Hate Speech & Harmful Information

November 30, 2010

นำเสนอในเวทีวิชาการสาธารณะเพื่อพัฒนาคำถามวิจัย “ออนไลน์ศึกษา” จัดโดยกลุ่ม Thai Netizen ร่วมกับโครงการปริญญาเอก คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันจันทร์ 29 พ.ย. 2553

—————————————–

[download PDF]

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเรื่อง “ความลี้ลับของข้อมูลข่าวสาร : ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรงทางการเมืองในศตวรรษที่ 21 ของไทย” [ดู proposal] ใน ชุดโครงการเมธีวิจัยอาวุโสช่วงที่ 2 ปีที่ 1 เรื่อง “สันติวิธีและความรุนแรงในสังคมไทย: ความรู้, ความลับ และ ความทรงจำ” สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

ตัวบทความชิ้นใหญ่ยังไม่เสร็จ แต่บทความขนาดสั้นนี้ ผมเขียนขึ้นเพื่อไปนำเสนอในเวทีวิชาการตามคำชวนของกลุ่ม Thai Netizen ซึ่งเป็นเวทีที่รวมนักศึกษาและนักวิชาการรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องอินเทอร์เน็ตและอะไรที่เกี่ยวกับโลกออนไลน์ มาพูดคุยกันได้อย่างน่าสนุกสนานทีเดียว

บทความชิ้นนี้ ผมลองเผชิญหน้ากับด้านมืดของอินเทอร์เน็ตและสังคมข้อมูลข่าวสารดูบ้าง คู่ปรับของผมในบทความนี้ คือ ข้อมูลข่าวสารประเภทที่เป็น hate speech และข้อมูลข่าวสารที่เป็นอันตราย (harmful information)

โดยพยายามตอบคำถามว่า หากยึดมั่นในหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารแล้ว เราควรมีท่าทีอย่างไรต่อการเซ็นเซอร์ hate speech และข้อมูลข่าวสารที่เป็นอันตราย และจะมีวิธีการรับมือกับทั้งสองเรื่องนี้อย่างไร โดยไม่ผิดหลักเสรีภาพ

[ดาวน์โหลดบทความนี้ – PDF 6 หน้า A4]

Advertisements

คำประกาศอิสรภาพอเมริกัน 1776

May 21, 2009

(ดาวน์โหลดคำประกาศ 1776 พากย์ไทย : PDF 3 หน้า)

หลังๆมานี้ ผมเป็นคนชอบพิมพ์งานหรือเขียนงาน โดยถือว่าที่เป็นการภาวนาอย่างหนึ่ง (จะเขียนว่า “ภาวนาโดยการพิมพ์/เขียน” ก็ได้) ช่วงนี้กำลังศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์/ทฤษฎี/ปรัชญาการเมืองอยู่ และเห็นว่า บนอินเทอร์เน็ต ยังไม่สามารถหาเนื้อความว่าด้วย “คำประกาศอิสรภาพอเมริกัน” (US Declaration of Independence, 1776) (ในพากย์ภาษาไทย) อันเป็นเอกสารสำคัญชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยในโลกสมัยใหม่ได้ผมจึงถือโอกาสพิมพ์เนื้อความนี้ขึ้นมาไว้บนอินเทอร์เน็ต (เป็นการภาวนาไปในตัว) โดยใช้สำนวนแปลของอาจารย์สมบัติ จันทรวงศ์ นักปรัชญาการเมืองคนสำคัญของไทย เอกสารชิ้นนี้จะได้เอาไว้สำหรับอ้างอิงและสนทนาแลกเปลี่ยนกัน

ว่ากันว่าผู้มีบทบาทสำคัญในการเขียนเอกสารชิ้นนี้ คือ Thomas Jefferson ซึ่งต่อมาได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 3 ของสหรัฐ นอกจากนี้ เขามีส่วนในการให้ความเห็นและมีอิทธิพลทางความคิดต่อการเขียน “คำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและพลเมือง” (The Declaration of the Rights of Man and of the Citizen) ในการปฏิวัติฝรั่งเศส (1789) อีกด้วย เพราะขณะนั้น Jefferson ได้ไปเป็นเอกอัครราชทูตประจำฝรั่งเศสพอดี  และลาฟาแยต (Marquis de la Fayette) ผู้มีบทบาทสำคัญในการเขียนคำประกาศนี้ของฝรั่งเศส และเคยร่วมรบในสงครามอิสรภาพอเมริกาจนได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษแห่งโลกใหม่นั้น ก็ได้เข้าของคำแนะนำจาก Jefferson ในการเขียนคำประกาศ “คำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและพลเมือง” นี้ด้วยเช่นกัน แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของเอกสารประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญของโลก 2 ชิ้นได้อย่างน่าสนใจยิ่ง

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าสนใจประการหนึ่ง คือ เนื้อหาในคำประกาศอิสรภาพของอเมริกานั้น ถือได้ว่าโจมตีกษัตริย์อังกฤษเสียมากเลยทีเดียว ในขณะที่ตัวลาฟาแยตเองนั้น ภายหลังกลับถูกขบวนการปฏิวัติฝรั่งเศสด้วยกัน ถือว่าเป็นศัตรู เพราะเขามีท่าทีปกป้องพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 (กษัตริย์ฝรั่งเศสในขณะนั้น) และระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ทั้งลาฟาแยตและเจฟเฟอร์สันคล้ายกัน คือ ต่อสู้เพื่ออิสรภาพและเสรีภาพของมนุษย์ แต่ก็ทั้งสองล้วนไม่ใช่บุคคลสามัญธรรมดา หรือชนชั้นชาวนายากไร้ของสมัยนั้น แต่ล้วนเกิดในชนชั้นผู้ดีหรือตระกูลชั้นสูงและร่ำรวยเหมือนกัน นอกจากนี้ ในคำประกาศอิสรภาพของอเมริกัน ยังมีเนื้อความเหยียดคนอินเดียนท้องถิ่นอย่างชัดแจ้งอีกด้วย (ในย่อหน้าที่ 3 ก่อนสุดท้าย) นับเป็นความย้อนแย้ง 2-3 ชั้นในเวลาเดียวกันเลยทีเดียว

*****************************

ต้นฉบับลายมือคำประกาศอิสระภาพอเมริกา

ต้นฉบับลายมือคำประกาศอิสระภาพอเมริกา

คำประกาศอิสรภาพอเมริกัน : เนื้อความ
(วันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ.1776)

เมื่อใดวิถีแห่งเหตุการณ์ของมนุษย์ได้บังเกิดความจำเป็นที่ประชาชนพวกหนึ่ง จะต้องทำลายข้อผูกพันทางการเมือง ซึ่งตนมีอยู่กับประชาชนพวกอื่นให้หมดไป และจะจัดตั้งแหล่งที่อันเป็นเอกเทศและเท่าเท่ียมกันขึ้นใหม่ในหมู่อำนาจบนพื้นพิภพนี้ ตามที่กฎแห่งธรรมชาติและพระเจ้าแห่งธรรมชาติได้ทรงกำหนดให้ไว้ เมื่อนั้นความเคารพที่พึงมีต่อความเห็นของมวลมนุษย์เรียกร้องว่าพวกเขาจะต้องแถลงถึงสาเหตุที่บังคับให้ต้องก้าวไปสู่การแบ่งแยกดังกล่าวนั้น

เราถือว่าความจริงต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ประจักษ์แจ้งอยู่ในตัวเอง นั่นคือมนุษย์ทุกคนถูกสร้างขึ้นมาอย่างเท่าเทียมกัน และพระเจ้าผู้สร้างได้มอบสิทธิบางประการที่จะเพิกถอนมิได้ไว้ให้แก่มนุษย์ ในบรรดาสิทธิเหล่านั้น ได้แก่ ชีวิต เสรีภาพ และการเสาะแสวงหาความสุข

เพื่อที่จะคุ้มครองสิทธิเหล่านั้นให้มั่นคง รัฐบาลจึงถูกสถาปนาขึ้นในหมู่มวลมนุษย์ โดยได้อำนาจที่ยุติธรรมอันเนื่องมาจากความยินยอมของผู้ที่อยู่ใต้การปกครอง เมื่อใดก็ตามที่รูปแบบของรัฐบาลใดเป็นสิ่งที่ทำลายเป้าหมายเหล่านี้ เมื่อนั้นย่อมเป็นสิทธิของประชาชนที่จะเลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐบาลแบบนั้นเสีย และสถาปนารัฐบาลขึ้นใหม่โดยให้มีรากฐานอยู่บนหลักการดังกล่าว และโดยการกหนดอำนาจของรัฐบาลนั้นให้เป็นไปในแบบที่พวกเขาเห็นว่าน่าจะมีผลต่อความปลอดภัยและความผาสุกของพวเขามากที่สุด แน่นอนว่าความสุขุมรอบคอบย่อมจะกำหนดว่ารัฐบาลที่จะได้จัดตั้งมาช้านานแล้ว ไม่ควรที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วยเหตุเพียงเล็กน้อยและชั่วแล่น และโดยเหตุนี้เอง ประสบการณ์ทั้งปวงก็ได้แสดงให้เห็นว่ามนุษยชาติมีแนวโน้มที่จะยอมอดทนหากความชั่วร้ายนั้นพอทนได้ ยิ่งกว่าที่จะแก้ไขให้แก่ตนเองโดยการทำลายล้างแบบอย่างที่ตนเคยชินอยู่ แต่เมื่อการใช้อำนาจไปในทางที่ผิดและการช่วงชิงอำนาจมีอยู่อย่างยาวนาน โดยมุ่งหมายต่อวัตถุประสงค์เดิมอย่างไม่เสื่อมคลาย จนชี้ให้เห็นว่ามีแผนการที่จะกดพวกเขาลงภายใต้การปกครองโดยเด็ดขาดของคนๆเดียวแล้ว ย่อมเป็นสิทธิ ย่อมเป็นหน้าที่ของพวกเขาที่จะล้มล้างรัฐบาลเช่นนั้น และจัดหาเครื่องป้องกันใหม่สำหรับความมั่นคงในอนาคตของพวกเขา – นี่คือควาามทุกข์ยากที่ได้อดทนมาช้านานแล้วของอาณานิคมเหล่านี้ และนี่ก็คือความจำเป็นในปัจจุบันที่บีบบังคับให้พวกเขาต้องเปลี่ยนระบบการปกครองเก่าของตนเสียใหม่ ประวัติของกษัตริย์องค์ปัจจุบันของอังกฤษ คือประวัติแห่งการสร้างความทุกข์ทรมานและการช่วงชิงอำนาจซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยล้วนแต่มีวัตถุประสงค์อันแน่วแน่ที่จะสถาปนาระบบทรราชย์อันเด็ดขาดเหนือรัฐเหล่านั้น เพื่อที่จะพิสูจน์ข้อนี้ ขอให้โลกที่เที่ยงตรงได้พิจารณาข้อเท็จจริงต่อไปนี้ด้วย

พระองค์ปฏิเสธไม่ยอมเห็นชอบด้วยกับกฎหมายซึ่งเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นเพื่อสาธารณประโยชน์

พระองค์ห้ามมิให้ผู้ว่าการรัฐของพระองค์ผ่านกฎหมาย ซึ่งมีความสำคัญอันเร่งรีบและต้องใช้โดยด่วน และให้ระงับไว้ก่อน จนกว่าพระอง์จะเห็นชอบด้วย และเมื่อได้ระงับไว้แล้ว พระองค์ก็ได้เพิกเฉยไม่สนพระทัยแต่อย่างใด

พระองค์ปฏิเสธไม่ยอมผ่านกฎหมายอื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เขตที่มีประชาชนจำนวนมาก นอกเสียจากว่าประชาชนเหล่านั้นจะยอมสละสิทธิอันมีค่าประมาณมิได้ของพวกเขา และเป็นสิ่งที่น่าเกรงกลัวก็เฉพาะต่อพวกทรราชเท่านั้น

พระองค์ได้เรียกประชุมสภานิติบัญญัติในที่ต่างๆ ซึ่งผิดปรกติวิสัย ไม่สะดวกและห่างไกลจากแหล่งรวมเอกสารทางราชการของพวกเขา โดยมีวัตถุประสงค์ประการเดียว คือ เพื่อทำให้พวกเขาเหนื่อยล้าและยอมปฏิบัติตามมาตรการของพระองค์

กษัตริย์พระองค์นี้ได้ยุบสภาผู้แทนราษฎรหลายครั้งหลายหน โดยเหตุที่ได้คัดค้านอย่างหนักแน่นและอย่างกล้าหาญต่อการรุกรานสิทธิของประชาชนของพระองค์

หลังจากที่ได้ยุบสภาแบบนี้แล้ว พระองค์ก็ได้ปฏิเสธที่จะให้มีการเลือกตั้งคนอื่นๆขึ้นอีกเป็นเวลานาน ทำให้การใช้อำนาจนิติบัญญัติซึ่งไม่อาจถูกทำลายได้ ต้องกลับไปสู่ประชาชนโดยทั่วไป ในขณะเดียวกันนี้ รัฐก็ตกอยู่ในสภาพที่ล่อแหลมต่ออันตรายทั้งปวงจากการรุกรานจากภายนอกและความปั่นป่วนภายในประเทศ

พระองค์ได้พยายามขัดขวางประชากรของรัฐเหล่านั้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะหยุดยั้งกฎหมายเรื่องการแปลงสัญชาติของคนต่างด้าว และปฏิเสธไม่ยอมออกกฎหมายอื่นๆที่จะสนับสนุนให้พวกเขาเหล่านั้นได้อพยพอีก รวมทั้งเพิ่มเงื่อนไขของการจัดแบ่งที่ดินใหม่ขึ้น

พระองค์ได้ขัดขวางการบริหารงานยุติธรรม โดยปฏิเสธไม่ให้ความเห็นชอบกับการออกกฎหมายจัดตั้งอำนาจทางตุลาการ

พระองค์ทำให้ผู้พิพากษาต้องขึ้นอยู่กับเจตนารมณ์ของพระองค์แต่ผู้เดียว ทั้งในเรื่องระยะเวลาอยู่ในตำแหน่ง จำนวนเงินและการจ่ายเงินเดือนของพวกเขาด้วย

พระองค์ได้จัดตั้งหน่วยงานใหม่ๆขึ้นอีกมากมาย และได้ส่งข้าราชการในพระองค์จำนวนมากมาขัดขวางประชาชนของเรา และหาเลี้ยงชีพจากสิ่งที่พวกเรามีอยู่

พระองค์ได้นำกองทัพประจำการเข้ามาไว้ในหมู่พวกเรา ในยามสงบโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติของเรา

พระองค์ได้ทำให้ฝ่ายทหารอยู่เหนือและเป็นอิสระจากฝ่ายพลเรือน

พระองค์ได้ร่วมกับบุคคลอื่นในการทำให้เราต้องขึ้นกับเขตอำนาจการปกครองที่ผิดแปลกออกไปจากรัฐธรรมนูญของเรา และเป็นสิ่งซึ่งกฎหมายของเรามิได้ยอมรับ โดยทรงเห็นชอบกับการกระทำของบุคคลเหล่านั้นในการออกกฎหมายจอมปลอม เช่น การนำเอากองทหารจำนวนมากที่มีอาวุธเข้ามาไว้ในหมู่พวกเรา การให้ความคุ้มครองแก่บุคคลเหล่านั้นโดยการดำเนินคดีจอมปลอมเช่นเดียวกัน เพื่อมิให้บุคคลเหล่านั้นต้องถูกลงโทษจากการฆาตกรรมใดๆ อันพึงกระทำต่อผู้อาศัยอยู่ในรัฐเหล่านั้น การตัดขาดการค้าของเรากับส่วนอื่นๆทั้งหมดของโลก การยังคับเก็บภาษีจากเราโดยที่มิได้รับความยินยอมจากเรา การตัดโอกาสของพวกเราในหลายๆกรณีในการที่จะได้รับประโยชน์จากระบบการพิจารณาคดีโดยคณะลูกขุน การนำตัวพวกเราข้ามน้ำข้ามทะเลไปดำเนินคดีตามข้อกล่าวหาที่เสกสรรั้นแต่งขึ้น การยกเลิกระบบกฎหมายอังกฤษอันเสรีในรัฐใกล้เคียง โดยจัดตั้งรัฐบาลเผด็จการขึ้นแทน ทั้งยังได้ขยายขอบเขตออกไปเพื่อให้เป็นัตวอย่างและเพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับการนำเอาการปกครองโดยเด็ดขาดแบบเดียวกันนี้มาใช้ในอาณานิคมทั้งหลายได้โดยทันที การเพิกถอนกฎบัตรและยกเลิกกฎหมายกฎหมายที่มีค่าสูงสุดต่างๆของเรา เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองของเราในระดับมูลฐาน การยกเลิกสภานิติบัญญัติของเราและประกาศตนว่ามีอำนาจที่จะตรากฎหมายสำหรับเราในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ

พระองค์ได้ล้มเลิกรัฐบาลที่นี่ โดยประกาศให้เราอยู่นอกความคุ้มครองของพระองค์และทำสงครามกับเรา

พระองค์ปล้นสะดมทะเลของเรา ทำลายฝั่งทะเล เผาบ้านเผาเมืองและทำลายชีวิตประชาชนของเรา

ขณะนี้พระองค์ได้ส่งทหารรับจ้างชาวต่างด้าวเป็นจำนวนมากเข้ามาเพื่อกระทำการฆ่าฟันคน ทำลายล้างและใช้ระบบทรราชย์ที่ได้เริ่มขึ้นแล้วให้สมบูรณ์อย่างโหดเหี้ยมทารุณและเต็มไปด้วยควมทรยศหลอกลวงอย่างยากที่จะหายุคอันป่าเถื่อนที่สุดยุคใดเสมอเหมือน และอย่างไม่เหมาะสมโดยสิ้นเชิงกับประมุขของประเทศที่มีอารยธรรม

พระองค์ได้บังคับให้เพื่อร่วมชาติของเราที่ถูกจับในท้องทะเลหลวงต้องจับอาวุธเข้าต่อสู้กับประเทศของพวกเขา บังคับให้พวกเขาเป็นผู้สังหารมิตรสหายและพี่น้องของพวกเขาเอง หรือไม่ก็ต้องตายด้วยน้ำมือของพระองค์

พระองค์ได้ยุยงให้เกิดการกบฏขึ้นภายในหมู่ของพวกเรา และได้พยายามที่จะนำเอาผู้ที่อาศัยอยู่ตามพรมแดนของเรา คือ ชาวอินเดียนที่ป่าเถื่อนไร้ความกรุณาปรานี ผู้ซึ่งกฎเกณฑ์ในการทำสงครามของพวกเขาได้แก่การทำลายล้างชีวิตผู้คนโดยไม่คำนึงถึงเพศ วัยและสภาพ เข้ามา

ในทุกระยะของการกดขี่เหล่านี้ เราได้ร้องขอให้มีการแก้ไขด้วยความถ่อมตนเป็นที่สุด แต่คำขอร้องครั้งแล้วครั้งเล่าของเรากลับทำให้ได้รับการประทุษร้ายซ้ำแล้วซ้ำอีก กษัตริย์ผู้ซึ่งมีการกระทำการอันมีลักษณะซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นทราราชนั้น ไม่สมควรที่จะเป็นผู้ปกครองของประชาชนที่เป็นอิสระ

สำหรับพี่น้องชาวอังกฤษของเรา ก็ใช่ว่าเราจะขาดซึ่งการเรียกร้องความสนใจ เราได้เตือนพวกเขาให้ทราบเป็นระยะๆถึงการที่สภานิติบัญญัติของพวกเขาได้พยายามขยายเขตอำนาจการปกครอง โดยไม่มีสิทธิ เหนือพวกเรา  เราได้เตือนให้พวกเขาทราบถึงสภาพแวดล้อม การอพยพและการตั้งหลักแหล่ง ณ ที่แห่งนี้ของพวกเรา เราได้ร้องอุทธรณ์ต่อความยุติธรรมในสายเลือดของพวกเขา และต่อความสูงส่งของพวกเขา เราได้วิงวอนพวกเขาโดยอาศัยความสัมพันธ์จากเชื้อสายเดียวกัน ขอให้เลิกการช่วงชิงอำนาจเหล่านี้ ซึ่งจำทำให้ความสัมพันธ์และการติดต่อของเราขาดสะบั้นลงอย่างแน่นอน พวกเขาก็เช่นเดียวกันที่มิได้สนใจไยดีต่อเสียงเรียกหาความยุติธรรมและความเป็นสายเลือดเดียวกัน ดังนั้น เราจึงต้องยอมจำนนต่อความจำเป็นที่จะต้องประกาศการแยกตัวของเรา และถือว่าพวกเขาก็เช่นเดียวกับมนุษยชาติอื่นๆ คือ เป็นข้าศึกในยามสงครามและเป็นมิตรในยามสงบ

เพราะฉะนั้น เรา คณะผู้แทนของสหรัฐอเมริกา ในสภาคองเกรสที่ได้มาประชุมกัน โดยการวิงวอนต่อผู้พิพากษาสูงสุดแห่งโลก เพื่อให้ความยุติธรรมแก่เจตจำนงของเรา จึงขอบันทึกและประกาศในนามและโดยอาศัยอำนาจของประชาชนผู้สุจริตแห่งอาณานิคมเหล่านี้ว่า อาณานิคมที่รวมกันเหล่านี้ มีสิทธิและโดยสิทธิ ควรที่จะได้เป็นรัฐที่มีอิสระและเป็นเอกราช และพวกเขาได้ตัดขาดซึ่งความจงรักภักดีที่มีต่อกษัติรย์อังกฤษ ความสัมพันธ์ทางการเมืองทั้งหลายทั้งปวงระหว่างพวกเขากับรัฐอังกฤษได้สิ้นสุดและควรจะสิ้นสุดลงโดยสิ้นเชิง และในฐานะที่เป็นรัฐฌอกราชที่อิสระเสรี ก็ย่อมมีอำนาจอย่างสมบูรณ์ที่จะทำสงคราม ทำให้เกิดสันติภาพ ทำสัญญเป็นพันธมิตร จัดตั้งพาณิชยกรรม และกระทำการอื่นใดและสิ่งอื่นใดทั้งปวงซึ่งรัฐเอกราชมีสิทธิที่จะทำ เพื่อเป็นการสนับสนุนคำประกาศนี้ โดยยึดมั่นในการคุ้มครองของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงมหิทธานุภาพ เราขอให้สัญญาต่อกันและกันด้วยชีวิต ทรัพย์สิน และเกียรติอันศักดิ์สิทธิ์ของเรา

***************************

หมายเหตุ : พากย์ไทย คัดลอกมาจาก สมบัติ จันทรวงศ์, มหาชนรัฐและประชาธิปไตย : ความคิดทางการเมืองอเมริกัน ค.ศ. 1776-1800. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. 2529. (สำหรับพากย์ภาษาอังกฤษ ดูได้ที่นี่)


ข้อกังขาทางศีลธรรม : ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ vs สมบัติ จันทรวงศ์

July 4, 2007

ประเด็นปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเป้าหมายกับวิธีการในการเปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองนั้น เรียกได้ว่าเป็นอมตะตลอดกาล และเป็นข้อปัญหาพื้นฐานที่วงการสันติวิธีจะต้องพบเจอตลอดเวลาเช่นกัน อันที่จริง ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เคยเขียนบทความสั้นๆเรื่อง “การเปลี่ยนแปลงโดยสันติ : เป้าหมายกับวิธีการ” (ดู annotation; ดู summary) ไว้ตั้งแต่ปี 2528 และนำมารวมพิมพ์ใน สันติทฤษฎี\วิถีวัฒนธรรม ปี 2539 บทความนี้นับว่ามีความสำคัญไม่น้อย และเป็นประเด็นที่ “ใหม่เสมอ”

เมื่อเกิดเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ประเด็นนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างรุนแรงในหมู่นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวของไทย หลังจากบทความดังกล่าวเขียนขึ้นถึง 21 ปีแล้ว ต่อเหตุการณ์นี้ ชัยวัฒน์ได้เขียนบทความขนาดสั้นเรื่อง “The Moral Enigma of the 9/19 Popular coup d’ etat” (2006) [Bangkok Post, 25 Sep 2006] เพื่อแสดงจุดยืนของตนต่อเหตุการณ์นี้บนฐานของความสัมพันธ์ระหว่างเป้าหมายและวิธีการว่าต้องไปด้วยกัน แยกกันไม่ได้ บทความนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของแวดวงนักวิชาการไทยอย่างยิ่ง แต่ที่สำคัญที่จะพิจารณา ณ ที่นี้ คือ ข้อถกเถียงของนักปรัชญาการเมืองคนสำคัญ 2 คนของไทย ซึ่งถือเป็นตัวอย่างอย่างดีเยี่ยมของทั้งผู้ที่ “มาใหม่” และ “อยู่มานานแล้ว” ในวงการสันติวิธีที่ได้เห็นการประมือกันของปรมาจารย์ 2 ท่านว่าด้วยหลักการพื้นฐานของสันติวิธีในบริบทสังคมการเมืองจริง

จากงานเรื่อง Moral Enigma ชัยวัฒน์กล่าวถึงผลสำรวจต่อรัฐประหารครั้งนี้ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนทั่วประเทศถึง 83% ทีเดียว โดยชัยวัฒน์ทำความเข้าใจเหตุผล 4 ประการที่คนส่วนใหญ่ยอมรับรัฐประหารในฐานะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเพื่อล้มระบอบทักษิณ ได้แก่

  1. รัฐประหารเป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อกลายเป็นความรุนแรงจนเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างกองกำลังฝ่ายที่สนับสนุนทักษิณกับฝ่ายต่อต้าน
  2. รัฐประหารไม่ได้ทำลายรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญตายไปนานแล้วโดยรัฐบาลทักษิณ เพราะองค์กรอิสระและช่องทางการตรวจสอบต่างๆล้วนถูกทำให้พิการ โดยการควบคุมอำนาจทุน บุคคล และสื่อ ที่อยู่ในมือทักษิณ
  3. รัฐบาลทักษิณนำเศรษฐกิจของไทยไปผูกติดกับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีระดับโลกมากจนทำให้สิทธิชุมชนท้องถิ่นในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติถูกปิดกั้นอย่างหนักหน่วงมากขึ้นเรื่อยๆ
  4. ในเชิงทฤษฎี การคิดว่ารัฐประหารครั้งนี้ เป็นความขัดแย้งระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตยคงไม่เพียงพอ เพราะรัฐบาลทักษิณที่ได้รับการเลือกตั้งมาตามครรลองประชาธิปไตยนั้นได้มีนโยบายที่ก่อให้เกิดความรุนแรงขนานใหญ่แก่สังคมไทยมากมาย ทั้งกรณีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในนโยบายทำสงครามยาเสพติด ความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนหลายคนถูกสังหาร ทั้งหมดนี้ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างทหารที่สุดท้ายตัดสินใจใช้กำลังเพื่อปกป้องสิ่งที่เขาเห็นว่าศักดิ์สิทธิ์ กับรัฐบาลทักษิณซึ่งได้กลายเป็นสิ่งที่เกษียร เตชะพีระ เรียกว่า “ระบอบสัมบูรณาญาสิทธิทุนจากการเลือกตั้ง” (elected capitalist absolutist)

ชัยวัฒน์กล่าวว่าหากคนๆหนึ่งเชื่อด้วยเหตุผล 4 ประการดังกล่าว รัฐประหารครั้งนี้คนนั้นก็สามารถยอมรับได้ทางศีลธรรม (morally acceptable) แต่ตัวชัยวัฒน์เองประกาศว่าเขายังเห็นด้วยไม่ได้ [1] เพราะตกอยู่ใน “ข้อกังขา/ปมปริศนาทางศีลธรรม” (moral enigma) เพราะเหตุผลเหล่านี้เพียงแค่ “อาจจะถูก” (หรือตามความเข้าใจของผม คือ ไม่ใช่ “ถูกต้องทั้งหมด”) ดังนั้น ชัยวัฒน์จึงยังคงรักษาจุดยืนว่ารัฐประหารเป็นสิ่งผิดเสมอไป (coup is morally wrong) แม้จะเห็นว่ารัฐประหารครั้งนี้เป็นสันติวิธีด้วยเหตุที่ไม่มีผู้ใดบาดเจ็บล้มตาย ทั้งนี้เพราะหากยอมรับรัฐประหารครั้งนี้ก็เท่ากับพยายามทำให้สังคมเห็นว่าคำกล่าวของเหมาเจ๋อตุงที่ว่า “อำนาจได้มาด้วยกระบอกปืน” เป็นสิ่งที่ถูกต้อง กล่าวคือ ทำให้เห็นว่าในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง ด้วยการสนทนา พูดจา และใช้เหตุผลนั้นมีข้อจำกัด ที่สุดแล้ว ก็ต้องยมอรับการใช้ความรุนแรงหรือขู่ว่าจะใช้ความรุนแรงมาแก้ปัญหาบ้านเมือง

ชัยวัฒน์เห็นว่าการเดินทางไปบนถนนสายประชาธิปไตยนั้น ต้องตั้งคำถามต่อการผูกขาด “ความจริง” (truth) การใช้กำลังบังคับผู้อื่น และค่อยๆเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่อุดมคติโดยการถกเถียงอย่างเปิดกว้าง (free debates) เขากล่าวอย่างชัดเจนว่า แม้จะเข้าใจได้ (understandable) แต่ก็น่าเศร้าใจที่เห็นว่ารัฐประหารได้รับการตอบรับมากเพียงใด เพราะการยอมรับวิธีแก้ปัญหาทางการเมืองโดยใช้ความรุนแรงนั้น เท่ากับเป็นสัญญาณแห่งความสิ้นหวัง ต้นทุนทางศีลธรรมของความสิ้นหวังและสติปัญญาของสังคมในการแก้ปัญหาทางการเมืองโดยสันติวิธี คือ สิ่งสำคัญที่เป็นต้องสูญเสียไปสำหรับการตอบรับการรัฐประหารครั้งนี้อย่างท่วมท้น

ถัดจากบทความเรื่อง Moral Enigma ของชัยวัฒน์เพียง 6 วัน สมบัติ จันทรวงศ์ ได้เขียนบทความวิจารณ์งานเรื่อง Moral Enigma ในลักษณะจดหมายถึงชัยวัฒน์ [2] โดยมีข้อวิจารณ์หลายประการและยกระดับการถกเถียงสู่ปรัชญาการเมือง ต่อมาชัยวัฒน์ตอบคำถามและข้อวิจารณ์ของสมบัติผ่านงานเรื่อง “อริสโตเติลกับรัฐประหาร “19 กันยา” ” (2550) ในที่นี้ จะนำมาสนทนาควบคู่พร้อมกันไปในที่นี้เลย

ข้อวิจารณ์ของสมบัติประการแรก คือ รัฐประหารครั้งนี้แตกต่างไปจากรัฐประหารทั่วไป เพราะไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตย เนื่องจากระบอบทักษิณได้เปลี่ยนตัวเองกลายเป็นทรราชไปแล้ว ปฏิบัติการของทหารในวันที่ 19 กันยายน เป็นเพียงปฏิกิริยาของสังคมประชาธิปไตยหรือส่วนที่ดีของมันต่อรัฐบาล rebellious เท่านั้น

ประการที่สอง สมบัติแย้งชัยวัฒน์ในประเด็นการอำนาจของคำพูดหรือใช้การชักจูงด้วยเหตุผลว่าปัญญาชนได้ทำมาแล้ว แต่ดูจะไปเข้าหูคนหูหนวก นอกจากนี้ ประชาชนที่สนับสนุนรัฐประหารนั้น ได้ใช้สิ่งที่เข้าพอจะรู้มากที่สุดแล้ว เพราะพวกเขาไม่ได้ถูกฝึกมาให้โต้แย้งเชิงเหตุเชิงผลได้

ประการที่สาม สมบัติออกตัวว่าไม่ได้บอกว่าอำนาจได้มาด้วยกระบอกปืน แต่เขาเห็นว่าเราควรต้องให้สิทธิต่อสังคมประชาธิปไตยในการปกป้องตนเองจากผู้แย่งชิงอย่างทักษิณด้วย ประเด็นนี้ ชัยวัฒน์ตั้งคำถามย้อนกลับ 2 ประการว่า การใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจเป็นสิทธิของประชาธิปไตยหรือไม่? และ ใครเป็นผู้ใช้กำลัง “ป้องกันประชาธิปไตย” ? เพราะมีข้อต่างอยู่มากระหว่างการ “ป้องกันประชาธิปไตย” โดยอาศัยกำลังของรัฐกับโดยภาคประชาสังคมใช้อำนาจของตนเอง ซึ่งจะส่งผลต่อลักษณะสังคมการเมืองที่จะเกิดตามมา (ชัยวัฒน์ 2550: 158) นี้กล่าวอีกอย่างคือใช้วิธีการอย่างไร ก็จะนำไปสู่เป้าหมายอย่างนั้นเช่นกัน

นอกจากนี้ สมบัติยังเห็นว่า ในเวลาที่สังคมประชาธิปไตยต้องต่อสู้เพื่อการอยู่รอดของตัวมันเองนั้น ย่อมไม่มีที่ทางสำหรับวิถีทางประชาธิปไตย สมบัติเห็นว่าแม้การปกครองในช่วงหลังรัฐประหารจะยังไม่ใช่ประชาธิปไตยตามหลักการเลือกตั้ง แต่จิตวิญญาณประชาธิปไตยยังคงมีอยู่อย่างเปี่ยมล้น แต่กระนั้น ชัยวัฒน์ก็ยังยืนยันว่ายังมีวิธีการอื่นๆในการต่อสู้ที่ยังใช้ได้อยู่ โดยอ้างไปยังงานเรื่อง ท้าทายทางเลือก (2533) (ดู annotation) ของตนเอง ซึ่งน่าจะหมายถึงภาคที่สองของงานชิ้นนี้ที่ว่าด้วยการไม่ใช้ความรุนแรงนั่นเอง

ประการที่สี่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่สุด สมบัติกล่าวว่าชัยวัฒน์เข้าใจผิดที่กล่าวว่ารัฐประหารเป็นสิ่งผิดเสมอ (coup is morally wrong) เขาตั้งคำถามว่า การเมืองกลายเป็นศาสตร์ในเชิงทฤษฎีตั้งแต่เมื่อไหร่? สมบัติอ้างคำกล่าวของอริสโตเติลในงานเรื่อง Nichomachean Ethics [PDF] ที่ว่าการเมืองคือศาสตร์เชิงปฏิบัติ ซึ่งหมายความว่าการกระทำหนึ่งๆไม่สามารถตัดสินได้ว่าถูกหรือผิดได้ตลอดเวลาโดยไม่พิจารณาบริบท ในทางการเมือง ไม่มีใครสามารถกล่าวได้ว่ามีระบอบๆหนึ่งที่ดีสำหรับทุกคน ระบอบทรราชอาจมีบางอย่างที่ดีสำหรับบางคนในบางขณะ การเป็นทาสอาจเหมาะกับคนที่เกิดมาเป็นทาสโดยธรรมชาติ ตลอดจนการใช้กำลังหรือการทำสงครามอาจมีเหตุผลเพียงพอ (justified) ถ้ามีเงื่อนไขเหมาะสม ดังนั้น ชัยวัฒน์จึงไม่ควรคิดว่ารัฐประหาร (หรือการใช้ความรุนแรง) เป็นสิ่งที่ผิดอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยไม่พิจารณาข้อเท็จจริงต่างๆของสถานการณ์ที่เห็นกันอยู่โต้งๆ

เพื่อตอบคำถามนี้ ชัยวัฒน์จึงได้ย้อนกลับไปอธิบายความคิดเกี่ยวกับ “การเมือง” ของอริสโตเติล โดยทำความเข้าใจผ่านงานเขียนของนักปรัชญาการเมือง 2 คนที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 20 คือ Leo Strauss (1899-1973) และ Eric Voegelin ในงานเรื่อง The City and Man (1964) บทที่ 1 Leo Strauss เห็นว่าจักรวาลทัศน์ของอริสโตเติลแยกออกจากการแสวงหาระเบียบทางการเมืองที่ดีที่สุด ซึ่งเท่ากับว่าอริสโตเติลแตกต่างไปจากเพลโตและโสกราตีส นี้หมายความว่าปรัชญาการเมืองของอริสโตเติลไม่สามารถคิดถึงได้ในแบบอื่นนอกไปจากในฐานะศาสตร์เชิงปฏิบัติ ดังนั้น คำสอนทางการเมืองของอริสโตเติลจึงกลายเป็นว่ามีไว้สำหรับสอนคนออกกฎหมายหรือนักนิติบัญญัติ ซึ่งต้องตั้งคำถามว่าเงื่อนไขเฉพาะขณะนั้นๆเป็นอย่างไร อะไรทำได้บ้าง อะไรทำไม่ได้บ้าง (หน้า 163-4)

ข้อสรุปที่ สมบัติ เห็นว่า ชัยวัฒน์ เข้าใจการเมืองผิดนั้น มาจากฐานคิดของสมบัติที่อิงอยู่กับวิธีคิดของ Leo Strauss เช่นนี้นี่เอง แต่ชัยวัฒน์แย้งสมบัติว่าวิธีคิดเกี่ยวกับคำสอนของอริสโตเติลนั้นมีได้หลายทางมากกว่าแบบที่ Leo Strauss คิด ชัยวัฒน์ยกงานเรื่อง Plato and Aristotle ของ Voegelin มาชี้ว่าอริสโตเติลแยกวิชารัฐศาสตร์ออก 2 แบบ แบบแรก คือรัฐศาสตร์สำหรับนักปรัชญา สำหรับการสร้างบุคลิกที่ดีของพลเมือง ทำให้เป็นคนดีและสามารถทำสิ่งที่ดีได้ แบบที่สอง คือรัฐศาสตร์สำหรับผู้ออกกฎหมาย รัฐศาสตร์จึงเป็นศิลปะของการออกกฎหมาย (หน้า 162) ดังนั้น รัฐศาสตร์จึงไม่ใช่แค่ศาสตร์เชิงปฏิบัติ (รัฐศาสตร์แบบที่สอง) เพียงอย่างเดียว แต่มีคุณลักษณ์ของศาสตร์เชิงทฤษฎี (รัฐศาสตร์แบบแรก) ด้วย (หน้า 164)

นอกจากนี้ สำหรับประเด็นที่สมบัติเห็นว่ารัฐศาสตร์เป็นศาสตร์เชิงปฏิบัตินั้น ชัยวัฒน์เห็นว่าต้องถามต่อไปด้วยว่ารัฐศาสตร์เป็นศาสตร์เชิงปฏิบัติสำหรับใคร? ชัยวัฒน์ตอบว่าสำหรับนักการเมืองหรือนักนิติบัญบัติหรือคนที่เข้าไปเล่นการเมือง แต่สำหรับนักรัฐศาสตร์เอง (และโดยเฉพาะนักปรัชญาการเมือง) วิชารัฐศาสตร์ควรเป็นศาสตร์เชิงทฤษฎี ในความหมายของการตั้งคำถามถึงสิ่งที่ดีสูงสุดจริงๆซึ่งอาจอยู่เกินเลยจากปริมณฑลของปัจจุบันออกไปและถามได้ทุกยุคทุกสมัย เช่น คำถามที่ว่าการปกครองหรือกฎหมายนั้นยุติธรรมหรือไม่? ชอบธรรมหรือไม่? เป็นต้น ชัยวัฒน์กล่าวว่าปรัชญาการเมืองดำรงอยู่บนฐานของการตั้งคำถามที่พื้นฐานและมีความหมายต่อสังคมการเมือง และสิ่งที่เขาทำก็คือการตั้งคำถามพื้นฐานว่ารัฐประหารครั้งนี้ชอบธรรมหรือไม่? นั่นเอง

ในงานวิจารณ์บทความ Moral Enigma สมบัติอ้างงานเรื่อง Sophie’s Choice ของ William Styron ซึ่งโซฟี นักโทษชาวยิวในค่ายกักกันนาซี ถูกผู้คุมกำหนดให้เลือกว่าลูกทั้งสองคนของเธอ จะยอมให้ฆ่าลูกคนไหน ถ้าเธอไม่เลือก ลูกทั้งสองก็ถูกฆ่าหมด แต่ถ้าเลือกคนหนึ่ง อีกคนก็จะรอด จากนั้นสมบัติถามว่าในสถานการณ์อย่างนี้ ชัยวัฒน์จะมีคำแนะนำเชิงปฏิบัติต่อโซฟีอย่างไร? ชัยวัฒน์ตอบว่าไม่มีคำแนะนำให้โซฟีและไม่เชื่อด้วยว่าจะมีใครให้คำแนะนำ “เชิงปฏิบัติ” แก่เธอได้ ยกเว้นบางทีคนที่เคยตกอยู่ในสถานะเดียวกันกับเธออาจเข้าใจและคิดถึงทางเลือกได้ดีกว่า

จากนั้น ชัยวัฒน์ก็เล่าเรื่องเล่าในค่ายกักกันนาซีอื่นๆบ้าง เช่น เรื่องของสตรีชาวโปแลนด์ที่กำลังจะคลอดในค่ายกักกัน และได้รับการช่วยชีวิตไว้โดยเพื่อนอีกสองคน ทั้งที่สองคนนั้นต่างรู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากทหารนาซีรู้เข้า ชัยวัฒน์ชี้ให้เห็นว่าเป็นไปได้ที่จะไม่ยอมจำนนต่อความชั่วร้ายแม้กระทั่งในค่ายกักกันนาซี และความเป็นไปได้ในการเลือกบนฐานทางศีลธรรมนั้น ดำรงอยู่แม้ในสถานการณ์ที่โหดร้ายเหลือประมาณ

นี้หากมองย้อนกลับไปที่ส่วนท้ายของบทความ Moral Enigma จะพบว่าหลังจากชัยวัฒน์กล่าวถึงสัญญาณแห่งความสิ้นหวังที่มาพร้อมกับการยอมรับการใช้ความรุนแรงทำรัฐประหาร เขาได้กล่าวต่อถึงสัญญาณแห่งความหวังไว้ว่าหลังเหตุการณ์ 19 กันยา นักศึกษาหญิงคนหนึ่งไม่ยอมเข้าเรียน แต่ใช้เวลาขบคิดเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ ในที่สุด เธอก็เขียนจดหมายถึงคณะปฏิรูปการปกครองฯ (คปค.) โดยลงชื่อ-นามสกุลจริง เพื่อขอให้เคารพในสิทธิและเสรีภาพของคนที่คิดเห็นแตกต่างจากคปค.และไม่ใช้ความรุนแรงต่อคนเหล่านี้

นี้คืออีกตัวอย่างหนึ่งของสิ่งที่ชัยวัฒน์เห็นว่าการไม่ยอมจำนนต่อเงื่อนไขเฉพาะบางอย่างที่ทำให้ต้องใช้กำลังในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง แต่คิดหาวิถีทางและรูปแบบต่างๆของการใช้เหตุผลและการสนทนาพูดจาเข้าแก้ไขนั่นเอง นี่คือประเด็นเดียวกับที่ชัยวัฒน์ให้ความสำคัญกับเรื่อง “จินตนาการ” เสมอๆในการคิดหาวิธีใหม่ๆในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง ซึ่งต่อมาก็กลายเป็น 1 ใน 9 องค์ประกอบของแนวคิดสมานฉันท์ และนำไปใช้ประกอบการทำรายงานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าที่สำคัญที่สุดของไทยและเป็นหมุดหมายความก้าวหน้าด้านสันติวิธีของสังคมไทยทั้งในระดับแนวคิดและระดับนโยบายที่สำคัญที่สุดในยุคนี้เลยทีเดียว

end note

[1] ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ (2550), อริสโตเติลกับรัฐประหาร “19 กันยา”, ใน รัฐประหาร 19 กันยา (กรุงเทพฯ : ฟ้าเดียวกัน) [แหล่งที่สอง]. พิจารณา บทวิจารณ์ ของสมศักดิ์ เจียมธีระสกุล

[2] สมบัติ จันทรวงศ์ (2550) บทวิจารณ์ “The moral enigma of a popular coup”, ใน รัฐประหาร 19 กันยา (กรุงเทพฯ : ฟ้าเดียวกัน) หน้า 172-173 [ดู 2 หน้าสุดท้ายของเอกสารที่ดาวน์โหลด] และต่อมากลายมาเป็นข้อสอบวัดคุณสมบัติ (อันแสนยาก) ในวิชาปรัชญาการเมือง ระดับปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ให้วิจารณ์บทความของชัยวัฒน์และบทวิจารณ์ของสมบัติ จากมุมมองของ Carl Schmitt (1888-1985) ในงานเรื่อง The Concept of the Political (first publised 1932)


%d bloggers like this: