึกษาของนักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาด้วย นักสังคมวิทยาเชื่อว่านักวิทยาศาสตร์ซึมซับอิทธิพลจากบริบทของสังคมในขณะที่ ทำงานไปด้วย ดังนั้นความรู้จากวิทยาศาสตร์จึงไม่ใช่การค้นพบความจริงแบบภววิสัยล้วนๆ แต่ว่าสังคมได้มีส่วนร่วมสร้างด้วย นักมานุษยวิทยานั้นศึกษาการทำงานของนักวิทยาศาสตร์ราวกับว่าพวกเขาเป็นชน เผ่าหนึ่งในห้องทดลอง

นักสตรีนิยมก็สนใจพิจารณาวิทยาศาสตร์ด้วยเช่น กัน นักสตรีนิยมพิจารณาวิทยาศาสตร์ในแง่มุมที่เป็นองค์กรที่มีลำเอียงต่อผู้ชาย โดยมักจ้างงานผู้ชายมากกว่าหรือมีนักศึกษาชายมากกว่า ในอีกแง่มุมหนึ่ง สตรีนิยมก็พิจารณาว่าองค์ความรู้ของวิทยาศาสตร์นั้นมีความเป็นชายมากกว่า ความเป็นหญิง กล่าวคือวิพากษ์ว่าวิทยาศาสตร์ให้ความสำคัญกับเหตุผลมากกว่าอารมณ์ความ รู้สึก ไม่ให้ความสำคัญกับคนชายขอบ และวิทยาศาสตร์ควรมีความรับผิดชอบพร้อมกับเหตุผลด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการวิพากษ์จากวิทยาศาสตร์แนวหลังอาณานิคม (Post-colonial Science Criticism) 3 แนวทาง ได้แก่

  1. แนววิทยาศาสตร์กับจักรวรรดิ (Science and Empire) เชื่อมโยงระหว่างลัทธิล่าอาณานิคม (รวมทั้งลัทธิล่าอาณานิคมแบบใหม่) กับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์
  2. แนวฟื้นฟูประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์แบบที่ไม่ใช่ตะวันตกใหม่ (Non-Western Science) จากแหล่งอารยธรรมอื่นๆ เช่น อิสลาม จีน อินเดีย
  3. แนวศาสตร์พื้นเมือง (Indigenous Science)

การเปรียบเทียบวิทยาศาสตร์ ในตะวันตกและวิทยาศาสตร์ในสังคมอื่นที่ถูกละเลย เริ่มทำให้เกิดการถกเถียงในประเด็นว่าด้วยสมมติฐานของวิทยาศาสตร์ (แบบตะวันตก) ต่างๆ เช่น ทัศนะต่อธรรมชาติ, ทัศนะต่อเวลาว่าเป็นเส้นตรง, ตรรกะแบบสองทาง (either/or logic), นิยามของประสิทธิภาพ, ความแตกต่างทางพันธุกรรม, ความเป็นกลางและการปลอดค่านิยม เป็นต้น

ญาณวิทยา สังคม (Social Epistemology) เป็นอีกหนึ่งสำนักคิดที่เกิดขึ้นในทศวรรษ 80 เพื่อร่วมตั้งคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับธรรมชาติของความรู้ ทั้งในเชิงปทัสถานและเชิงประจักษ์ และจัดโครงการการสื่อสารวิทยาศาสตร์ (Science Communication) พยายามทำให้เกิดสนทนาร่วมกันระหว่างนักวิทยาศาสตร์กับ “นักวิทยาศาสตร์ศึกษา” แต่ค่อนข้างกลายเป็น “การประชาสัมพันธ์วิทยาศาสตร์” มากกว่าจะเป็นการสื่อสารวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ มีความพยายามทำนองนี้ในหมู่นักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งสนใจเรื่องความเข้าใจของสาธารณะต่อวิทยาศาสตร์ (Public Understanding of Science) ช่วงทศวรรษ 90

กระแสการวิพากษ์วิจารณ์วิทยาศาสตร์จาก ฝ่ายต่างๆ ทั้งนักสังคมวิทยาว่าด้วยวิทยาศาสตร์ นักญาณวิทยาสังคม นักวิจารณ์แนวหลังอาณานิคม นักสตรีนิยม ก่อให้เกิดเป็นสงครามวิทยาศาสตร์ (Science War) ช่วงปี 1995 เมื่อฝ่ายนักวิทยาศาสตร์ลุกขึ้นมาปกป้องวิทยาศาสตร์

ความเปลี่ยน แปลงอย่างมากมายของวิทยาศาสตร์ จากปัจจัยสำคัญคือ แหล่งทุน ที่เปลี่ยนจากรัฐ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในยุคสงครามเย็น มาเป็นทุนจากบริษัทเอกชนและอุตสาหกรรมในยุคหลังสงครามเย็น ซึ่งก่อให้เกิดแนวโน้มเปลี่ยนจากโจทย์เดิมแบบของรัฐบาล เช่น การสำรวจอวกาศ พลังงานนิวเคลียร์ อุตสาหกรรมการทหาร เป็นต้น กลายเป็นโจทย์จากแรงกระตุ้นของผลกำไร เช่น สิทธิบัตรความรู้เกี่ยวกับต้นนีมที่เป็นความรู้พื้นเมืองของอินเดีย รวมทั้งความรู้พื้นเมืองอื่นๆของประเทศโลกที่สาม อย่างละตินอเมริกา ก็ถูกฉกฉวยเอาไปด้วยระบบสิทธิบัตรเช่นกัน

ระดับการเปลี่ยนแปลงอัน มหาศาลเหล่านี้ ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “การผลิตความรู้ในโหมดที่ 2” (Mode 2 Knowledge Production, ดูคำอธิบายใน wiki) ซึ่งงานผลิตความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่ถูกผูกขาดโดยสถาบันเดิมๆอีกต่อไป แต่กระจายไปอยู่ในศูนย์วิจัยอิสระ ห้องแล็บของอุตสาหกรรม หน่วยให้คำปรึกษาต่างๆ ที่เชื่อมโยงกันทางอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไม่เป็นทางการ ผ่านเครือข่ายการสื่อสาร ทำให้หัวข้อความรู้ถูกแตกแยกย่อยเฉพาะด้านขยับขยายพัฒนาขึ้นอย่างมากมาย ในขณะสถานะของนักวิทยาศาสตร์แต่เดิมที่มั่นคงถาวรอยู่กับองค์กรหนึ่งๆ ก็กลายเป็นนักวิจัยแบบสัญญาจ้างเป็นรายโครงการไป เป็นผลให้เกิดสภาวะความไม่แน่นอน (uncertainty) ขึ้นทั้งต่อสถานะความรู้วิทยาศาสตร์แบบเดิมที่ไม่สามารถให้คำตอบได้ชัดเจน แน่นอนดังเดิม สภาวะปัญหาสาธารณะใหม่ๆ เช่น ภาวะโรคร้อน โรควัวบ้า เป็นต้น ทำให้วิทยาศาสตร์แบบ “ในห้องแล็บ” ต้องเข้าไปข้องเกี่ยวกับเวทีนโยบายและข้องและกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มี ความแตกต่างหลากหลายของระบบ “คุณค่า” ที่แต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายยึดถือ จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

เครื่องไม้เครื่องมือของวิทยาศาสตร์คือการ วิจัยทดลองเชิงสถิติ ดูจะไม่เพียงพอต่อการตอบสนองต่อหลายๆปัญหา เช่น ปัญหามลพิษ เป็นต้น เพราะหลายครั้งข้อมูลเตือนภัยล่วงหน้าถูกปัดตกไปในฐานะที่ “ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ” บนฐานคิดของวิทยาศาสตร์ที่ต้องการเป็นแบบปลอดอคติค่านิยมต่างๆ (value-free) ดังนั้น ประเด็น “ความไม่แน่นอน” (uncertainty) ดังกล่าว จึงนำมาสู่เรื่อง “ความไม่รู้” (ignorance) ของวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยและความเสี่ยงรูปแบบใหม่ๆที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี ใหม่ๆอย่างการดัดแปลงพันธุกรรม

สภาวะทั้งหมดนี้ ถูกเรียกขานโดยต่อยอดจากศัพท์ของโทมัส คูห์น ว่าวิทยาศาสตร์กำลังเข้าสู่ “หลังยุคปกติ” (post-normal science) ซึ่งข้อเท็จจริงกลายเป็นสิ่งไม่แน่นอน คุณค่าเกิดการขัดแย้งกัน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากผลของวิทยาศาสตร์มีจำนวนมากขึ้นอย่างมหาศาล ในขณะที่การตัดสินใจก็เป็นเรื่องเร่งด่วน แต่ความสลับซับซ้อนกลับเป็นเรื่องปกติ ที่สำคัญ ความเสี่ยงที่มนุษย์สร้างขึ้นกำลังกลายเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ และความปลอดภัยของโลกและของมนุษยชาติเริ่มถูกคุกคามอย่างหนัก สภาวะดังกล่าวนี้ จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบ 5 ประการ คือ

  1. การสนทนาสองทาง (dialogue) บนฐานของการยอมรับความไม่แน่นอนและความไม่รู้ของวิทยาศาสตร
  2. การประกันความน่าเชื่อถือของความรู้ในใช้การ peer review ในหมู่ผู้เชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องขยายกลายเป็น “ชุมชนเพื่อนผู้วิจารณ์ขนาดขยายใหญ่” (extended peer community) ที่รวมบุคคลหลายๆฝ่ายเข้ามาช่วยกันประเมิน
  3. ต้องใช้ “ข้อเท็จจริงแบบขยาย” (เช่น ทัศนะหรือประสบการณ์อันเป็นอัตวิสัยของผู้คนในท้องถิ่น เป็นต้น) มาพิจารณาประกอบ แทนที่จะเป็น “ข้อเท็จจริงแบบแข็งๆ” แบบเดิม
  4. ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเข้าถึง “สัจธรรม” ของวิทยาศาสตร์อีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่อง “คุณภาพ” ของวิทยาศาสตร์ ในความหมายที่ถูกนิยามใหม่ให้กว้างขึ้นโดยมีมิติสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง
  5. การยึดมั่นในวิทยาศาสตร์แบบปลอดอคติ จำเป็นต้องเปลี่ยนไปสู่การยึดมั่นในคุณค่านานาประการของผู้มีส่วนได้ส่วน เสีย

ปฏิบัติการจริงของสิ่งที่เรียกว่า “วิทยาศาสตร์หลังยุคปกติ” ดำเนินการใน 3 ประเด็นใหญ่ๆ ได้แก

  1. เรื่องหลักปลอดภัยไว้ก่อน (precautionary principle) โดยเฉพาะในเรื่องความเสี่ยงเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ซึ่งเกิดขึ้นในการประชุมเกี่ยวกับอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภาวะอากาศ เมื่อ 1992
  2. เครือข่ายการวิจัยชุมชน (community research network) ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างพลเมืองกับนักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐ ในการวิจัยและดูแลสุขภาพและมลพิษสิ่งแวดล้อมของชุมชนตนเอง
  3. ร้านค้าวิทยาศาสตร์ (science shop) เริ่มต้นในเนเธอร์แลนด์ เพื่อสนับสนุนการวิจัยแบบมีส่วนร่วมที่เป็นอิสระและตอบสนองปัญหาที่ประชา สังคมประสบ ให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายและมีความตื่นตัวต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เมื่อ พิจารณาความเปลี่ยนแปลงของวิทยาศาสตร์ที่ค่อยๆคลี่คลายเข้ามาสู่อาณาบริเวณ ของสังคมและสาธารณะมากขึ้นเรื่อยๆดังกล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่าในที่สุดแล้ว ภาวะ “ความไม่แน่นอน” และ “ความไม่รู้” ของวิทยาศาสตร์ในสภาพการณ์ความเสี่ยงใหม่ๆของสังคมปัจจุบัน ทำให้วิทยาศาสตร์จะต้องมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น กล่าวคือวิทยาศาสตร์จะต้องไม่ใช่เป็นเพียงของนักวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่จะต้องกลายเป็นของ “พวกเรา” ทุกคนที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการกำกับคุณภาพและตัดสินใจเกี่ยวกับทิศทางของ วิทยาศาสตร์ เพื่อทำให้วิทยาศาสตร์สามารถมีความหมายต่อมนุษย์ได้อย่างสมศักดิ์ศรีอีกครั้งหนึ่ง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: