note : สันติวิธี วิถีอารยะ

พระไพศาล วิสาโล (2549) สันติวิธี วิถีอารยะ, กรุงเทพฯ: โกมลคีมทอง

[ดู annotation ของบทความนี้]

หมายเหตุ : ข้างล่างนี้มิใช่ summary หนังสือเล่มนี้ทั้งหมด เนื่องจากไม่มีเวลาเพียงพอ ผมจึงหยิบมาเฉพาะประเด็นที่คิดว่าน่าสนใจ แต่ยังมีอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจและไม่มีโอกาสได้หยิบมาใส่ไว้ ณ ที่นี้

ฐานคิดสันติวิธีที่มาจากแหล่งพุทธธรรมนั้น ปรากฏชัดเจนในงานชิ้นนี้ของพระไพศาล วิสาโล ซึ่งเป็นรวมบทความที่เขียนในช่วงปี 2547-2549 อันเป็นช่วงเวลาที่ความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ครั้งใหม่ระเบิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

สาระสำคัญเชิงหลักการของงานชิ้นนี้ คือ การกล่าวถึงพื้นฐานทั่วไปเมื่อคนถูกรังแก จะมีวิธีกระทำโต้ตอบได้ 3 ทาง ทางแรก คือ การยอมจำนน ทางที่สอง คือ การใช้ความรุนแรงตอบโต้ วิธีแรกนั้นเป็นเพราะมีกำลังด้อยกว่าจึงต้องจำยอม ไม่สามารถทำอะไรได้ ส่วนวิธีที่สองนั้น เป็นเพราะมีกำลังมากกว่าจึงตอบโต้ด้วยความรุนแรง แต่ทั้งสองวิธีล้วนมาจากความอ่อนแอของจิตใจที่ไม่สามารถต้านทานอิทธิพลด้านมืด อย่างความโกรธเกลียดเคียดแค้นหรือโลภของจิตใจตนเองได้ ในขณะที่ทางที่สาม คือ การใช้สันติวิธี ซึ่งเป็นผลมาจากความเข้มแข็งทางจิตใจ

พระไพศาลชี้ว่าสันติวิธีนี้อาศัยพลังใน 2 ทาง คือ พลังทางการเมืองกับพลังทางใจ

ในแง่พลังทางการเมืองนั้น มาจากพื้นฐานความเข้าใจที่ว่าอำนาจมีได้ด้วยการยินยอมเชื่อฟัง (consent) พลังทางการเมืองทำงานใน 3 ด้าน คือ

  1. กระทำต่อฝ่ายตรงข้ามผู้มีอำนาจ กล่าวคือ หากประชาชนผู้ใช้สันติวิธีทำการเพิกถอนการยินยอมนี้เสีย ทั้งด้วยวิธีการแข็งขืนแบบอารยะหรือการไม่ให้ความร่วมมือ ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะมีอำนาจมากเพียงใด ก็ไม่อาจดำรงคงมั่นอยู่ได้อีกต่อไป
  2. สันติวิธียังอาจกระตุ้นให้ฝ่ายที่สามเพิกถอนความร่วมมือกับผู้ใช้อำนาจด้วยก็ได้ เพื่อเป็นการลดทอนความชอบธรรมของฝ่ายตรงข้ามมากยิ่งขึ้น
  3. สันติวิธียังมีพลังให้ช่วยเพิ่มพูนอำนาจให้แก่ฝ่ายที่ใช้สันติวิธีมากขึ้นอีกด้วย

นี้อาจพิจารณาได้จากหลักการที่ว่าในกรณีที่ต่อสู้กันในป่าลึกหรือสมรภูมิแล้ว พละกำลังจะเป็นตัวชี้ขาดชัยชนะ แต่หากเป็นในเวทีกลางแจ้งหรือบนท้องถนนที่มีผู้คนจับจ้องอยู่มากมายแล้ว สันติวิธีซึ่งไม่ใช้พละกำลังกลับเป็นจุดแข็งขึ้นมา เพราะทันทีที่มีการใช้ปืนหรือมีดหรือกำลังความรุนแรงเข้าทำร้ายฝ่ายที่มีแค่มือเปล่า ฝ่ายที่กระทำนั้นก็จะสูญเสียความชอบธรรมลงไปทันที ในขณะที่ฝ่ายที่ใช้สันติวิธีก็จะได้รับความชอบธรรมมากขึ้นเช่นกัน

พลังทางการเมืองของสันติวิธีนั้น ทำงานกับผู้คนทั้งสามฝ่ายในลักษณะนี้นั่นเอง ทฤษฎีเรื่องอำนาจได้มาจากการยินยอมของคนส่วนใหญ่ (consent theory of power) นั้น กล่าวได้ว่าเป็นทฤษฎีที่กลับหัวกลับหางทฤษฎีอำนาจในรัฐศาสตร์กระแสหลักที่เห็นว่าอำนาจ “อยู่ที่” ชนชั้นปกครองหรือกลุ่มผู้นำเลยทีเดียว และเป็นทฤษฎีที่นักคิดของไทยหลายๆคนทั้งพระไพศาล วิสาโล, ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, สมชาย ปรีชาศิลปกุล ฯลฯ ใช้เป็นฐานในการพัฒนาสันติวิธีกันมานาน ซึ่งทั้งหมดเข้าใจว่าล้วนมีแหล่งที่มาเดียวกันคืองานไตรภาคของ Gene Sharp เรื่อง The Politic of Nonviolent Action [1]

พลังทางการเมืองของสันติวิธีนั้น กล่าวได้ว่าเป็นพลังในนัยลบ กล่าวคือเป็นการปฏิเสธการใช้ความรุนแรง ส่วนในแง่พลังทางใจนั้น เกิดจากพลังในนัยบวกของผู้ใช้สันติวิธี คือ ไม่เพียงไม่มุ่งร้าย แต่ยังตั้งมั่นในความรักและความปรารถนาดี มีเมตตาธรรมและขันติธรรมต่อคู่กรณี ทั้งยังยึดมั่นในสัจจะและความดีงามอีกด้วย มองเห็นคู่กรณีว่าเป็นเพื่อนมนุษย์ที่มีรอยยิ้มและน้ำตาเหมือนเรา พร้อมที่จะเปิดใจรับฟังเขา กล้าหาญพอที่จะยอมรับความทุกข์ทรมานเพื่อยืนหยัดในสัจจะของตนให้อีกฝ่ายรับรู้

ประเด็นสำคัญของพลังทางใจนี้ คือ การใช้ไมตรีนั้นสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ยั่งยืนกว่า เพราะวิธีที่ดีที่สุดในการกำจัดฝ่ายตรงข้าม คือ เปลี่ยนให้ศัตรูกลายเป็นมิตรนั่นเอง ข้อสำคัญอีกประการของสันติวิธีในแง่พลังทางใจ คือ ในขณะที่การใช้ความรุนแรงมีแต่จะทำให้เป็นการลดทอนหัวจิตหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ของทุกฝ่าย การใช้สันติวิธีนั้น กลับเป็นการเสริมสร้างจิตใจของทั้งตนเองและฝ่ายตรงข้ามให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ พลังทางใจนั้น ยังรวมไปถึงการขอโทษและการให้อภัยอีกด้วย พระไพศาลอธิบายว่าการกล้าที่จะกล่าวคำว่า “ขอโทษ” นั้น ไม่ใช่การแสดงออกซึ่งความอ่อนแอของผู้พูด แต่กลับเป็นการแสดงความเข้มแข็งในจิตใจ เพราะกล้าที่จะรับผิดและขืนอัตตาความหยิ่งทะนงของตนเองได้ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การ “เสียหน้า” แต่เป็นการ “เสียความอหังการ” ไป ในขณะเดียวกันก็ได้ความเป็นมนุษย์และความรู้สึกผิดชอบชั่วดีกลับคืนมา

นอกจากนี้ พระไพศาลยังชี้ให้เห็นถึงมายาคติเกี่ยวกับสันติวิธีประการหนึ่ง คือ คนทั่วไปมักแย้งว่าไม่สามารถใช้สันติวิธีได้ เพราะฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ใช้สันติวิธีตอบ แต่ใช้ความรุนแรงจนทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายไป พระไพศาลอธิบายว่า การต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมด้วยสันติวิธีนั้น เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีสูญเสีย เพราะแม้อยู่เฉยๆหรือยอมจำนนหรือกระทั่งใช้ความรุนแรงตอบโต้ก็ยังมีความสูญเสียอยู่เช่นกัน แต่ข้อได้เปรียบของสันติวิธีคือ แม้มีความสูญเสีย แต่ความสูญเสียนั้นไม่เคยสูญเปล่า แต่จะก่อให้เกิดพลังทางการเมืองจนได้ชัยชนะในที่สุดได้ เพราะผู้ใช้ความรุนแรงมีแต่จะสูญเสียความชอบธรรมลงเรื่อยๆ ในขณะที่ผู้ใช้สันติวิธีมีแต่จะได้รับความชอบธรรมและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือเรื่องวิธีการกับเป้าหมาย แม้จะไม่ได้ใช้คำทั้งสองนี้ แต่พระไพศาลก็ชี้ให้เห็นว่าการแก้ไขความขัดแย้งนั้น จำเป็นต้องมีสติและละเลิกการยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) ในความคิดของตนเองอย่างยิ่ง เพราะหลายครั้งผู้ที่ยึดมั่นในพุทธศาสนากลับกระทำในสิ่งที่ขัดกับหลักการพุทธศาสนา เรื่องปาณาติบาตหรือการปฏิเสธการฆ่าในทุกกรณี ดังกรณีชาวพุทธในญี่ปุ่นสนับสนุนให้รัฐบาลทำ “สงครามอันเปี่ยมด้วยเมตตา” ในครั้งรุกรานเข้าไปในจีนและเกาหลี เมื่อปี 2474-2488 โดยถือว่าการใช้จับอาวุธไปออกรบเป็น “การกระทำเยี่ยงพระโพธิสัตว์เพื่อรักษาดวงวิญญาณนับล้านๆทั่วทั้งประเทศจีนและเกาหลีให้พ้นจากกรงเล็บแห่งความตาย” ทั้งนี้เพราะเชื่อว่าทั้งสองประเทศนั้นล้วนล้าหลังในทางพุทธศาสนา ในขณะที่เชื่อว่าชาวญี่ปุ่นเป็น “ชาวพุทธที่ก้าวหน้าที่สุดในเอเชีย”

กล่าวได้ว่างาน สันติวิธี วิถีอารยะ นี้ แม้จะอ้างอิงจากหลักการของศาสนธรรม แต่ก็ไม่ได้กระทำอย่างยึดมั่นถือมั่นในหลักธรรมถือเป็นคัมภีร์ แต่พยายามประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งยังไม่ยึดมั่นสันติวิธีในฐานะทางศีลธรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังชี้ให้เห็นการทำงานของศาสนธรรมควบคู่ไปกับมิติทางการเมืองของสันติวิธีอีกด้วย

end note

[1] ได้รับการแปลเป็นพากย์ไทยตั้งแต่ปี 2529 โดย ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, และคมสัน หุตะแพทย์ (แปล) ไพศาล วงศ์วรวิสิทธิ์ (บ.ก.แปล) (2529), อำนาจและยุทธวิธีไร้ความรุนแรง, กรุงเทพฯ: โครงการหนังสือศาสนาและสันติวิธี มูลนิธิโกมลคีมทอง. งานชิ้นนี้กลายเป็นหนังสือคลาสสิกด้านสันติวิธีชิ้นหนึ่งของไทยเช่นกัน. (download PDF)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: