summary : สู่สันติวัฒนธรรมแห่งเอเซีย

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ (2539), “สู่สันติวัฒนธรรมแห่งเอเซีย” ใน สันติฤษฎี\วิถีวัฒนธรรม, กรุงเทพฯ : โกมลคีมทอง [1]

[ดู annotation ของบทความนี้]

การใช้ภูมิปัญญาจากศาสนธรรมมาเป็นฐานคิดสำหรับสันติวิธีนั้น ชัยวัฒน์ได้เริ่มบุกเบิกไว้ตั้งแต่ปี 2538 แล้ว ในบทความ “สู่สันติวัฒนธรรมแห่งเอเซีย” โดยทดลองค้นหาส่วนเสี้ยวของสันติวัฒนธรรมที่ปรากฏอยู่ในศาสนาหรือลัทธิสำคัญของเอเชีย 5 แหล่ง ได้แก่ พุทธ เต๋า อิสลาม ขงจื๊อ และฮินดู เพื่อทดลองตอบปัญหาสำคัญๆของโลกขณะนั้นใน 5 ระดับเช่นกัน ได้แก่ ปัญหาระดับปัจเจก ระดับระหว่างบุคคล ระดับรัฐ/โครงสร้าง ระดับนานาชาติ และระดับมนุษย์กับธรรมชาติหรือก็คือระดับนิเวศนั่นเอง

ในระดับปัจเจกชนนั้น ประเทศต่างๆในเอเชียกำลังอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงไปสู่ความทันสมัยอย่างรวดเร็ว เกิดปัญหาต่างๆมากมายทั้งการทำลายสิ่งแวดล้อม ปัญหาการไร้บ้าน และที่สำคัญกว่านั้น คือ ปัญหาการถูกตัดขาดจากรากเดิมในท้องถิ่นเกิดเป็นความรู้สึกไร้ราก ซึ่งเป็น “อาการของโรคความจำเสื่อมหรือความหลงลืมที่คนสมัยใหม่เป็นกันมาก” ทำให้ผู้คนรู้สึกแปลกแยกกับตัวเองมากขึ้น

ชัยวัฒน์ชี้ว่าภูมิปัญญาจากพุทธธรรมสอนว่าลำน้ำแห่งตัณหาและอวิชชา อันได้แก่ ความมักง่าย ความโลภ-โกรธ-หลง และความเห็นแก่ตัว ที่ถูกผลักให้ไหลเชี่ยวกรากมากยิ่งขึ้นด้วยกระแสบริโภคนิยมที่ตามติดมากับกระบวนการทำให้ทันสมัย และเป็นที่มาของความรู้สึกแปลกแยกนั้น จะสามารถหยุดยั้งได้ด้วยเขื่อนแห่งสติและประตูน้ำแห่งปัญญา ซึ่งจะนำพามนุษย์กลับมาสู่ภาวะความสงบและสันติทั้งภายในและภายนอกได้อีกครั้ง ฐานคิดนี้ ขบวนการสรรโวทัยในศรีลังกานำมาใช้ในการสนับสนุนสวัสดิการและการพึ่งตนเองของประชาชนจนเป็นที่แพร่หลายไปกว่า 1,200 หมู่บ้านทั่วศรีลังกา

ส่วนในระดับระหว่างบุคคลนั้น มักเกิดปัญหาการ “จำแนกเผ่าพันธุ์เทียม” ทำให้เกิด “เรา” มอง “เขา/คนอื่น” ในฐานะเป็นสิ่งที่ต่ำกว่ามนุษย์ ซึ่งเท่ากับเป็นการสร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงต่อคนอื่นที่แตกต่างออกไปจากเราได้ ไม่ว่าจะเป็นความต่างทางเพศ ชนชั้น ศาสนา เชื้อชาติ สัญชาติ ฯลฯ

ชัยวัฒน์นำสันติวัฒนธรรมเพื่อแก้ปัญหาในระดับนี้มาจากบทที่ 2 ของคัมภีร์เต๋าเต๋อจิง ซึ่งกล่าวถึงการไม่แบ่งแยก “ตัวเรา” กับ “คนอื่น” ว่า “ระหว่างใช่และไม่ใช่ มีความแตกต่างกันสักเพียงไหน ระหว่างดีกับชั่ว มีระยะห่างจากันสักเพียงไร” ทั้งยังชี้ว่าไม่เพียงไม่แตกต่างกันแล้ว การดำรงอยู่ของทั้งสองสิ่งนั้นยังขึ้นอยู่กับการมีอยู่ของกันและกันอีกด้วย ดังบทที่ 2 ในเต๋าเต๋อจิงกล่าวว่า “ดังนั้น บางสิ่งและความว่างเปล่าจึงสร้างกันและกัน ความยากกับความง่ายส่งเสริมกันและกัน ความสั้นและความยาวชดเชยกันและกัน ความสูงและความเตี้ยโน้มเอียงเข้าหากัน ก่อนและหลังติดตามกันมา” ดังนั้น “คนดี” จึงเป็นครูของ “คนชั่ว” ในขณะเดียวกัน “คนชั่ว” ก็ทำให้ “คนดี” มีคุณค่าขึ้นมาได้ เพราะการกระทำของ “คนดี” นั่นเอง ดังนั้น อัตลักษณ์ที่แข็งตัวจึงสลายไปได้ด้วยสันติวัฒนธรรมระหว่างบุคคลซึ่งมีส่วนเสี้ยวอยู่ในวัฒนธรรมแห่งเต๋านี่เอง

ในระดับรัฐ/โครงสร้างนั้น มักเต็มไปด้วยความรุนแรงทั้งทางตรง เช่น การใช้ความรุนแรงโดยรัฐต่อประชาชนที่มีมากขึ้น มีการทรมาน ความโหดร้ายต่างๆ รวมทั้งการกำจัดและการฆาตกรรมอันเนื่องมาจากสาเหตุทางการเมืองมากมาย เป็นต้น ส่วนความรุนแรงเชิงโครงสร้างนั้น ก็ปรากฏให้เห็นชัดเจนในประเทศแถบเอเชียใต้ซึ่งอยู่ในสภาพยากจน ขาดแคลนน้ำสะอาดสำหรับบริโภค ประชากร 90% อยู่ในสภาพไม่ถูกสุขอนามัย มีอัตราการตายของทารกในระดับที่สูง ปัญหาเหล่านี้ล้วนมีที่มาจากองค์กรทางสังคมและความไม่เสมอภาคทางโอกาส

ชัยวัฒน์ชี้ว่าหลักการพื้นฐานในภูมิปัญญาอิสลาม 2 ประการ คือ Tawhid หรือเอกภาพ และการไม่ยอมรับความอยุติธรรม สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการสร้างสันติวัฒนธรรมเพื่อแก้ปัญหาในระดับนี้ได้ คำสาบานตนของมุสลิมที่ว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใด เว้นแต่พระผู้เป็นเจ้าและมูฮัมหมัด เป็นผู้นำสาสน์ของพระองค์” นั้นเท่ากับเป็นการขบถต่อการจัดลำดับชั้นและโซ่ตรวนที่สร้างขึ้นขังมนุษยชาติทีเดียว เพราะเป็นการบอกว่าจะยอมตนเฉพาะแด่พระผู้เป็นเจ้าพระผงค์เดียวเท่านั้น ซึ่งเท่ากับเป็นการประกาศจุดจบของการครอบงำมนุษย์ด้วยน้ำมือของมนุษย์เอง ในคัมภีร์อัลกุรอานนั้น กล่าวถึงการต่อสู้กับโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมเพื่อผู้ถูกกดขี่ไว้ว่า “แล้วทำไมเจ้าจึงไม่ต่อสู้เพื่อพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าและผู้ซึ่งอ่อนแอและถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม…” นี้ทำให้ชาวมุสลิมทั้งหลายไม่อาจนิ่งเฉยได้เมื่อเห็นการปฏิบัติที่อยุติธรรมนั่นเอง หลักการนี้ ได้ถูกนำมาใช้โดย Abdul Ghaffar Khan ผู้ได้รับสมญาว่า “คานธีชายแดน” ซึ่งก่อตั้ง Khudai Khidmatgar (ข้ารับใช้ของพระองค์อัลเลาะห์) เพื่อปฏิรูปสังคมการเมืองและเศรษฐกิจโดยไม่ใช้ความรุนแรงและใช้โครงการสร้างสรรค์แบบคานธีในชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือของอนุทวีป [2]

ในระดับนานาชาตินั้น สงครามกลางเมืองในประเทศแถบเอเชียมักมีต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมเสมอ ทั้งสงครามกลางเมืองในอัฟกานิสถานซึ่งปากีสถานและสหรัฐเข้าแทรกแซง หรือความรุนแรงระหว่างชาวสิงหลและชาวทมิฬในศรีลังกาก็เกิดจากบทบาทของอินเดียอยู่ไม่น้อย รวมทั้งกรณีบทบาทของไทยและเวียดนามในวิกฤตกัมพูชาอีกด้วย ทั้งยังมีปัญหาความไม่เป็นธรรมในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระหว่างประเทศศูนย์กลางกับประเทศชายขอบอีกด้วย เช่น กรณีบริษัทค้าไม้ของไทยเริ่มขยายเข้าสู่พม่า และทำให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตของชาวนาพม่า เป็นต้น

ชัยวัฒน์ชี้ว่าคุณธรรมเรื่องเหริน (jen) ในภูมิปัญญาลัทธิขงจื๊อ ซึ่งหมายถึงผลรวมของคุณค่าต่างๆทั้งความรัก ความดี ความเมตตากรุณา ความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ และความมีจิตใจดีนั้น สามารถนำมาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาความขัดแย้งและสงครามระดับระหว่างประเทศดังกล่าวนี้ เพราะผู้นำที่มีเหรินจะแสวงหา “ความมีใจกว้าง” โดยไม่ถูกจำกัดด้วยพรมแดนของประเทศ อีกทั้งคนที่มีเหรินนั้นก็จะรู้ว่า “ทั่วสี่ท้องทะเล ทุกคนคือพี่น้องกัน”

สุดท้ายคือในระดับมนุษย์กับระบบนิเวศ นั้น ได้เกิดปัญหาความรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมอย่างขนานใหญ่เนื่องมาจากผลของนโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศแบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในลักษณะบุกทำลายและขายให้ลงทุนในทรัพยากรธรรมชาติ การตัดไม้ การปลูกป่าเศรษฐกิจ ฯลฯ จนทำให้เกิดสองสภาวะคู่กันคือด้านหนึ่งทรัพยากรธรรมชาติขาดแคลนมากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้านหนึ่ง มลภาวะด้านต่างๆก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน ทั้งหมดนี้ ล้วนเกิดจากวัฒนธรรมที่มนุษย์ขาดการเคารพต่อธรรมชาตินั่นเอง

ปัญหานี้ ชัยวัฒน์ทดลองนำภูมิปัญญาฮินดู ซึ่งให้ความสำคัญกับธรรมชาติโดยถือว่ามีชีวิตอยู่ในทุกสิ่งและทุกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะมีพระศิวะ เทพและเทพีองค์ต่างๆประทับอยู่ ฤาษีโยคีทั้งหลายก็ล้วนอยู่ท่ามกลางต้นไม้ ภูเขา แม่น้ำ นก และสัตว์ป่า ในคัมภีร์พระเวทก็มีเพลงสวดสรรเสริญความยิ่งใหญ่ของเทพแห่งป่า เทพแห่งดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และแม่น้ำคงคา ดังนั้น ภูมิปัญญาจากศาสนาฮินดูจึงเอื้อต่อหนทางสันติในการแก้ปํหยาการทำลายระบบนิเวศ ดังปรากฏเป็นตัวอย่างรูปธรรมคือขบวนการ chipko ในปี 1974 ซึ่งปกป้องป่าโดยการโอบกอดต้นไม้ไว้ เป็นนัยว่าถ้าพนักงานตัดไม้ที่ได้รับอนุญาตจากทางการจะตัดต้นไม้ให้ได้ ก็ตัดร่างกายของพวกเธอไปพร้อมกับต้นไม้ด้วยเลย นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการใช้สันติวัฒนธรรมจากภูมิปัญญาศาสนาฮินดูมากระทำการแทรกแซงโดยไร้ความรุนแรงนั่นเอง

ชัยวัฒน์ทิ้งท้ายโดยวิพากษ์ข้อเสนอทั้ง 5 ประการของตนเองว่าเป็นเพียงบททดลอง เพราะเป็นไปได้อย่างแน่นอนที่วัฒนธรรมที่ต่างกันเหล่านี้อาจมีส่วนเสี้ยวที่ขัดแย้งกันเอง รวมทั้งในแต่ละวัฒนธรรมเองก็ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันหรือหยุดนิ่ง มีความหลากหลายและความเป็นพลวัตอยู่ในวัฒนธรรมเหล่านี้อย่างแน่นอน และวัฒนธรรมในบางส่วนเสี้ยวหรือบางขณะนั้น ก็ย่อมปรากฏมีความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมอยู่ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ชัยวัฒน์ก็ยังเห็นว่าจำเป็นต้องมีการค้นหาสันติวัฒนธรรมที่มีรากมาจากวัฒนธรรมของแต่ละถิ่นที่ แล้วเลือกบางส่วนเสี้ยวของวัฒนธรรมที่เป็นส่วนสันติขึ้นมาเพื่อทำลายความชอบธรรมของส่วนเสี้ยวอื่นๆที่เป็นความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมลง ทั้งนี้เพื่อเสนอทางเลือกสำหรับโลกที่ดีและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่สันติภาพได้นั่นเอง

end note

[1] เคยตีพิมพ์ในภาษาอังกฤษ คือ “Towards a Peace Culture in Asia,” in Peace and Conflict Issue After the Cold War (Paris : UNESCO Studies on Peace and Conflict, 1992) และเคยนำเสนอในงานสัมมนาวิชาการ “สิ้นสงคราม สู่สันติ” (โครงการร่วมในโครงการธรรมยาตราเพื่อสันติภาพและชีวิต” ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 4 พฤษภาคม 2538. และตีพิมพ์ครั้งแรกในสู่ศานติเสรี : 50 ปี สันติภาพไทย 16 สิงหาคม 2488-2538. สันติสุข โสภณศิริ (บ.ก.) คณะกรรมการงานวันสันติภาพไทย (กรุงเทพฯ : คณะกรรมการงานสันติภาพไทย, 2538)

[2] เรื่องราวเกี่ยวกับ Abdul Ghaffar Khan นั้น ต่อมา ชัยวัฒน์ได้นำมาเป็นบทปาฐกถาเรื่อง “ต้านอธรรมและความตาย : ประสบการณ์นักรบสันติวิธีมุสลิม” (ดู annotation; ดู summary)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: