เค้าโครง “การเล่าเรื่อง” การเมืองไทยในสมัยปัจจุบัน

สังคมการเมืองไทยขณะนี้กำลังอยู่ในภาวะอะไรกันแน่?

ถ้าให้คุณอธิบายหรือ เล่าเรื่อง ความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้ให้ใครซักคนหนึ่งฟัง คุณจะ เล่า เรื่องนี้ในลักษณะอย่างไร? ที่สำคัญ คือ พล็อตหรือเค้าโครงการเล่าเรื่องที่ใช้นั้น คุณคิดว่ามันจะพาเราและสังคมการเมืองไทยไปทางไหน? ไปได้ไกลแค่ไหน?

…หรือไม่ได้ไปไหนเลย

โดยปกติ ผมเห็นว่าแนวการอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆทางการเมืองแบบวิเคราะห์เชิง เกมส์อำนาจ ของผู้นำ หรือการชิงไหวชิงพริบแต่ละฝ่าย พร้อมด้วยผู้หนุนหลัง และตัวละครอื่นๆอีกมากมาย นั้น มีประโยชน์ในหลายสถาน เพราะแม้จะดูเป็นด้านมืดสักหน่อย แต่มันเป็นตัวขับเคลื่อนการเมืองในโลกจริง

แต่ขณะนี้ ดูเหมือนว่าเราจะเอ่อท้นไปด้วยแนวการวิเคราะห์เช่นนี้มากเกินไป จนไม่สามารถมองเห็นโลกในด้านอื่นๆได้มากนัก ทั้งที่ความเป็นจริงทางสังคมการเมือง มักมีด้านอื่นๆอีกมากมายมหาศาลเสมอๆ

พูดอีกอย่าง คือ เรากำลังตั้งโจทย์อะไรต่อความขัดแย้งในการเมืองไทยปัจจุับัน คำถามแบบไหนที่เราตั้งขึ้น คำถามเหล่านี้พาเราไปสู่คำตอบแบบไหน คำตอบนั้นดูดีมีอนาคตสดใสเพียงใด หรือมีแต่พาให้เราหดหู่ เศร้าหมอง รู้สึกไม่สามารถทำอะไรได้มากมายนัก

ที่สำคัญ คือ เราสามารถตั้งโจทย์แบบอื่นๆต่อการเมืองไทยปัจจุบันได้หรือไม่? มีแนวการเล่าเรื่องแบบอื่นๆอีกได้หรือไม่? ที่ทำให้เราสามารถเห็นโลก (การเมืองไทย) ได้รุ่มรวยกว่าที่เป็นอยู่ อีกทั้งยังชวนให้เราสามารถทำอะไรกับสถานการณ์ได้บ้าง

ผมเห็นว่าหลายปีมานี้ การเมืองไทยถูกขับดันไปจนสุดขอบความรู้เท่าที่เราพอจะมีกันอยู่ และสังคมไทยก็ได้ใช้ปัญญาในการกำกับ ยับยั้ง และหาทางออกให้กับการเมืองไทยอย่างเต็มที่ แต่ดูเหมือนเรายังคงคว้าไม่เจอ โจทย์ ที่ดูจะมี พลังในการอธิบาย ได้อย่างน่าพึงพอใจมากนัก

ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ัรัฐศาสตร์ที่ออกมาอธิบายว่าปัจจุบันเรากำลังเผชิญกับ ปัญหาในระดับพื้นฐานของระบบการเมือง ซึ่งสำหรับผมแล้ว มันคือปัญหาว่า ด้วยเรื่องคุณค่า ความหมาย และที่มาของความชอบธรรมในลักษณะต่างๆ และความสัมพันธ์ระหว่างประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งกับประชาธิิปไตยแบบมีส่วน ร่วม หรือระหว่า้่งการเมืองแบบในรัฐสภากับการเมืองนอกสภา

ที่มาของความชอบธรรมในระบบการเมืองหนึ่งๆนั้น มีได้หลากหลาย ทั้งที่มาจากการสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ สามารถแก้ปัญหาปากท้องให้ผู้คนได้ ความชอบธรรมที่ได้มาจากคะแนนเสียงในระบบประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง หรือความชอบธรรมจากการเข้าร่วมอย่างแข็งขันของพลเมือง ในฐานะที่รับผิดชอบโดยตรงต่อระบบการเมืองของตน อันเป็นฐานที่มาของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม หรือแม้แต่ความชอบธรรมของการเมืองนอกสภาที่เกิดขึ้นเพราะการเมืองในสภาไม่ สามารถธำรงบรรทัดฐานความถูกต้องของสังคมไว้ได้ และยังมีที่มาของความชอบธรรมอีกมาก เช่น จากอำนาจประเพณี บารมี การใช้หรือไม่ใช้ความรุนแรง เ็ป็นต้น

โจทย์ใหญ่ของเราในขณะนี้ คือ ที่ผ่านมา เราเผชิญกับการปะทะกันของความชอบธรรมหลากหลายชนิด โดยไม่รู้ว่าควรจัดลำดับความสำคัญของความชอบธรรมแต่ละชนิดไว้ก่อนหลังอย่าง ไร และผู้ที่ยึดกุมความชอบธรรมแต่ละชนิดนั้น ควรเอื้ออาีรีต่อผู้ยึดกุมความชอบธรรมแบบอื่นๆอย่างไร

ตัวอย่างง่ายๆก็เช่น น้ำหนักเหตุผลและความชอบธรรมที่ให้ต่อความห่วงใยในภาพลักษณ์และผลประโยชน์ ทางเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศนั้น จะจัดวางความสัมพันธ์กับความไม่ชอบธรรมจากปัญหาปากท้อง ปัญหาคอร์รัปชั่น ตลอดจนปัญหาความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ของประเทศอย่างไร?

ในทางการเมืองนั้น เรากำลังอยู่ในภาวะที่การเมืองในสภาเสื่อมความชอบธรรมลงไปมาก อันเป็นผลจากความไร้ประสิทธิภาพและคอร์รัปชั่นมากมายหลายปีที่ผ่านมา ในขณะที่การเมืองภาคประชาชนหรือการเมืองนอกสภานั้น ค่อยๆเข้มแข็งมากขึ้นๆ โดยเฉพาะในช่วงหลังปีสามสี่ปีมานี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเครือข่ายสื่อเป็นเนื้อเดียวกับ หรือกระทั่งเป็นผู้นำของขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนเองด้วยซ้ำ การเมืองภาคประชาชนเข้มแข็งและขยายตัวอย่างล้มหลามจนน่าตกใจ เพราะบางครั้งดูจะล้ำเส้นไปบ้าง กลายเป็นดุดัน บางครั้งถึงขั้นก้าวร้าว ก่อให้เกิดความเกลียดชังแพร่สะพัด กระทั่งปริ่มๆว่าจะก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม นี้ก็ยังสามารถถือได้ว่าการเมืองภาคประชาชนของไทยก้าวหน้าไปมาก และที่น่าสนใจ ก็คือ เราจะสามารถ ต่อยอด ขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนในช่วงที่ผ่านมาได้อย่างไร?

ดังนั้น โจทย์ใหญ่ทางการเมืองปัจจุบัน คือ เราจะจัดลำดับความสำคัญและความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองในสภาและการเมืองนอก สภาอย่างไร? การเมืองนอกสภา ควรไปไกล (อาจรวมทั้งดุดัน) มากน้อยเพียงใด? ความชอบธรรมของการเมืองในสภาควรอยู่ในขอบเขตระดับใด? เมื่อใดที่การเมืองในสภาหมดความชอบธรรม และต้องหลีกทางให้การเืมืองนอกสภา? และ เราจะสร้างพื้นที่ให้มากขึ้นให้คนกลุ่มต่างๆสามารถใช้การเมืองนอกสภาเป็นหน ทางรักษาความถูกต้องและความเป็นธรรมของสังคม (โดยเฉพาะเมื่อการเมืองในสภาไม่สามารถทำงานได้) ได้อย่างไร?

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เราน่าจะชวนกันตั้งโจทย์ว่า เมื่อ เกิดสภาวะที่สังคมไม่สามารถดำเนินไปตามกระบวนการทางการเมืองปกติ (ซึ่งยืนอยู่บนความสัมพันธ์ของคุณค่าและที่มาของความชอบธรรมต่างๆในลักษณะ หนึ่ง ที่อาจให้น้ำหนักกับการเมืองในสภาและเศรษฐกิจปากท้อง หรือภาพลักษณ์การลงทุนของประเทศ ก็ตามแต่) เราควรจัดลำดับความสัมพันธ์ของคุณค่าต่างๆเหล่านี้ “ใหม่” อยางไร? เช่น อาจต้องยอมให้เศรษฐกิจการลงทุนพร่องไปบ้าง บน ฐานของความเห็นใจ ว่าคนที่ออกมาเรียกร้องนั้น เขาคงมีปัญหาจริงๆ (อาจจะหลังจากพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า อยู่มานานจริง ยอมทนลำบาก ตากแดด ตากฝนจริงๆ เพราะการเมืองนอกสภานั้น ไม่ใช่เรื่องที่ใครนึกจะเคลื่อนไหว ก็ทำได้ง่ายๆ)

เหล่านี้คือโจทย์ที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการพยายาม อธิบาย หรือ เล่าเรื่อง การเมืองไทยในปัจจุบันได้อย่างรุ่มรวยหลากหลายและดูมีที่ทางให้เราได้ทำอะไรกันได้มากขึ้น กว่าแนวการเล่าเรื่องแบบที่เป็นๆกันอยู่

คนแก่ขนาดนี้ยังมาร่วม ผมไม่อาจดูถูกน้ำใจของคนที่ไปร่วมกับพันธมิตรฯได้
credit : http://www.manager.co.th

 หมายเหตุ : หลังจากเกิดเหตุการณ์พันธมิตรบุกยึดสถานที่ราชการหลายแห่ง รวมทั้งทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2551 และ รัฐบาลเองก็ดูมีท่าทีแข็งกร้าว ขู่จะใช้ความรุนแรงและจะสลายการชุมนุมอยู่ตลอดเวลา จนดูเหมือนสังคมไทยกำลังเข้าใกล้วิกฤตความรุนแรงมากขึ้นเรือ่ยๆ ผม เขียนบทความนี้ขึ้นหลังได้จากได้รับการเตือนสติเกี่ยวกับวิธีการมองปัญหาและ จุดประกายประเด็นที่ควรคิดจาก ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย เพื่อนรุ่นน้องคนสนิท เพื่อเป็นฐานในการร่วมคิดกันต่อไปว่าเราสามารถทำอะไรในเหตุการณ์วิกฤตทางการ เมืองไทยปัจจุบันได้บ้าง ความดีอันใดหากเกิดขึ้นจากบทความนี้ ขอยกให้ปกรณ์ ความผิดอันใดที่อาจเกิดขึ้น ผมขอรับไว้เอง

เผยแพร่ในเว็บประชาไท เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2551

11 Responses to เค้าโครง “การเล่าเรื่อง” การเมืองไทยในสมัยปัจจุบัน

  1. amm says:

    ตามสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้แล้ว บ่อยครั้งรู้สึกขับข้องใจ สิ้นหวัง เพราะไม่ว่าจะฝ่ายใดก็ตามพยายามแต่ที่จะใช้กลเกม ยุทธศาสตร์ ทางการเมืองหรือกฏหมายเข้าประหัดประหารอีกฝ่ายหนึ่งตลอดเวลา ดังนั้นสถานการณ์ทางการเมืองจึงดูเหมือนไปไม่พ้น อคติหรือคุณค่าอันเกิดจากการตีความส่วนบุคคลทั้งนั้น

    ทั้งสองฝ่ายพยายามจะผลักให้ประชาชนไปยังสุดขอบของความอดทน อดกลั้นอย่างรุนแรงและเข้มข้น ทำให้ดูเหมือนกับว่าเราไม่สามารถกำหนดชะตามกรรมทางสังคมการเมืองได้อีกต่อไป เราต้องไปด้วยกันสักฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ปรากฏการณ์แบบนี้ไม่ได้ช่วยให้เราก้าวพ้นเส้นผมที่บังหน้าเราอยู่ได้ เราไม่แม้แต่จะพยายามจินตนาการถึงสังคมการเมืองที่ดีกว่า หรือดีที่สุดว่ามันควรเป็นเช่นไรกันแน่

    สิ่งที่น่าสมเพชมากที่สุดคือบรรดาผู้คนที่เคยอวดอ้างตัวเองว่าเป็นผู้พิทักษ์ประชาธิปไตยหรือประชาชน ณ วันนี้ไม่มีสักคนบนเวทีปลุกระดมประชาชนอยู่ ที่จะพยายามใช้วถีทางประชาชนอย่างตั้งใจจริง รังแต่จะเอาชนะคะคาน หรือไม่ก็ double standard กับทุกสิ่งที่ตนเองเคยต่อสู้มา

    แลกเปลี่ยนความคิดเห็นค่ะ
    แอม

  2. jeenina says:

    นี่จี๊นะคะ — แวะมาเยี่ยมเยียน Blog ของชัยตามคำเชิญชวน และคิดว่าจะได้มีโอกาสมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วยในโอกาสต่อ ๆ ไป — ตอนนี้ขอไปลุ้นก่อน ว่าหลังจากที่ท่านนายก ฯ ถูกพิพากษาให้พ้นตำแหน่งไปเพราะการชิมไปบ่นไปแล้ว — เมื่อไหร่เขาจึงจะเลิกใช้ความรุนแรงกับตัวเงินตัวทองในทำเนีบยด้วยการโพกผ้าแดงแห่สักที …. รังแกสัตว์จริง ๆ … -“-….

  3. Nay says:

    แวะมาเยือนด้วยคนคร้าบ

    อ่านที่ชัยเขียนแล้ว
    ผมคิดถึงการบ้านวิชาความคิดทางการเมืองของไทย (สอนโดยอ.สมเกียรติ วันทะนะ) เป็นอย่างยิ่ง
    คำถามของอาจารย์คือ
    เราจะอยู่ในการเมืองไทยอย่างไร ไม่ให้บ้าไปเสียก่อน
    ที่สำคัญคือ เราควรจะสนใจการเมืองไทยหรือไม่ อย่างไร

    สุดท้ายได้แต่ประนมมือ แล้วท่อง (พร้อมๆกัน) ว่า
    อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

  4. chaisuk says:

    เน น่าจะเขียนขยายความประเด็นของอาจารย์สมเกียรติมาเล่าให้ผมฟังบ้างนะ น่าสนใจดี จะได้ช่วยกันคิดต่อ โดยเฉพาะประเด็นที่่ว่า .เราควรจะสนใจการเมืองหรือไม่?”🙂

  5. jeenina says:

    ชัย … การบ้านวิชานั้นเราก็เขียน — แล้วเราดันเขียนตอบไปว่า .. ยังไง ๆ เราก็ยังจะสนใจการเมืองไทยอยู่ดี –ไปเสียด้วย ^^” เราเลยไม่กล้ากลืนน้ำลายตัวเองโดยการบอกว่าเราเบื่อการเมืองไทย (ฮา….:D)

    ไว้ว่าง ๆ จะเอามาให้อ่านเล่น — ถ้าหากเนเอาของเนมาให้อ่านก่อน 555

  6. Nay says:

    ผมก็ตอบไปว่าสุดท้ายก็คงจะต้องสนใจการเมืองอยู่ดี

    แต่ไม่ใช่สนใจในแบบที่คนไทยสนใจกัน
    คืออยู่ในความเป็นส่วนตัวและเพื่อความเป็นส่วนตัว
    การสนใจการเมืองแบบนี้ ไม่กระเทือนไปถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายสาธารณะ ฯลฯ

    เดี๋ยวผมค่อยเอามาสรุปๆ เป็นประเด็นให้ดีกว่า

  7. พี่รัตน์ says:

    แวะมาเยี่ยม
    ไว้จะมาใหม่นะคะ
    ดูแลสุขภาพด้วย

  8. Nay says:

    ขอคัดมาบางส่วนนะครับ (ขืนเอาทั้งหมดมีหวังได้กินข้าวแดงกันแหงๆ)

    …หากดูจากองค์ประกอบที่กล่าวแล้ว การเมืองไทยนั้นน่าจะมีลักษณะเป็นการเมืองในแบบที่ไม่เป็นทางการมากกว่าแบบที่เป็นทางการ เป็นเรื่องของโครงสร้างอำนาจมากกว่าจะเป็นสถาบันทางการเมือง และเป็นเรื่องส่วนบุคคลมากกว่าจะเป็นเรื่องของสาธารณะ จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่ในชีวิตประจำวันของคนไทย หากไม่นับในช่วงวิกฤติการณ์ทางการเมืองแล้ว การพูดคุยเรื่องการเมืองดูจะเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นน้อยมาก ที่ดูจะเป็นรูปธรรมมากที่สุดคือสภากาแฟ (กิจกรรมยามเช้าของผู้ชายที่มากินน้ำชา กาแฟ ปลาท่องโก๋ และพูดคุยเรื่องการเมือง ในขณะที่ผู้หญิงกำลังทำงานบ้าน), การพูดคุยระหว่างญาติผู้ใหญ่ (ที่มักจะเป็นผู้ชายวัยกลางคนขึ้นไป), การเรียนการสอนในคณะรัฐศาสตร์ หรือ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเวบไซต์ (ซึ่งดูจะได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน แต่ขอให้ตั้งข้อสังเกตว่าคนที่เล่นอินเตอร์เน็ตนั้นส่วนใหญ่จะเป็นชนชั้นกลางและมักจะแสดงความคิดเห็นโดยใช้นามแฝง) พฤติกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าความสนใจการเมืองไทยของคนไทยนั้นจำกัดอยู่ในพื้นที่เฉพาะและเป็นส่วนตัวอย่างมาก ไม่ได้เป็นเรื่องที่อยู่ในพื้นที่สาธารณะอย่างเช่นการสัมมนาวิชาการหรือเวทีรับฟังความคิดเห็น ด้วยเหตุนี้เองเรื่องที่คนไทยให้ความสนใจต่อการเมืองจึงเป็นเรื่องส่วนตัวค่อนข้างมาก (นอกจากนี้ ยังอาจสังเกตได้ว่าการโจมตีทางการเมืองของไทยโดยเฉพาะเวทีปราศัยหาเสียงจึงมักจะใช้เรื่องส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ เช่น เชื้อชาติ, พฤติกรรมของลูกชาย, โกงใบวุฒิการศึกษา, รสนิยมทางเพศ, จดทะเบียนสมรสซ้อน เป็นต้น) ในขณะที่เรื่องทางด้านนโยบายสาธารณะคนไทยกลับไม่ค่อยให้ความสนใจ
    ในนิยายเรื่องคำพิพากษา ของ ชาติ กอบจิตติ แสดงให้เห็นได้ชัดถึงลักษณะการเมืองไทยที่ดำรงอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวอย่างมาก กล่าวคือ เรื่องราวของฟักไม่เคยเป็นเรื่องที่ถูกนำมาพูดคุยอย่างจริงจัง (seriously) ในพื้นที่สาธารณะเลย มีแต่ข่าวลือและการพูดทีเล่นทีจริงที่ทุกคนสร้างขึ้นมาจากพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองทั้งสิ้น ภาพภายนอกของหมู่บ้านที่ดูเหมือนกับว่าทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขนั้น แท้จริงแล้วคนแต่ละคนที่อยู่ในหมู่บ้านต่างก็ฟังคำนินทาต่อๆ กันมาและเชื่อในสิ่งที่ตนเองได้รู้ได้ฟังมาโดยไม่เคยลงมือตรวจสอบอย่างจริงจัง (ไม่เคยที่คนในหมู่บ้านจะพูดคุยกันอย่างเปิดเผยและตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยเหตุด้วยผล) กล่าวคือ ไม่มีพื้นที่สาธารณะ (สำหรับฟัก) เหลืออยู่เลย (จนเขาต้องการที่จะไปอยู่ ‘ที่อื่น’) นอกจากนี้ คำพิพากษา ยังสะท้อนถึงลักษณะการเมืองไทยทั้งในเรื่องโครงสร้างความสูงต่ำในสังคมไทย (โดยเฉพาะกรณีของครูใหญ่ที่ได้รับการนับหน้าถือตาเป็นอย่างมาก) และอิทธิพลของศาสนาพุทธ (ได้แก่เรื่องของการรู้สึกผิดต่อสิ่งที่กระทำลงไป ไม่ว่าจะเป็นการผิดสัญญากับหลวงพ่อ หรือ การฆ่าหมาบ้า ก็ตาม) ที่กำหนดตำแหน่งแห่งที่และปกครองจิตใจของฟัก (และทุกคน) อีกด้วย…

    ปล.กำลังจะตั้งวงปรัชญาม้าหินอ่อนกันอีกครั้ง รีบกลับมาแจมนะครับ

  9. ชัย says:

    เนครับ

    ประเด็นของเนน่าสนใจไม่น้อย คำตอบของเน ต่อคำถามที่ว่า “เราควรสนใจการเมืองหรือไม่ อย่างไร” จึงน่าจะเป็น ควรสนใจ แต่สนใจในแง่แบบที่เป็นทางการ เ้น้นไปทางเรื่องสาธารณะ และให้ความใส่ใจกับเรื่องสถาบันการเมืองให้มากขึ้น
    (แน่นอน ผมคิดว่าเน คงไม่ได้ปัดทิ้งอีกด้านของ dichotomy นี้อยู่แล้ว แต่เป็นเรื่อง degree การวางน้ำหนักความสนใจให้แก่เรื่องแบบใดมากน้อยเท่าไหร่มากกว่า) และด้วยวิธีนี้ ทำให้เราสามารถสนใจการเมืองได้โดยไม่บ้าไปเสียก่อน

    เรื่องความเป็นทางการ และความเป็นสาธารณะ ผมเคยคิดอยู่เหมือนกันครับ

    แต่เรื่องความเป็นสถาบันการเมืองที่เนเสนอให้สนใจนั้น ผมลืมให้น้ำหนักกับเรื่องนี้ไปนานเลยครับ และคิดว่าน่าจะพอที่จะเป็น “เสาหลัก” ให้เราได้ยึดเป็น ethic of principle ได้ดี ท่ามกลางวิธีคิดแบบ ethic of consequence ที่ล้นหลามในสังคมไทยครับ และทำให้ผมมองเห็นว่าไอ้สิ่งที่ผมพูดถึงเรื่องการเมืองภาคประชาชน และการเมืองนอกสภานั้น จริงๆแล้ว ก็คือเรื่อง ความเป็นสถาบันทางการเมืองนั่นเอง

    ช่วงหลายวันมานี้ นับแต่เหตุการณ์ 7 ตุลาฯ ผมค่อนข้างจะ “เมาการเมือง” อีกครั้งหนึ่งครับ ขอบคุณที่ช่วยชี้ทาง/กู้สติให้ผมได้กลับคิดอะไรต่ออีกหลายอย่าง

    เวอร์ช้นเต็มของงานที่เนเขียนนี้กี่หน้าเหรอครับ น่าสนใจที่จะได้อ่านฉบับเต็มครับ ขอบคุณ

    ป.ล. ผมจะกลับไปถึงเมืองไทยวันที่ 2 ธ.ค. ตอนกลางคืนครับ ดังนั้น คิดว่าตอนต้นเดือน ธ.ค. คงจะได้ไปร่วมแจมวงปรัชญาม้าหินอ่อนอีกครั้งครับ คิดถึงวงนี้เช่นกัน ขอบคุณที่ชวน

  10. ประเทศเราขึ้นอยู่กับการเมืองคับ ฟันธงเรย ตัวใหญ่ ๆ อยู่กานเยอะ

  11. การเมืองเหรอ เหอะๆ กินกันเองตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั่นแหละ..

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: