New Social Contract & Thai Political Conflict

August 30, 2012

[download Thai report, 40 pages][another link]
[download English version, 36 pages][another link]

(for English, please scroll down)

ได้ฤกษ์อัพเดทเว็บบล็อคตัวเองอีกครั้งครับ

งาน “สัญญาประชาคมใหม่ : ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย” ทำเสร็จร่างแรกตั้งแต่ช่วงน้ำท่วมปีที่แล้วแล้ว แต่กว่าจะมีเวลาแก้ไข ตรวจทานความเรียบร้อย และตกลงกับทาง FES (Friedrich Ebert Stiftung) เรื่องวันเปิดตัวหนังสือ ก็ปาเข้าไปเดือนปลายกรกฎาคม 2555 แน่ะครับ

งานนี้เป็นผลจากการดำเนินโครงการ Deliberative Focus Group ที่ รศ.ดร.โคทม อารียา แห่งสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับคุณ Marc Saxer แห่ง FES ซึ่งเชิญนักคิดชั้นนำของไทยมาพูดคุยกันถึงเรื่องปัญหาวิกฤติการเมืองไทยในช่วงที่ผ่านมา ที่แสดงอาการออกมาตั้งแต่ปี 2548 และวิเคราะห์ย้อนหลังกลับไปจากนั้นอีกระยะหนึ่ง จัดวงคุยเล็กๆ เจอกันราวเดือนละครั้ง และพูดคุยกันมาราวๆ 1 ปี ส่วนผมเป็นคนเรียบเรียงไอเดีย เนื้อหา และประเด็นที่ได้จากวงคุยในโครงการนี้ ให้เป็นเอกสารเล่มนี้ขึ้น โดยตอนเรียบเรียง ก็ผสมกับวงคุย/สัมมนาอื่นๆที่เกี่ยวข้องอีกเล็กน้อย ที่จัดโดย FES และเนื้อหาจากเอกสาร/บทความ/หนังสือ และงานเขียนชิ้นอื่นๆที่เกี่ยวเนื่องกันอีกจำนวนหนึ่ง

งานชิ้นนี้ที่ตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้ โดยความสนับสนุนของทาง FES ตลอดโครงการ รวมทั้งนำเอกสารภาษาไทยที่ผมเขียนขึ้น ไปแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วยเช่นกัน

ขอขอบคุณอาจารย์และนักคิดต่างๆที่ให้แง่มุมและการวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจต่อสังคมการเมืองไทยในระยะเปลี่ยนผ่านนี้อย่างลุ่มลึกและแหลมคม ขอบคุณสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และมูลนิธิ Friedrich Ebert Stiftung ที่ให้โอกาสและความไว้วางใจให้เรียบเรียงเอกสารชิ้นนี้ขึ้น และขอขอบคุณเป็นพิเศษต่อคุณ Marc Saxer ที่ช่วยอ่านงานเขียนชิ้นนี้อย่างละเอียด (แน่นอน หลังจากที่แปลเป็นภาษาอังกฤษแล้ว) และให้ข้อคิดเห็นที่น่าสนใจมากมาย เสียดายที่ไม่มีเวลาแก้ไขได้ทันตามข้อเสนอแนะของเขา นอกจากนี้ ขอขอบคุณ คุณดวงหทัย บูรณเจริญกิจ, คุณทัศนวรรณ บรรจง และ คุณอรณัฐ นรพฤทธิ์ สำหรับการติดต่อ ประสานงาน และการจัดการอื่นๆ จนเอกสารชิ้นนี้สามารถตีพิมพ์ออกมาได้ และขอขอบคุณผู้แปล ซึ่งข้าพเจ้าไม่ทราบนาม ที่ช่วยแปลงานเขียนภาษาไทยของข้าพเจ้า ออกมาเป็นภาษาอังกฤษในครั้งนี้

[download Thai report, 40 pages][another link]
[download English version, 36 pages][another link]

Here’s come another chance for updating my blog again.

Actually, this paper, entitled “A New Social Contract: The Way out for Thailand’s Political Transformation Crisis”, was finished its first draft since the big flood of Thailand’s central area last year. But due to my difficaulty of allocating available time to revise, re-check everything–we come up with FES (Friedrich Ebert Stiftung) on this book launching day at the end of July 2012.

This report is the written result of a project entitled “Deliberative Focus Group”, co-worked by Prof. Gothom Arya (Institute of Human Rights and Peace Studies) and Dr. Marc Saxer (Friedrich Ebert Stiftung). The project invited many leading thinkers of Thailand to talk about Thailand’s political crisis that manifested since 2005 and might be analyzed back to the past many years or even decades. The mini deliberative forum was hold up once a month and continuously about a year. My role is to complie idea, analysis, issues from these forums and to write it as an article. The some content of this articel were additionally from other round table and seminar, hold by FES, and also some more of the relevant document/article/book

This published article are fully supported by FES, including the translation from my Thai writing into English version.

I’d like to thank you every professors and thinkers for their very deep and sharp perspective/analysis in attempt to understand what wrong and what actually happen in the transition phase of Thailand’s political crisis. Thank you the Institute of Human Rights and Peace Studies, Mahidol Unversity and Friedrich Ebert Stiftung in giving me an opportunity and trust in writing this article. A special thanks for Marc Saxer for reading the manuscript and giving the very detailed and useful comment (surely, after translating into English version). It’s so regret that we have no time left to revise this writing again. Moreover, I’d like to thanks Ms.Duanghathai Buranajaroenkit, Ms.Thatsanavanh Banchong, and Ms. Oranutt Narapruet for working hard in coordination and many other logistic works, so that this article can be published. Finally, thanks for the anonymous translator in translating my Thai manuscript into English version.

[download Thai report, 40 pages][another link]
[download English version, 36 pages][another link]

Advertisements

Moral Imagination : Book Review (Thai)

April 7, 2012

[Download Book Review – PDF : 8 pages]

The Moral Imagination: The Art and Soul of Building Peace by John Paul Lederach. New York: Oxford University Press, 2005. Pp.200. ISBN-13: 978-0-517454-0. US$14 (pbk).

 

หนังสือเล่มนี้ รีวิวไว้นานแล้ว ไม่มีโอกาสเอาขึ้นในเว็บบล็อกเสียที วันก่อนเพื่อนคนหนึ่งบอกอยากอ่านตัวเล่มจริง เลยบอกว่าจะส่งที่รีวิวไปให้อ่านประกอบ เลยมีโอกาสเอาขึ้นบล็อกตัวเองเสียที

เล่มนี้ มุ่งเน้นที่ความขัดแย้งรุนแรงและยืดเยื้อ (protracted conflict) คนเขียน คือ John Paul Lederach มีฐานเดิมมาจากสายเจรจาไกล่เกลี่ย แต่ขยายแง่มุมต่างๆอย่างสลับซับซ้อน พยายามไปพ้นวิธีคิดแบบเชิงเส้นและเชิงระบบ เอามิตกวีนิพนธ์และศิลปะมาประกอบ บวกกับไม่ได้มุ่งหมายฝึกนักเจรจาไกลเกลี่ยอาชีพ แต่เน้นที่ให้เกิดเครือข่ายผู้เจรจาไกล่เกลี่ยที่เป็นคนที่อยู่ในชุมชนรายรอบความขัดแย้งรุนแรงนั้นๆเอง

อ่านแล้วก็รู้สึกว่าคิดซับซ้อนยืดหยุ่นดี ไม่ทื่อตรงเหมือนสำนักอื่นๆ แต่ก็ไม่ง่ายที่จะปฏิบัติให้เกิดผลจิง

ประเด็นสำคัญยิ่งอีกประการที่ประกาศไว้ตั้งแต่ชื่อหนังสือเล่มนี้แล้ว คือ เราจะสามารถมี “จินตนาการทางศีลธรรม” (ไม่ว่าจะแปลว่าความดีงาม ความถูกต้อง ความเป็นปกติสุข หรืออะไรก็ตามแต่) ที่ขยายขอบเขตครอบคลุม “ศัตรู” “ฝ่ายตรงข้าม” หรือบุคคลที่เราเห็นว่า “เลวร้าย” ให้ยังคงอยู่ในโลกทางศีลธรรมใบเดียวกับเรา ไม่ตัดเขาออกไปจากโลกแห่งความดีงามของเรา เป็นไปได้หรือไม่ที่จะทำแบบนี้?

คำตอบต่อคำถามนี้ ไม่ง่าย และต้องไปอ่านกรณีศึกษาสำคัญๆหลายๆกรณีที่ขึ้นมาจากชีวิตและเลือดเนื้อจริงในการดำเนินชีวิตของมนุษย์จากหนังสือเล่มนี้ดู

เล่มนี้อาจเหมาะกับบรรยากาศ “ปรองดอง” อันระอุของไทยในช่วงนี้เหมือนกันก็ได้

และเตรียมพบกับพากย์ภาษาไทย เร็วๆนี้

Image

[Download Book Review – PDF : 8 pages]

 


Hate Speech & Harmful Information

November 30, 2010

นำเสนอในเวทีวิชาการสาธารณะเพื่อพัฒนาคำถามวิจัย “ออนไลน์ศึกษา” จัดโดยกลุ่ม Thai Netizen ร่วมกับโครงการปริญญาเอก คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันจันทร์ 29 พ.ย. 2553

—————————————–

[download PDF]

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเรื่อง “ความลี้ลับของข้อมูลข่าวสาร : ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรงทางการเมืองในศตวรรษที่ 21 ของไทย” [ดู proposal] ใน ชุดโครงการเมธีวิจัยอาวุโสช่วงที่ 2 ปีที่ 1 เรื่อง “สันติวิธีและความรุนแรงในสังคมไทย: ความรู้, ความลับ และ ความทรงจำ” สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

ตัวบทความชิ้นใหญ่ยังไม่เสร็จ แต่บทความขนาดสั้นนี้ ผมเขียนขึ้นเพื่อไปนำเสนอในเวทีวิชาการตามคำชวนของกลุ่ม Thai Netizen ซึ่งเป็นเวทีที่รวมนักศึกษาและนักวิชาการรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องอินเทอร์เน็ตและอะไรที่เกี่ยวกับโลกออนไลน์ มาพูดคุยกันได้อย่างน่าสนุกสนานทีเดียว

บทความชิ้นนี้ ผมลองเผชิญหน้ากับด้านมืดของอินเทอร์เน็ตและสังคมข้อมูลข่าวสารดูบ้าง คู่ปรับของผมในบทความนี้ คือ ข้อมูลข่าวสารประเภทที่เป็น hate speech และข้อมูลข่าวสารที่เป็นอันตราย (harmful information)

โดยพยายามตอบคำถามว่า หากยึดมั่นในหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารแล้ว เราควรมีท่าทีอย่างไรต่อการเซ็นเซอร์ hate speech และข้อมูลข่าวสารที่เป็นอันตราย และจะมีวิธีการรับมือกับทั้งสองเรื่องนี้อย่างไร โดยไม่ผิดหลักเสรีภาพ

[ดาวน์โหลดบทความนี้ – PDF 6 หน้า A4]


คำประกาศอิสรภาพอเมริกัน 1776

May 21, 2009

(ดาวน์โหลดคำประกาศ 1776 พากย์ไทย : PDF 3 หน้า)

หลังๆมานี้ ผมเป็นคนชอบพิมพ์งานหรือเขียนงาน โดยถือว่าที่เป็นการภาวนาอย่างหนึ่ง (จะเขียนว่า “ภาวนาโดยการพิมพ์/เขียน” ก็ได้) ช่วงนี้กำลังศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์/ทฤษฎี/ปรัชญาการเมืองอยู่ และเห็นว่า บนอินเทอร์เน็ต ยังไม่สามารถหาเนื้อความว่าด้วย “คำประกาศอิสรภาพอเมริกัน” (US Declaration of Independence, 1776) (ในพากย์ภาษาไทย) อันเป็นเอกสารสำคัญชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยในโลกสมัยใหม่ได้ผมจึงถือโอกาสพิมพ์เนื้อความนี้ขึ้นมาไว้บนอินเทอร์เน็ต (เป็นการภาวนาไปในตัว) โดยใช้สำนวนแปลของอาจารย์สมบัติ จันทรวงศ์ นักปรัชญาการเมืองคนสำคัญของไทย เอกสารชิ้นนี้จะได้เอาไว้สำหรับอ้างอิงและสนทนาแลกเปลี่ยนกัน

ว่ากันว่าผู้มีบทบาทสำคัญในการเขียนเอกสารชิ้นนี้ คือ Thomas Jefferson ซึ่งต่อมาได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 3 ของสหรัฐ นอกจากนี้ เขามีส่วนในการให้ความเห็นและมีอิทธิพลทางความคิดต่อการเขียน “คำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและพลเมือง” (The Declaration of the Rights of Man and of the Citizen) ในการปฏิวัติฝรั่งเศส (1789) อีกด้วย เพราะขณะนั้น Jefferson ได้ไปเป็นเอกอัครราชทูตประจำฝรั่งเศสพอดี  และลาฟาแยต (Marquis de la Fayette) ผู้มีบทบาทสำคัญในการเขียนคำประกาศนี้ของฝรั่งเศส และเคยร่วมรบในสงครามอิสรภาพอเมริกาจนได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษแห่งโลกใหม่นั้น ก็ได้เข้าของคำแนะนำจาก Jefferson ในการเขียนคำประกาศ “คำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและพลเมือง” นี้ด้วยเช่นกัน แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของเอกสารประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญของโลก 2 ชิ้นได้อย่างน่าสนใจยิ่ง

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าสนใจประการหนึ่ง คือ เนื้อหาในคำประกาศอิสรภาพของอเมริกานั้น ถือได้ว่าโจมตีกษัตริย์อังกฤษเสียมากเลยทีเดียว ในขณะที่ตัวลาฟาแยตเองนั้น ภายหลังกลับถูกขบวนการปฏิวัติฝรั่งเศสด้วยกัน ถือว่าเป็นศัตรู เพราะเขามีท่าทีปกป้องพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 (กษัตริย์ฝรั่งเศสในขณะนั้น) และระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ทั้งลาฟาแยตและเจฟเฟอร์สันคล้ายกัน คือ ต่อสู้เพื่ออิสรภาพและเสรีภาพของมนุษย์ แต่ก็ทั้งสองล้วนไม่ใช่บุคคลสามัญธรรมดา หรือชนชั้นชาวนายากไร้ของสมัยนั้น แต่ล้วนเกิดในชนชั้นผู้ดีหรือตระกูลชั้นสูงและร่ำรวยเหมือนกัน นอกจากนี้ ในคำประกาศอิสรภาพของอเมริกัน ยังมีเนื้อความเหยียดคนอินเดียนท้องถิ่นอย่างชัดแจ้งอีกด้วย (ในย่อหน้าที่ 3 ก่อนสุดท้าย) นับเป็นความย้อนแย้ง 2-3 ชั้นในเวลาเดียวกันเลยทีเดียว

*****************************

ต้นฉบับลายมือคำประกาศอิสระภาพอเมริกา

ต้นฉบับลายมือคำประกาศอิสระภาพอเมริกา

คำประกาศอิสรภาพอเมริกัน : เนื้อความ
(วันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ.1776)

เมื่อใดวิถีแห่งเหตุการณ์ของมนุษย์ได้บังเกิดความจำเป็นที่ประชาชนพวกหนึ่ง จะต้องทำลายข้อผูกพันทางการเมือง ซึ่งตนมีอยู่กับประชาชนพวกอื่นให้หมดไป และจะจัดตั้งแหล่งที่อันเป็นเอกเทศและเท่าเท่ียมกันขึ้นใหม่ในหมู่อำนาจบนพื้นพิภพนี้ ตามที่กฎแห่งธรรมชาติและพระเจ้าแห่งธรรมชาติได้ทรงกำหนดให้ไว้ เมื่อนั้นความเคารพที่พึงมีต่อความเห็นของมวลมนุษย์เรียกร้องว่าพวกเขาจะต้องแถลงถึงสาเหตุที่บังคับให้ต้องก้าวไปสู่การแบ่งแยกดังกล่าวนั้น

เราถือว่าความจริงต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ประจักษ์แจ้งอยู่ในตัวเอง นั่นคือมนุษย์ทุกคนถูกสร้างขึ้นมาอย่างเท่าเทียมกัน และพระเจ้าผู้สร้างได้มอบสิทธิบางประการที่จะเพิกถอนมิได้ไว้ให้แก่มนุษย์ ในบรรดาสิทธิเหล่านั้น ได้แก่ ชีวิต เสรีภาพ และการเสาะแสวงหาความสุข

เพื่อที่จะคุ้มครองสิทธิเหล่านั้นให้มั่นคง รัฐบาลจึงถูกสถาปนาขึ้นในหมู่มวลมนุษย์ โดยได้อำนาจที่ยุติธรรมอันเนื่องมาจากความยินยอมของผู้ที่อยู่ใต้การปกครอง เมื่อใดก็ตามที่รูปแบบของรัฐบาลใดเป็นสิ่งที่ทำลายเป้าหมายเหล่านี้ เมื่อนั้นย่อมเป็นสิทธิของประชาชนที่จะเลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐบาลแบบนั้นเสีย และสถาปนารัฐบาลขึ้นใหม่โดยให้มีรากฐานอยู่บนหลักการดังกล่าว และโดยการกหนดอำนาจของรัฐบาลนั้นให้เป็นไปในแบบที่พวกเขาเห็นว่าน่าจะมีผลต่อความปลอดภัยและความผาสุกของพวเขามากที่สุด แน่นอนว่าความสุขุมรอบคอบย่อมจะกำหนดว่ารัฐบาลที่จะได้จัดตั้งมาช้านานแล้ว ไม่ควรที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วยเหตุเพียงเล็กน้อยและชั่วแล่น และโดยเหตุนี้เอง ประสบการณ์ทั้งปวงก็ได้แสดงให้เห็นว่ามนุษยชาติมีแนวโน้มที่จะยอมอดทนหากความชั่วร้ายนั้นพอทนได้ ยิ่งกว่าที่จะแก้ไขให้แก่ตนเองโดยการทำลายล้างแบบอย่างที่ตนเคยชินอยู่ แต่เมื่อการใช้อำนาจไปในทางที่ผิดและการช่วงชิงอำนาจมีอยู่อย่างยาวนาน โดยมุ่งหมายต่อวัตถุประสงค์เดิมอย่างไม่เสื่อมคลาย จนชี้ให้เห็นว่ามีแผนการที่จะกดพวกเขาลงภายใต้การปกครองโดยเด็ดขาดของคนๆเดียวแล้ว ย่อมเป็นสิทธิ ย่อมเป็นหน้าที่ของพวกเขาที่จะล้มล้างรัฐบาลเช่นนั้น และจัดหาเครื่องป้องกันใหม่สำหรับความมั่นคงในอนาคตของพวกเขา – นี่คือควาามทุกข์ยากที่ได้อดทนมาช้านานแล้วของอาณานิคมเหล่านี้ และนี่ก็คือความจำเป็นในปัจจุบันที่บีบบังคับให้พวกเขาต้องเปลี่ยนระบบการปกครองเก่าของตนเสียใหม่ ประวัติของกษัตริย์องค์ปัจจุบันของอังกฤษ คือประวัติแห่งการสร้างความทุกข์ทรมานและการช่วงชิงอำนาจซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยล้วนแต่มีวัตถุประสงค์อันแน่วแน่ที่จะสถาปนาระบบทรราชย์อันเด็ดขาดเหนือรัฐเหล่านั้น เพื่อที่จะพิสูจน์ข้อนี้ ขอให้โลกที่เที่ยงตรงได้พิจารณาข้อเท็จจริงต่อไปนี้ด้วย

พระองค์ปฏิเสธไม่ยอมเห็นชอบด้วยกับกฎหมายซึ่งเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นเพื่อสาธารณประโยชน์

พระองค์ห้ามมิให้ผู้ว่าการรัฐของพระองค์ผ่านกฎหมาย ซึ่งมีความสำคัญอันเร่งรีบและต้องใช้โดยด่วน และให้ระงับไว้ก่อน จนกว่าพระอง์จะเห็นชอบด้วย และเมื่อได้ระงับไว้แล้ว พระองค์ก็ได้เพิกเฉยไม่สนพระทัยแต่อย่างใด

พระองค์ปฏิเสธไม่ยอมผ่านกฎหมายอื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เขตที่มีประชาชนจำนวนมาก นอกเสียจากว่าประชาชนเหล่านั้นจะยอมสละสิทธิอันมีค่าประมาณมิได้ของพวกเขา และเป็นสิ่งที่น่าเกรงกลัวก็เฉพาะต่อพวกทรราชเท่านั้น

พระองค์ได้เรียกประชุมสภานิติบัญญัติในที่ต่างๆ ซึ่งผิดปรกติวิสัย ไม่สะดวกและห่างไกลจากแหล่งรวมเอกสารทางราชการของพวกเขา โดยมีวัตถุประสงค์ประการเดียว คือ เพื่อทำให้พวกเขาเหนื่อยล้าและยอมปฏิบัติตามมาตรการของพระองค์

กษัตริย์พระองค์นี้ได้ยุบสภาผู้แทนราษฎรหลายครั้งหลายหน โดยเหตุที่ได้คัดค้านอย่างหนักแน่นและอย่างกล้าหาญต่อการรุกรานสิทธิของประชาชนของพระองค์

หลังจากที่ได้ยุบสภาแบบนี้แล้ว พระองค์ก็ได้ปฏิเสธที่จะให้มีการเลือกตั้งคนอื่นๆขึ้นอีกเป็นเวลานาน ทำให้การใช้อำนาจนิติบัญญัติซึ่งไม่อาจถูกทำลายได้ ต้องกลับไปสู่ประชาชนโดยทั่วไป ในขณะเดียวกันนี้ รัฐก็ตกอยู่ในสภาพที่ล่อแหลมต่ออันตรายทั้งปวงจากการรุกรานจากภายนอกและความปั่นป่วนภายในประเทศ

พระองค์ได้พยายามขัดขวางประชากรของรัฐเหล่านั้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะหยุดยั้งกฎหมายเรื่องการแปลงสัญชาติของคนต่างด้าว และปฏิเสธไม่ยอมออกกฎหมายอื่นๆที่จะสนับสนุนให้พวกเขาเหล่านั้นได้อพยพอีก รวมทั้งเพิ่มเงื่อนไขของการจัดแบ่งที่ดินใหม่ขึ้น

พระองค์ได้ขัดขวางการบริหารงานยุติธรรม โดยปฏิเสธไม่ให้ความเห็นชอบกับการออกกฎหมายจัดตั้งอำนาจทางตุลาการ

พระองค์ทำให้ผู้พิพากษาต้องขึ้นอยู่กับเจตนารมณ์ของพระองค์แต่ผู้เดียว ทั้งในเรื่องระยะเวลาอยู่ในตำแหน่ง จำนวนเงินและการจ่ายเงินเดือนของพวกเขาด้วย

พระองค์ได้จัดตั้งหน่วยงานใหม่ๆขึ้นอีกมากมาย และได้ส่งข้าราชการในพระองค์จำนวนมากมาขัดขวางประชาชนของเรา และหาเลี้ยงชีพจากสิ่งที่พวกเรามีอยู่

พระองค์ได้นำกองทัพประจำการเข้ามาไว้ในหมู่พวกเรา ในยามสงบโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติของเรา

พระองค์ได้ทำให้ฝ่ายทหารอยู่เหนือและเป็นอิสระจากฝ่ายพลเรือน

พระองค์ได้ร่วมกับบุคคลอื่นในการทำให้เราต้องขึ้นกับเขตอำนาจการปกครองที่ผิดแปลกออกไปจากรัฐธรรมนูญของเรา และเป็นสิ่งซึ่งกฎหมายของเรามิได้ยอมรับ โดยทรงเห็นชอบกับการกระทำของบุคคลเหล่านั้นในการออกกฎหมายจอมปลอม เช่น การนำเอากองทหารจำนวนมากที่มีอาวุธเข้ามาไว้ในหมู่พวกเรา การให้ความคุ้มครองแก่บุคคลเหล่านั้นโดยการดำเนินคดีจอมปลอมเช่นเดียวกัน เพื่อมิให้บุคคลเหล่านั้นต้องถูกลงโทษจากการฆาตกรรมใดๆ อันพึงกระทำต่อผู้อาศัยอยู่ในรัฐเหล่านั้น การตัดขาดการค้าของเรากับส่วนอื่นๆทั้งหมดของโลก การยังคับเก็บภาษีจากเราโดยที่มิได้รับความยินยอมจากเรา การตัดโอกาสของพวกเราในหลายๆกรณีในการที่จะได้รับประโยชน์จากระบบการพิจารณาคดีโดยคณะลูกขุน การนำตัวพวกเราข้ามน้ำข้ามทะเลไปดำเนินคดีตามข้อกล่าวหาที่เสกสรรั้นแต่งขึ้น การยกเลิกระบบกฎหมายอังกฤษอันเสรีในรัฐใกล้เคียง โดยจัดตั้งรัฐบาลเผด็จการขึ้นแทน ทั้งยังได้ขยายขอบเขตออกไปเพื่อให้เป็นัตวอย่างและเพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับการนำเอาการปกครองโดยเด็ดขาดแบบเดียวกันนี้มาใช้ในอาณานิคมทั้งหลายได้โดยทันที การเพิกถอนกฎบัตรและยกเลิกกฎหมายกฎหมายที่มีค่าสูงสุดต่างๆของเรา เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองของเราในระดับมูลฐาน การยกเลิกสภานิติบัญญัติของเราและประกาศตนว่ามีอำนาจที่จะตรากฎหมายสำหรับเราในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ

พระองค์ได้ล้มเลิกรัฐบาลที่นี่ โดยประกาศให้เราอยู่นอกความคุ้มครองของพระองค์และทำสงครามกับเรา

พระองค์ปล้นสะดมทะเลของเรา ทำลายฝั่งทะเล เผาบ้านเผาเมืองและทำลายชีวิตประชาชนของเรา

ขณะนี้พระองค์ได้ส่งทหารรับจ้างชาวต่างด้าวเป็นจำนวนมากเข้ามาเพื่อกระทำการฆ่าฟันคน ทำลายล้างและใช้ระบบทรราชย์ที่ได้เริ่มขึ้นแล้วให้สมบูรณ์อย่างโหดเหี้ยมทารุณและเต็มไปด้วยควมทรยศหลอกลวงอย่างยากที่จะหายุคอันป่าเถื่อนที่สุดยุคใดเสมอเหมือน และอย่างไม่เหมาะสมโดยสิ้นเชิงกับประมุขของประเทศที่มีอารยธรรม

พระองค์ได้บังคับให้เพื่อร่วมชาติของเราที่ถูกจับในท้องทะเลหลวงต้องจับอาวุธเข้าต่อสู้กับประเทศของพวกเขา บังคับให้พวกเขาเป็นผู้สังหารมิตรสหายและพี่น้องของพวกเขาเอง หรือไม่ก็ต้องตายด้วยน้ำมือของพระองค์

พระองค์ได้ยุยงให้เกิดการกบฏขึ้นภายในหมู่ของพวกเรา และได้พยายามที่จะนำเอาผู้ที่อาศัยอยู่ตามพรมแดนของเรา คือ ชาวอินเดียนที่ป่าเถื่อนไร้ความกรุณาปรานี ผู้ซึ่งกฎเกณฑ์ในการทำสงครามของพวกเขาได้แก่การทำลายล้างชีวิตผู้คนโดยไม่คำนึงถึงเพศ วัยและสภาพ เข้ามา

ในทุกระยะของการกดขี่เหล่านี้ เราได้ร้องขอให้มีการแก้ไขด้วยความถ่อมตนเป็นที่สุด แต่คำขอร้องครั้งแล้วครั้งเล่าของเรากลับทำให้ได้รับการประทุษร้ายซ้ำแล้วซ้ำอีก กษัตริย์ผู้ซึ่งมีการกระทำการอันมีลักษณะซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นทราราชนั้น ไม่สมควรที่จะเป็นผู้ปกครองของประชาชนที่เป็นอิสระ

สำหรับพี่น้องชาวอังกฤษของเรา ก็ใช่ว่าเราจะขาดซึ่งการเรียกร้องความสนใจ เราได้เตือนพวกเขาให้ทราบเป็นระยะๆถึงการที่สภานิติบัญญัติของพวกเขาได้พยายามขยายเขตอำนาจการปกครอง โดยไม่มีสิทธิ เหนือพวกเรา  เราได้เตือนให้พวกเขาทราบถึงสภาพแวดล้อม การอพยพและการตั้งหลักแหล่ง ณ ที่แห่งนี้ของพวกเรา เราได้ร้องอุทธรณ์ต่อความยุติธรรมในสายเลือดของพวกเขา และต่อความสูงส่งของพวกเขา เราได้วิงวอนพวกเขาโดยอาศัยความสัมพันธ์จากเชื้อสายเดียวกัน ขอให้เลิกการช่วงชิงอำนาจเหล่านี้ ซึ่งจำทำให้ความสัมพันธ์และการติดต่อของเราขาดสะบั้นลงอย่างแน่นอน พวกเขาก็เช่นเดียวกันที่มิได้สนใจไยดีต่อเสียงเรียกหาความยุติธรรมและความเป็นสายเลือดเดียวกัน ดังนั้น เราจึงต้องยอมจำนนต่อความจำเป็นที่จะต้องประกาศการแยกตัวของเรา และถือว่าพวกเขาก็เช่นเดียวกับมนุษยชาติอื่นๆ คือ เป็นข้าศึกในยามสงครามและเป็นมิตรในยามสงบ

เพราะฉะนั้น เรา คณะผู้แทนของสหรัฐอเมริกา ในสภาคองเกรสที่ได้มาประชุมกัน โดยการวิงวอนต่อผู้พิพากษาสูงสุดแห่งโลก เพื่อให้ความยุติธรรมแก่เจตจำนงของเรา จึงขอบันทึกและประกาศในนามและโดยอาศัยอำนาจของประชาชนผู้สุจริตแห่งอาณานิคมเหล่านี้ว่า อาณานิคมที่รวมกันเหล่านี้ มีสิทธิและโดยสิทธิ ควรที่จะได้เป็นรัฐที่มีอิสระและเป็นเอกราช และพวกเขาได้ตัดขาดซึ่งความจงรักภักดีที่มีต่อกษัติรย์อังกฤษ ความสัมพันธ์ทางการเมืองทั้งหลายทั้งปวงระหว่างพวกเขากับรัฐอังกฤษได้สิ้นสุดและควรจะสิ้นสุดลงโดยสิ้นเชิง และในฐานะที่เป็นรัฐฌอกราชที่อิสระเสรี ก็ย่อมมีอำนาจอย่างสมบูรณ์ที่จะทำสงคราม ทำให้เกิดสันติภาพ ทำสัญญเป็นพันธมิตร จัดตั้งพาณิชยกรรม และกระทำการอื่นใดและสิ่งอื่นใดทั้งปวงซึ่งรัฐเอกราชมีสิทธิที่จะทำ เพื่อเป็นการสนับสนุนคำประกาศนี้ โดยยึดมั่นในการคุ้มครองของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงมหิทธานุภาพ เราขอให้สัญญาต่อกันและกันด้วยชีวิต ทรัพย์สิน และเกียรติอันศักดิ์สิทธิ์ของเรา

***************************

หมายเหตุ : พากย์ไทย คัดลอกมาจาก สมบัติ จันทรวงศ์, มหาชนรัฐและประชาธิปไตย : ความคิดทางการเมืองอเมริกัน ค.ศ. 1776-1800. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. 2529. (สำหรับพากย์ภาษาอังกฤษ ดูได้ที่นี่)


น้ำในมหาสมุทร : แด่ 60 ปีอาจารย์สุริชัย

May 9, 2009

surichaiมหาสมุทร ใหญ่เหนือน้ำทั้งปวง
วางตนในที่ต่ำ น้ำใหญ่น้อยไหลมาสู่
ให้กำเนิด ไม่ถือตนเป็นเจ้าของ
บำรุงเลี้ยง ไม่คิดครอบครอง
ไร้รูปลักษณ์ ทะลุสิ่งไร้ช่อง
ไม่จับยึด ไม่ลื่นหลุด
ไม่หมดจด จึงน่าฟัง
ไร้คำตอบ น่าร่วมทาง
อยู่รั้งท้าย คือหน้าสุด
ระนาดทุ้ม คุมทั้งวง
ด้วยยอมงอ จึงตรงได้
ด้วยอ่อนโยน จึงแข็งแกร่ง

[for PDF, click here]

มักมีคำกล่าวกันในบรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่เคยทำงานกับอาจารย์สุริชัย หวันแก้ว อยู่เสมอว่าอาจารย์เป็นดั่ง “พระอาทิตย์…อยู่ไกลๆแล้วอบอุ่น แต่อยู่ใกล้ๆแล้วร้อน” ระหว่างที่ผมทำงานอยู่กับอาจารย์ก็รู้สึกอะไรคล้ายๆเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ในวาระครบรอบวันเกิดปีที่ 60 ของอาจารย์นั้น เมื่อทบทวนเกี่ยวกับตัวตนและวิธีการทำงานของอาจารย์ โดยมองกลับไปห้วงเวลา 8 ปีที่ได้มีโอกาสรู้จักอาจารย์มา โดยเฉพาะในช่วง 4-5 หลังมานี้ ผมเปลี่ยนความรู้สึกใหม่ว่าอาจารย์เป็นดุจดั่ง “น้ำในมหาสมุทร” มากกว่า

พบพาน

น้ำจะไหลลงสู่ “ที่ต่ำ” อยู่เสมอ ดังที่อาจารย์มักให้ความสำคัญกับปัญหาของคนชายขอบมาแต่ไหนแต่ไร และเพราะอาจารย์วางตัวในที่ต่ำ (อันเป็นที่ตั้งของมหาสมุทร) สายน้ำใหญ่น้อยจึงไหลมาสู่ บรรดาคนทำงานทางสังคมน้อยใหญ่หลั่งไหลมาสู่อาจารย์ไม่เคยขาดสาย เพื่อขอคำปรึกษา ชี้แนะ และความช่วยเหลือเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาต่างๆทางสังคม…และด้วยวิถีเดียวกันนี้เอง เรือน้อยบนลำธารสายกระจ้อยร่อยอย่างผม จึงไหลล่องลงมาสู่อาจารย์สุริชัยในท้องทะเลใหญ่เช่นกัน

ตลอดช่วงเวลาที่ผมเรียนปริญญาโททางวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จุฬาฯนั้น ผมตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจังถึงบทบาทและความรับผิดชอบของวิศวกรและวิทยาศาสตร์ต่อสังคมว่าควรเป็นอย่างไรกันแน่? นักศึกษาวิศวะฯนั้นถูกสอนให้ตั้งคำถามแต่เพียงว่าจะสร้างสิ่งประดิษฐ์ต่างๆได้อย่างไร ในขณะที่สิ่งที่เรียกว่า “สังคม” นั้น ก็มักถูกสอนให้มองว่าเป็น “สิ่งที่จะถูกพัฒนา” โดยบรรดาวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย ช่วงใกล้จบปริญญาโทเป็นช่วงที่สมัชชาคนจนและขบวนการต่อต้านเขื่อนปากมูลของชาวบ้านที่ลำน้ำมูนกำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมไทยอีกครั้ง ผมเคยตั้งคำถามกับอาจารย์วิศวะฯท่านหนึ่งว่า ผลกระทบทางสังคมที่เขื่อนปากมูลมีต่อชีวิตของชาวบ้าน (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย) นั้น วิศวะ (ซึ่งเป็นผู้สร้าง) ควรมีส่วนรับผิดชอบอย่างไร? อาจารย์ท่านนั้นตอบได้อย่างน่าประทับใจว่า “สมมติเราสร้างรถยนต์ แล้วเกิดรถยนต์ไปชนคน เราต้องรับผิดชอบด้วยรึ?”

คำตอบนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมโซซัดโซเซลอยละล่องไปในแอ่งน้ำวนอยู่หลายสัปดาห์ จนวันหนึ่งได้ไปพานพบกับอาจารย์สุริชัย เนื่องด้วยเพื่อนคนหนึ่งชวนไปเป็นผู้ช่วยวิจัยของอาจารย์ในโครงการวิจัยชื่อ “จุฬาฯกับสังคม” ชื่อโครงการนี้พุ่งปักกลางใจของผมซึ่งกำลังตั้งคำถามเกี่ยวกับ “วิศวะ/วิทยาศาสตร์กับสังคม” อยู่พอดี สงกรานต์ปี 2544 จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมพาตัวเองแจวเรือออกจากคุ้งน้ำวิศวกรรม ไปสัมผัสวิถีแห่งสังคมวิทยาในท้องทะเลใหม่ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน (และฝึกตนแบบนอกระบบการศึกษาในฐานะผู้ช่วยวิจัย) ภายใต้การชี้แนะของอาจารย์อยู่ราว 4 ปี (เทียบเท่าการเรียนปริญญาตรีพอดี) โดยตั้งเข็มมุ่งไว้ว่าอยากให้ระบบการศึกษาไทยมีจัดการศึกษาแบบข้ามสาขาวิชาระหว่างวิทยาศาสตร์และสังคม หรือที่ในต่างประเทศเรียกว่า “วิทยาศาสตร์ศึกษา” (science studies) นั่นเอง ต่อมาภายใต้การ “สอนโดยไม่สอน” ของอาจารย์ที่ให้ความเคารพคนอื่นอยู่เสมอ ผมพบว่าคุ้งน้ำวิศวะ/วิทยาศาสตร์นั้น ก็เป็นท้องทะเลเช่นกัน และเป็นน้ำผืนเดียวกับสังคมศาสตร์/สังคมวิทยา เพียงแต่เป็น “ธารแยกสาย” ในบางขณะเมื่อรุกเข้าไปในแผ่นดินเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว ทั้งสองน้ำนี้ไม่เคยแยกจากกัน หากแต่กำเนิดจากแหล่งเดียวกัน และที่สุด ก็จะต้องไหลลงสู่ “ที่ต่ำ” เพื่อกลับไปรวมในที่แห่งเดียวกันคือมหาสมุทรนั่นเอง (ท้องน้ำอื่นๆอย่างมนุษยศาสตร์ก็คงเป็นทำนองเดียวกัน)

ตลอดมา อาจารย์จะปฏิบัติทั้งต่อตัวผมเอง และต่อลำธารและเรือน้อยใหญ่ที่ไหลมาสู่อาจารย์แบบเดียวกัน คือ ให้แรงบันดาลใจ สนับสนุนทางความคิด และเป็นกำลังใจให้พวกเราทดลองนำ “ขบวนเรือแจว” ไปที่นู่นที่นี่เพื่อสำรวจท้องน้ำอันกว้างใหญ่ ตามความคิดฝันและพลังที่มีอยู่ โดยให้คำชี้แนะทิศทางที่ควรแจวไป พวกเราสร้างกิจกรรมและโครงการวิจัยต่างๆจำนวนหนึ่ง ทั้งโครงการ “เสวนาคาเฟ่” ที่อาจารย์สนับสนุนให้เป็น “เวทีว่างๆสำหรับการสร้างสรรค์” ของนิสิตท่ามกลางโครงสร้างอันแข็งเกร็งของระบบการเรียนการสอนและระบบกิจกรรมของมหาวิทยาลัย โครงการวิจัยข้ามสาขาเกี่ยวกับ “วิทยาศาสตร์และสุขภาวะทางสังคม” ที่ทำให้พวกเรามานั่งถกเถียงกันอย่างหน้าดำหน้าแดงในเรื่องราวอันสะระตะเกี่ยวกับความสืบเนื่องอันซับซ้อนและการไหลวนส่งผลกันไปมาของกระแสน้ำอุ่นน้ำเย็นของท้องน้ำทั้งสองแห่ง กระทั่งช่วงปี 2547 เป็นต้นมา พวกเราส่วนหนึ่งเริ่มสนใจทำโครงการกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่องความรุนแรงและสันติวิธีในสามจังหวัดภาคใต้ของไทย ขบวนเรือแจวน้อยๆของพวกเราก็ยังได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากอาจารย์ และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นการสำรวจน่านน้ำใหม่อีกแห่งหนึ่งของผมเอง ที่รู้จักกันในวงวิชาการว่า “สันติศึกษา” (peace studies)

ทะเลใหญ่อย่างอาจารย์ได้แบกรับน้ำหนักเรือแจวน้อยอย่างผมให้แล่นสำรวจท้องน้ำสังคมวิทยา และดึงศักยภาพด้านฝีพายของผม รวมทั้งหัดฟังภาษาของคลื่นลมและท้องทะเลอยู่ 4 ปี แล้วก็พาผมมาส่งที่น่านน้ำอีกแห่งสำหรับการเตรียมล่องเรือต่อไปได้ด้วยตัวเอง ภายใต้คำสนับสนุนของอาจารย์ฉันทนา บรรพศิริโชติ ที่ให้ผมสมัครเข้าเรียนปริญญาเอกทางรัฐศาสตร์ (ด้วยวุฒิปริญญาโททางวิศวกรรมศาสตร์นี่แหละ!!) ระหว่างนั้น อาจารย์สุริชัยยังคงเป็นดั่งน้ำในมหาสมุทรที่ทั้งโอบอุ้มเรือน้อยๆอย่างผมให้ไปตามเส้นทางที่ตัวเองตั้งใจมุ่งสู่ และทั้งหนุนเนื่องให้ผมฝ่าคลื่นลูกแล้วลูกเล่า นอกจากการฉุดรั้งความคิดอยากลาออกจากการเรียนปริญญาเอกของผมไว้ด้วยประโยคว่า “course work ปีครึ่งเอง คุณทนได้อยู่แล้ว” อาจารย์ยังให้ความกรุณาช่วยการเขียนจดหมายรับรองให้ผมถึง 4 ฉบับ คือ เมื่อตอนสมัครเรียนปริญญาเอก ตอนสมัครทุนการศึกษาอีก 2 แห่ง และสุดท้ายตอนสมัครเข้าเป็นอาจารย์ด้านสันติวิธีที่มหาวิทยาลัยมหิดล อันเป็นการเกื้อหนุนครั้งสำคัญ ที่ผมคิดว่าคงทำให้อาจารย์วางใจได้มากขึ้น ว่าผมเรียนรู้ภาษาแห่งท้องทะเลได้ถึงระดับที่สามารถล่องเรือต่อไปได้เองแล้วในน่านน้ำที่ผมค้นพบและเลือกแจวไป แต่ก็ยังไม่วายที่ผมจะชักฝีพายกลับไปขอความกรุณาให้อาจารย์มาส่งผมอีกครั้งในเส้นทางชีวิตส่วนตัว ด้วยการเป็นเถ้าแก่ฝ่ายชายขึ้นอวยพรในงานแต่งงานของผม เป็นอันเสร็จสิ้น 7 ปีแห่งภารกิจการทะนุบำรุงทางความคิดและเกื้อหนุนทางอาชีพการงานและชีวิตส่วนตัว ที่ครูอย่างอาจารย์สุริชัยจะสามารถโอบรับน้ำหนักเรือน้อยอย่างผมให้แล่นต่อไปได้เอง (และขณะนี้แล่นเองมาได้ 1 ปีแล้ว)

สำหรับเรือแจวน้อยๆอย่างผมแล้ว ผมระลึกอยู่เสมอว่าอาจารย์เป็น “ครูทางสังคมคนแรก” [1] ที่ให้กำเนิดและทะนุบำรุงผมอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง จนผมเจริญวัยทางความคิดและวุฒิภาวะด้านสังคม โดยที่ผมไม่เคยรู้สึกเลยแม้ซักครั้งเดียวว่าจะถูกอาจารย์ครอบงำ ทวงบุญคุณ หรือแม้แต่รู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของการพัฒนาทางความคิดของผมในฐานะ “เด็กสร้าง” ของอาจารย์เลย กับลูกศิษย์คนอื่นๆอาจารย์ก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน ผมรู้สึกได้ว่าอาจารย์ไม่เคยคิดตั้งสำนักขึ้นมาอย่างเป็นทางการเพื่อหา “เด็กสร้าง” มาอยู่ในสังกัดของตัวเองเลย ในทางวิชาการ อาจารย์ก็ไม่เคยสถาปนาอะไรขึ้นเป็น “สำนักสุริชัย” เลย ทั้งในแง่สถาบันและในแง่งานคิดงานเขียน ไม่เคยมีลูกศิษย์คนใดอ้างตัวเองเป็นศิษย์ในสกุลความคิดสายสุริชัยเช่นกัน ซึ่งผมคิดว่าตัวอาจารย์เองก็พอใจ เพราะวิถีแห่งอาจารย์ คือ ให้กำเนิด แต่มิได้ถือตนเป็นเจ้าของ และบำรุงเลี้ยง แต่ไม่คิดเข้าครอบครอง

ประมือ

เท่าที่สนทนาทางความคิดกับอาจารย์จนปัจจุบันนี้ ผมไม่เคยสามารถสร้างข้อสรุปหรืออธิบายแบบแผน (อันเป็นภารกิจอย่างหนึ่งของศาสตร์ทั้งทางวิทย์และสังคม) เกี่ยวกับ “ความเป็นสุริชัย” ได้เลยว่าอาจารย์มีวิธีคิดวิธีเผชิญปัญหาทางสังคมเป็นอย่างไร วิธีคิดของอาจารย์ดูคล้ายจะเป็น “สังคมวิทยา” อันเป็นต้นธารทางวิชาการที่อาจารย์ถูกฝึกฝนมา แต่ก็ดูคล้ายไม่ใช่ “สังคมวิทยา” อย่างที่ผู้ถูกฝึกฝนมาทางนี้จะรู้จัก

ถ้าจะหาข้อสรุปเกี่ยวกับกระบวนท่าในเชิงความคิดของอาจารย์แล้ว ผมคิดว่าลูกศิษย์หลายคนคงรู้สึกเหมือนผมว่า กระบวนท่าของอาจารย์เป็นแบบ “ไร้กระบวนท่า” ดังที่มีพวกเราบางคนบอกว่าอาจารย์เป็นพวก “หยิบใบไม้ขึ้นมาเป็นกระบี่ได้” ในช่วงที่ฝึกตนอยู่นั้น ผมเถียงกับอาจารย์ไม่เคยชนะ มองปัญหาไม่เคยทันอาจารย์ มีแต่อาจารย์มักทำให้เรา (และธารน้อยใหญ่ที่ไหลมาสู่) มองเห็นสิ่งต่างๆได้ไกลกว่าที่เรามองอยู่เสมอๆ วิธีคิดวิเคราะห์และหาทางออกต่อปัญหาสังคมของอาจารย์นั้น หากเทียบเป็นวิถีกระบี่แล้ว ต้องกล่าวว่า ไร้รูปลักษณ์ จึงทะลุสิ่งไร้ช่องว่าง

เท่าที่ผมสังเกต อาจารย์ให้ความสำคัญต่อกระแสการเคลื่อนไหวแปรเปลี่ยนร้อยแปดพันประการของสิ่งทั้งหลายอันไม่หยุดนิ่งหรือที่อาจารย์มักเรียกว่า “พลวัต” ขณะเดียวกัน อาจารย์ก็รู้ทฤษฎีมากและใหม่เสมอ (ดุจเดียวกับอาจารย์ที่น่าเคารพของไทยหลายๆคน) และรู้ว่าจะใช้หรือไม่ใช้ทฤษฎีใดในสถานการณ์ใด ไม่ยึดติดกอดแน่นในทฤษฎีหนึ่งๆ มีทฤษฎีเป็นเพียงตัวช่วยมองสภาพปัญหาสังคมให้ได้คมชัดขึ้นเท่านั้น ทำให้ไม่มีทฤษฎีอะไรจะต้องปกป้อง และไม่ถูกทฤษฎีปิดกั้นความคิดจนมองไม่เป็นอย่างอื่น เป็นอีกเรื่องที่ผมได้เรียนรู้จากอาจารย์ว่า ไม่จับยึด จึงไม่ลื่นหลุดมือ กล่าวคือ ทั้งไม่มีทฤษฎีอะไรให้หลุดมือ และไม่มีมิติอันซับซ้อนของสังคมมิติใดให้ลื่นหลุด

ข้อสำคัญที่เป็นทั้งข้ออ่อนและข้อเด่นของอาจารย์ คือ เวลาพวกเรามาปรึกษาหรือเวลาอาจารย์อภิปรายปัญหาต่างๆในเวทีสาธารณะนั้น หลายคนจะรู้สึกว่า “ฟังไม่รู้เรื่อง!?!” แตกต่างจากนักคิดหลายๆคนที่เสนอหรือฟันธงอะไรชัดๆเจนๆ เป็นที่พออกพอใจผู้ฟังให้กลับบ้านไปนอนหลับได้อย่างสบายใจ นี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอาจารย์มักพูดสิ่งต่างๆออกมาจากหัวจิตหัวใจของตน ผมยังจำได้เมื่อครั้งที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ จัดเวทีสาธารณะในวาระครบรอบกี่ปีก็จำไม่ได้แล้วนั้น อาจารย์อภิปรายเรื่องความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ ในลักษณะที่ผมอยากเรียกว่า “ไฮด์ปาร์คเสียงทุ้มลึก” พูดถึงสภาวะของชาวบ้านภาคใต้ที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความรุนแรงที่ซับซ้อน และรอบด้าน พูดในลักษณะ “จากใจผู้ที่ถูกกล่าวถึง ผ่านใจผู้พูด พุ่งสู่ใจผู้ฟัง” ผมถึงกับน้ำตาซึมและต้องโดดเรียนไปเดินเล่นให้คลายจิตใจลง และนั่นเป็นอีกครั้งที่อาจารย์สอน (โดยไม่สอน) ให้ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตนเอง และพูดออกมาตามที่คิดและรู้สึก และผมได้เรียนรู้ว่าการสื่อสารโดยใช้หัวใจนี้แหละ เพราะมีความไม่หมดจดในทางความคิด/ทฤษฎี มันจึงน่าฟัง

อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้คนมักฟังอาจารย์ไม่ค่อยรู้เรื่องนั้น เป็นเพราะอาจารย์มักไม่คิดคำตอบของตัวเองให้ออกมาเป็นแบบสำเร็จรูปหรือเป็นรูปธรรมแข็งๆเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่พูดความคิดของตัวเองแบบค้างๆคาๆ ในลักษณะ “ตั้งลูก” หรือชอบแหย่ให้คนอื่นคิดต่อตามจริตของแต่ละคน เพื่อให้คนฟังได้ช่วยกันนำศักยภาพของตัวเองมาร่วมคิดและมาร่วมสร้างสรรค์ต่อไปด้วย เพราะอาจารย์ไม่เคยยึดถือว่าตนเอง (หรือจะมีใคร) “เป็นผู้ยึดกุมสัจธรรม อันจะนำมาเผยแผ่ให้คนอื่นๆได้รู้ทั่วกัน” เลย ดังที่อาจารย์ย้ำอยู่เสมอว่า “เราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้น และต้องช่วยกันแก้” นอกจากนี้ ด้วยวิธีการเช่นนี้ จึงทำให้แม้จะ “ฟังไม่รู้เรื่อง” แต่สายธารและเรือน้อยใหญ่ยังคงไหลมาสู่อาจารย์อยู่เสมอ ผมคิดว่าเพราะฟังแล้ว ได้อะไรบางอย่าง ที่คนฟังก็ไม่แน่ชัดว่าคืออะไร ผมอยากเรียกวิธีการนี้ว่า ไร้คำตอบเบ็ดเสร็จ ผู้คนมากมายจึงรู้สึกว่าน่าร่วมทางร่วมคิดและร่วมแก้ไปด้วยกัน

ดำรงตน

ผมได้มีโอกาสเฝ้าดูเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของอาจารย์ 2 เหตุการณ์ ที่นำมาเป็นแบบอย่างในชีวิตของผมได้อย่างดี ตั้งแต่ช่วงปี 2547 เป็นต้นมา เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้อย่างต่อเนื่อง อาจารย์ยังคง “วางตนในที่ต่ำ” เข้าหาปัญหาความทุกข์ของคนพุทธและมุสลิม ณ ชายขอบของสังคม อาจารย์เป็นผู้หนึ่ง (ในบรรดาอาจารย์ที่น่าเคารพมากมายของไทย) ที่วิ่งวุ่นเพื่อหาทางให้เกิดการร่วมไม้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหานี้ กระทั่งในที่สุด กลายเป็นผู้มีส่วนผลักดันสำคัญให้เกิดคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ซึ่งมีคุณอานันท์ ปันยารชุนเป็นประธาน และเป็นการรวมของปัญญาชนสาธารณะที่ใส่ใจต่อปัญหาความรุนแรงในบ้างเมืองครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง โดยที่ตัวอาจารย์เองไม่เคยอวดอ้างเลยว่าเป็นบุคคลสำคัญของคณะกรรมการชุดนี้

ในการผลักดันเรื่องการแก้ปัญหาภาคใต้นี้ ก็เหมือนดังทุกๆครั้งที่อาจารย์จับปัญหาคนชายขอบต่างๆ คือ ทำงานอยู่เบื้องหลัง เป็นคนคอย “ตั้งลูก” ให้เกิดการขบคิดร่วมกัน มากกว่าที่จะออกมาอยู่เบื้องหน้าเป็นคนนำเอง กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ชอบทำงานทางความคิดและสื่อสารกับคนแบบคุยกันตัวต่อตัว มากกว่าที่จะชอบมาปรากฏบนหน้าสื่อมวลชน ใช้สำนวนอาจารย์เจตนา นาควัชระ คือ อาจารย์ชอบทำตัวเป็น “ระนาดทุ้ม” คอยคุมจังหวะของวงดนตรีทั้งวง มากกว่าจะเป็น “ระนาดเอก” ที่ขึ้นโซโล่นำเด่นให้คนอื่นเห็น เท่าที่จำได้มีเพียงครั้งเดียวที่ได้มีรูปถ่ายออกมาในสาธารณะ เป็นรูปอาจารย์ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างคุณอานันท์กับคุณทักษิณ อาจารย์เล่าให้ฟังภายหลังว่าพยายามจะหลบไม่ขอไปยืนด้วยแล้ว แต่ถูกทั้งสองเรียกให้ไปยืนด้วย เข้าทำนองว่าเพราะ “อยู่รั้งท้าย จึงกลับกลายเป็นหน้าสุด” แต่การออกหน้าสื่อดังกล่าวก็ยังไม่สำคัญเท่ากับการเป็นผู้อยู่หน้าสุดของปัญหา ด้วยการอยู่เบื้องหลังสุดของกิจกรรมการแก้ปัญหาต่างๆ ดังที่อาจารย์ชอบกระทำ อย่างไรก็ตาม ครั้งไหนธารน้อยใหญ่มาขอให้อาจารย์ช่วยออกหน้าให้ และอาจารย์พิจารณาแล้วเห็นว่าน่าจะก่อให้เกิดมรรคผลต่อผู้ขอบ้าง อาจารย์ก็ไม่รั้งรอที่จะเอา “คอไปพาดเขียง” ออกหน้าให้เช่นกัน

ผมได้ตระหนักถึงความสำคัญของอาจารย์สุริชัยต่องานด้านการแก้ปัญหาความรุนแรง จากปากของอาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ (ซึ่งมีผู้เรียกทำนองว่าเป็น “Father of Peace Studies/Activist in Thailand”) อาจารย์ชัยวัฒน์กล่าวแก่พวกเราที่ขอให้อาจารย์ช่วยมากล่าวปิดในงานสัมมนาเรื่องเกี่ยวกับเยาวชนและสันติภาพ ทำนองว่า (จำได้ไม่ชัด) “คนยังมองเห็นความสำคัญของอาจารย์สุริชัยในเรื่องสันติภาพในสามจังหวัดภาคใต้น้อยไป” การทำงานด้านสันติภาพและสันติวิธีของอาจารย์สุริชัย ตั้งแต่เรื่องสามจังหวัดภาคใต้และความรุนแรงทางการเมืองในช่วง 4-5 ปีมานี้ (แม้จะไม่เคยประกาศตัวว่าเป็น “นักสันติวิธี” เลยก็ตาม) จึงเป็นแบบอย่างอย่างดีในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ที่พยายามใช้สติปัญญาและกำลังความสามารถเท่าที่มีอยู่ โดยไม่จำเป็นต้องออกหน้า ในการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ความรุนแรงของบ้านเมือง และเป็นกำลังใจให้แก่ผมที่จะศึกษาเรียนรู้ต่อไปในฐานะ “ผู้สนใจสันติวิธี” อีกด้วย

กรณีที่สำคัญที่สุด ที่ผมเฝ้าดูอาจารย์ด้วยความเคารพและพยายามเรียนรู้จากอาจารย์ คือ เรื่องการธำรงรักษาหลักการของตัวเอง ท่ามกลางสถานการณ์และเงื่อนไขบีบคั้นนานาประการ ในครั้งนั้น แม้อาจารย์จะไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารก็ตามที แต่อาจารย์เลือกพาตัวเข้าไปคลุกกับปัญหา ไม่ลอยตัวหรืออยู่นอกวงของปัญหา โดยตอบรับเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งตั้งขึ้นหลังเหตุการณ์รัฐประหาร ขณะนั้น เหตุการณ์รัฐประหารทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่ปัญญาชนและภาคประชาสังคมไทยอย่างรุนแรง อาจารย์เองก็ถูกสายตาตั้งคำถาม คำพูดกระแนะกระแหน กระทั่งถากถาง ต่างๆนานา ทั้งจากผู้ที่อาจารย์เคารพนับถือและมิตรสหาย (บางคนนั้น เพราะคิดว่าอาจารย์กำลัง “ปีนป่าย” ขึ้นสู่ “ที่สูง”) ทั้งต่อหน้าและลับหลัง กระทั่งบนเว็บไซต์ แม้ลูกศิษย์ลูกหาและเพื่อนฝูงอีกหลายคนเข้าใจและเชื่อใจในเจตนาและวิถีของอาจารย์ที่ “วางตนในที่ต่ำ” อยู่เสมอ แต่ผมได้ทราบว่าอาจารย์เจ็บแปล๊บอยู่ไม่น้อย แต่ก็ยังยืนยันกระทำในบทบาทที่ตัวเองเลือกอย่างเต็มที่บนหลักการที่ตัวเองยึดมั่น โดยเฉพาะเรื่องการผลักดันให้เกิดการเดินหน้าแก้ปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้

ครั้งนั้นก็เหมือนดังทุกครั้งในชีวิต (แต่ดูจะหนักที่สุดเท่าที่อาจารย์เผชิญมา) ที่อาจารย์เลือก “เส้นทางที่ยากกว่า” และต้องเผชิญกับทั้งการแทงข้างหลังและแทงซึ่งๆหน้า เพื่อให้สามารถหาหนทางที่พอจะช่วยเหลือปัญหาของคนที่กำลังเดือดร้อนอย่างวิกฤติได้ เหตุการณ์ครั้งนี้ จึงเป็นอีกครั้งที่อาจารย์ไม่จับยึด จึงไม่ลื่นหลุดมือ ผมได้เรียนรู้จากอาจารย์อย่างน้อย 2 ประการ คือ เพราะอาจารย์ยอมงอ (ไม่รั้นต่อสถานการณ์) จึงกลับตรงได้ตามเจตนารมย์ของตนเอง และเพราะอาจารย์เป็นน้ำในมหาสมุทร จึงสามารถธำรงความอ่อนโยนได้ และกลับกลายเป็นแข็งแกร่ง

ดาวนำทาง

ผมไม่สามารถสร้างข้อสรุปเกี่ยวกับชีวิต วิธีคิด แนวทางการทำงาน หรือวิถีแบบ “สุริชัย” ได้ จึงต้องอาศัยถ้อยคำดังในตอนต้นของบทความนี้ มาประยุกต์ใช้อย่างประดักประเดิดหรือ “ลิเกไปหน่อย” ในการอธิบายตัวอาจารย์ แม้อาจารย์อาจจะยังไม่เคยคิดตั้งสำนักหรือสกุลความคิดสายสุริชัยมาก่อน แต่ในโอกาสที่อาจารย์ครบรอบ 60 ปีและใกล้จะเกษียณนี้ ผมยังคงตั้งความหวังให้อาจารย์ได้มีเวลาหยุดพัก จิบน้ำชา “ฟังเสียงมดสนทนากัน” เพื่ออาศัยความสงบนิ่ง สร้างชิ้นงานขึ้นส่องความกระจ่าง กลายเป็น “ดาวนำทาง” (นอกเหนือจากการเป็นน้ำในห้วงมหาสมุทรแล้ว) ให้แก่บรรดาเรือน้อยใหญ่ที่ล่องลอยและแล่นไปในท้องน้ำต่างๆตามเข็มมุ่งของตนเอง บนวิถีทางแห่งการตระหนักรู้ถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างน้ำกับเรือและดวงดาว กระทั่งวันหนึ่งข้างหน้า เหล่าเรือน้อยจะสามารถกลายเป็นผืนน้ำผืนเดียวกับอาจารย์ และได้ดำรงตนเป็นดาวนำทางให้แก่ชนรุ่นหลังด้วยเช่นกัน

ขอแสดงความระลึกในบุญคุณและขอแสดงความคารวะอย่างสูงมาในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งนี้

หมายเหตุ :
[1] อันที่จริง ถ้าจะนับ “ครูทางสังคม” คนแรกของผมจริงๆนั้น ต้องนับที่ครั้งแรกที่เรียนวิชาทางสังคม ซึ่งผมได้เรียนกับอาจารย์ฉันทนา ในวิชา “ความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมือง” วิชานี้เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจแก่ผม จนปัจจุบันเลือกที่จะพาตัวเองอยู่ในวงการศึกษาด้านสันติวิธีด้วยเช่นกัน ขอขอบพระคุณอาจารย์ฉันทนามาในโอกาสนี้ด้วย รวมทั้งขอบพระคุณที่สนับสนุนให้ผมสมัครเรียนปริญญาเอกทางรัฐศาสตร์

ปรับปรุงล่าสุด : 10 พ.ค. 2552


สันติวิธีในสถานการณ์จริง : สันติวิธี “ฝ่ายบู๊”

April 25, 2009

เหตุการณ์จลาจลในช่วงวันที่ 12 กลุ่มเสื้อแดงบุกเข้าไปในโรงแรมที่พัทยาที่กำลังประชุมอาเซียนซัมมิทกันอยู่ และมีการทุบรถของอภิสิทธิ์ตอนบ่าย

ครึ่งแรกของวันที่ 13 เม.ย. ซึ่งผ่านช่วงการปะทะกันที่สามเหลี่ยมดินแดงในตอนเช้ามืดและมีการอาละวาดทั่วเมืองกรุงของกลุ่มเสื้อแดง ทั้งยึดรถแก๊ซ, ยึดและเผารถเมล์ ฯลฯ และเริ่มลุกลามจนกลายเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างประชาชนทั่วไปกับผู้ชุมนุมเสื้อแดง 3 จุด คือ แฟลตดินแดง, เพชรบุรี ซอย 7 และที่สำคัญ คือ ชุมชนนางเลิ้ง

จากเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 12 ถึงครึ่งแรกของวันที่ 13 เมษายน 2552 ดังกล่าว ผมได้ตระหนักว่า เมื่อแรกเจอกับเหตุการณ์เหล่านี้ รัฐบาล ตำรวจและทหารยังตั้งตัวไม่ได้ ตัดสินใจไม่ถูก ว่าควรจะทำอะไรดี ถึงขนาดที่เอารถหุ้มเกราะออกมา แล้วก็ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมยึดไป

[ดูลำดับเหตุการณ์อีกครั้ง : คลิ๊กที่นี่]

รถแก๊สที่ถูกนำมาจอดใกล้แฟลตดินแดง (ภาพจากมติชน)

รถแก๊สที่ถูกนำมาจอดใกล้แฟลตดินแดง (ภาพจากมติชน)

ในขณะที่จากการให้สัมภาษณ์ของอาจารย์นิธิและอาจารย์ชัยวัฒน์ในค่ำวันที่ 12 เม.ย. ทางไทยพีบีเอส (ที่ทั้งสองท่านเสนอให้ยุบสภาและปล่อยตัวอริสมันต์เพื่อลดเงื่อนไขการเผชิญหน้ากันด้วยความรุนแรง) และการให้สัมภาษณ์ของอาจารย์นักสันติวิธี 5 ท่าน (อ.นฤมล ทับจุมพล, อ.ยุกติ มุกดาวิจิตร, อ.ศรีประภา เพ็ชรมีศรี, พี่คุ้ง นารี, พี่ศราวุท ประทุมราช) ทางไทยพีบีเอสในค่ำวันที่ 13 เม.ย. นั้น  ผมก็ได้เห็นอีกเช่นกันว่า ทั้ง 7 ท่านได้พยายามอย่างสุดความสามารถในการเสนอทางออกและหาทางป้องกันไม่ให้เกิดการเผชิญหน้ากันด้วยความรุนแรงและพยายามอย่างยิ่งที่จะเสนอทางออกอย่างสันติวิธี

สิ่งที่ผมเห็นคือ ข้อเสนอและข้ออภิปรายของทุกท่าน ไม่สามารถสร้างโน้มน้าวให้คนทั่วไป make sense (หรือฟังดูแล้ว sound) ว่าจะนำไปใช้จริงได้อย่างไร  เหล่านี้ทำให้ผม ตระหนักว่า สังคมไทยเรามีความรู้และชุดความคิด (idea) เกี่ยวกับ “สันติวิธีในสถานการณจริง” น้อยเกินไป (ข้อเสนอของอ.นิธิและอ.ชัยวัฒน์นับว่าฟังดู sound มากที่สุดแล้ว แต่ผมก็ยังรู้สึกว่าน่าจะมีอะไรไปกันได้มากกว่านั้น)

ผมจึงเห็นว่าเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ความรุนแรงครั้งต่อๆไปในระยะยาวแล้ว เราควรมีการศึกษาพร้อมสำหรับการเตรียมจัดให้มี “ชุดทางเลือก” ทางสันติวิธีหลากหลายประเภท ที่ใช้รับมือกับสถานการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรงในลักษณะต่างๆกันไป โดยศึกษาดูว่าในอดีตและในประเทศอื่นนั้น ในสถานการณ์วันสุกดิบหรือในสถานการณ์ ณ วินาที (หรือ ณ โมงยาม) ที่มีความรุนแรงเกิดขึ้น เราหรือคนอื่นเคยมีวิธีการเผชิญหน้ากับความขัดแย้งและความรุนแรงด้วยสันติวิธีอย่างไรบ้าง  โดย “ชุดทางเลือก” นี้ อาจทำออกมาเป็นลักษณะ “คู่มือการเผชิญหน้า (หรือหาทางออก) กับสถานการณ์ความรุนแรงจริงโดยสันติวิธี”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมเสนอนั้น ไม่ได้มีไว้สำหรับเป็นชุดความรู้แข็งเกร็งตายตัวที่เป็นยาวิเศษใช้ได้ในทุกสถานการณ์ ผมเพียงแต่คิดว่า สังคมไทยเราจำเป็นต้องเพิ่มขยายเพดานทางความคิดและจินตนาการให้เห็นว่ามีสันติวิธีที่ใช้ได้จริงกับสถานการณ์ตรงหน้า (และโดยเฉพาะในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองระดับประเทศที่เป็นสถานการณ์เฉพาะหน้า เหมือนเมื่อครั้งที่ผ่านมาในสงกรานต์นี้)

ผมไม่รู้ว่ามีสิ่งเหล่านี้อยู่ในที่แห่งในหรือในสถานการณ์ใดบ้าง แต่ผมเชื่อว่าเราและสังคมอื่นเคยมีประสบการณ์กันมาไม่น้อย ในขณะที่ไม่มีใครเคยรวบรวมวิธีการรับมือเหล่านั้นขึ้นมา แล้วเรียกมันว่า “สันติวิธี” ซึ่งผมอยากจะเรียกมันว่า “สันติวิธีในสถานการณ์จริง” เพื่อให้คนทั่วไปได้รู้ว่า สิ่งเหล่านี้คือสันติวิธี และสันติวิธีก็ไม่ได้มีเพียงแค่อยู่ในตำรา หรือเป็นเพียงทฤษฎีเลื่อนลอยที่ใช้การไม่ได้ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานตรงหน้า

กล่าวโดยสรุป ผมกำลังคิดว่าคงน่าสนใจไม่น้อย ถ้าสังคมไทยที่เริ่มสนใจสันติวิธีอย่างจริงจังจะมีการคิดเรื่อง (เรียกอย่างนิยายกำลังภายในได้ว่า) “สันติวิธีฝ่ายบู๊” ควบคู่ไปกับ “สันติวิธีฝ่ายบุ๋น” (ที่เริ่มมีมากขึ้นแล้วบ้างในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านม)

หมายเหตุ : ด้วยความด้อยประสบการณ์ที่ใช้ชีวิตผ่านเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองสำคัญๆของบ้านเมืองที่ผ่านมาไม่มากพอนั้น จึงต้องขออภัยหากข้อเสนอของผมดูจะ naïve ไปบ้าง


Situated Nonviolence : Reflection from April Insurrection in Bangkok

April 25, 2009

This hottest summer is very terrible for Thai people as the turbulence in Bangkok and Pattaya during 12-14 April 2009. On April 12, the red-shirt group invaded into the hotel that was holding ASEAN summit at Pattaya, and in the afternoon, they crazily hit the PM’s car. On April 13, there was a bloody clash at Din Daeng junction between the soldiers and the red-shirt group in the early morning. There were also Bangkok-wide insurrection, including :

  1. driving the gas-truck into the clashed area to protect mob-dissolving by the soldiers again;
  2. blocking the train from getting into/out from Bangkok Railway Station;
  3. firing many buses in many areas of Bangkok, and etc.

The situation seem then spiral to be the confrontation between the local communities and the red-shirt groups, at least in 3 area :

  1. Din Daeng community, since the local people were afraid of the gas-truck brought by the red-shirt groups might be getting bomb;
  2. the muslim community at the 7th Petchaburi Lane, since the red-shirt group shot their mosque; and
  3. the Nang Lurng community, since two villagers died by the red-shirt group’s gun.

Then, since the afternoon of Apr 13, the government began to use the force (and gun with ‘paper-head bullet’) to drive, area by area, the red-shirt group that spread out around Bangkok, back into the Government House, which is the central base of red-shirt protesters. At the noon of Apr 14, finally, the leader of red-shirt group declared to dissolve the demonstration claiming to protect the protester’s safety, and then walked out from the protested area to surrender to the police. The crisis was ceased, at least for weeks or months, but not ended, because it left a lot of social wound among the people and ambiguities about justification of violence both from state and the red-shirt protesters.

[for the chronology of red-shirt revolted, click here]

A man lived nearby Government House tried to stop the fire on the bus burnt by red-shirt group (Reuters/Daylife.com)

A man lived nearby Government House tried to stop the fire on the bus burnt by red-shirt group (Reuters/Daylife.com)

************************

During the turbulence described above, I found that since Apr 12 until Apr 13 morning, the government, police and army were still not be able to decide about how to deal with the situation (the armored cars were driven out to the road, but were took by the red-shirt groups). One reason they could not decide was because Thai public might against them if they use violence with the people (though there were some people tend to demand the state to use violence).

While in the civil society sector, two leading public intellectuals (including Chaiwat Satha-Anand), during they were interviewed in the Thai PBS, proposed for dissolving the parliament and releasing a leader of red-shirt group (which was arrested after invading into ASEAN summit meeting) to reduce the violence condition. Another day, a group of five nonviolence and human-rights activists went to Thai PBS to demand and insist every sector to hold the nonviolent measure in dealing with the situation.

All of them tried best to propose the nonviolent solution and to prevent the violent confrontation. However, I found in their action, that their proposal and discussion were not sound and can not convince Thai public, since it’s not practical (the recommendation for dissolving the parliament was the most practical, but I ‘feel’ that there should be better alternatives). Therefore, from such situation, I realized that Thailand may have not enough practical knowledge or ideas about what I would call ‘Situated Nonviolence’ for both state agency and for the people in dealing with such violent insurrection.

So I think Thai society should develop something like ‘nonviolent tool-box’ which might be a package of practical knowledge containing a number of nonviolent choices in dealing with various kinds of violent situation. This would increase the idea and imagine boundary of Thai people to believe that there are practical nonviolent measures that are workable in the real situation or in the crisis, not just in theories or textbooks.

I think there would be a lot of such kind of experience around the world, but I don’t know if there is any people study this topic or collect such kind of knowledge. Any recommendation about where I can found this kind of knowledge or study on this topic?’


%d bloggers like this: