ภาพอนาคตจังหวัดชายแดนใต้ : เปิดตัวหนังสือ

July 22, 2011

[download PDF 80 pages A5]
[download summary presentation 22 slides]

หนังสือเรื่อง “ภาพอนาคตจังหวัดชายแดนใต้” (Thailand’s Deep South Scenario) นี้ เป็นผลลัพท์ของ “โครงการค้นหากุญแจสู่สุขภาวะชายแดนใต้” ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยได้รับความสนับสนุนจาก Konrad Adenaur Stiftung และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

งานชิ้นนี้ พยายามจะใช้วิธีการสร้างภาพอนาคต (scenario building) แบบที่ประสบความสำเร็จครั้งแรกในโลก ที่ประเทศแอฟริกาใต้มาใช้กับกรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยครับ

อีกสิ่งหนึ่งที่พยายามทำให้แตกต่างไปจากงานเขียนทั่วไปเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ พยายามทำความเข้าใจความรู้สึกนึกคิดวิธีคิดของฝ่ายขบวนการฯเข้ามาอยู่ในกรอบวิเคราะห์ด้วย

ตัวผมเองเป็นเพียงผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เรียบเรียงขึ้น ภายใต้การดูแลเนื้อหาโดย รศ.ดร.โคทม อารียา แต่เนื้อหาโดยหลัก ต้องถือเป็นผลผลิตทางความคิดและความอุตสาหะของหลากหลายฝ่าย ทั้งที่เป็นชาวบ้าน ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนาอิสลาม กลุ่มชาวพุทธในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทั้งในพื้นที่และที่ส่วนกลาง กลุ่มเยาวชน กลุ่มผู้หญิง สื่อมวลชน นักวิชาการทั้งในพื้นที่และส่วนกลาง ฯลฯ

ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันคิดวิเคราะห์ สนทนา ผ่านวงสานเสวนาที่จัดขึ้นจำนวนราว 20 ครั้ง (เป็นอย่างน้อย) หลายครั้งคุยกันตั้งแต่เช้าจนดึกดื่น จนหลายคนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมในงานเขียนชิ้นนี้เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดหรือความอ่อนด้อยประการใดที่ปรากฏในงานชิ้นนี้ เป็นความรับผิดชอบของผมเพียงคนเดียว

วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม 2554 นี้ จะมีการจัดงานเปิดตัวและวิพากษ์วิจารณ์หนังสือเล่มนี้ ที่โรงแรมเอเชีย (ทั้งวัน) ใครสะดวกและสนใจ อยากร่วมก็เรียนเชิญนะครับ (ดูกำหนดการ ที่เว็บศูนย์สันติฯ หรือที่เว็บ Deep South Watch)

ส่วนตัวหนังสือมีอยู่ประมาณ 80 หน้า A5 สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งเล่มโดยคลิ๊กที่นี่

[download PDF 80 pages A5]

[download summary presentation 22 slides] (update July 26, 2011)

หมายเหตุ (updated July 23, 2011)

ความพยายามในการฝ่าทะลุความขัดแย้งที่ยากๆโดยใช้วิธีการสร้างภาพอนาคตนั้น ได้รับความสนใจในประเทศไทยอยู่พอสมควร อาทิเช่น

Advertisements

ยุวชนจุฬาฯกับโลกาภิวัตน์ : ความเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้

December 21, 2006

บทความนี้ เป็นผลจากการวิจัย ร่วมกับเพื่อนๆหลายคนมากๆ ในช่วงเดือนมีนาคม – กันยายน 2545 ซึ่งยังเป็นช่วงหัดทำวิจัยทางสังคมวิทยาใหม่ๆ ชื่องานวิจัยคล้ายๆกันว่า “ยุวชนจุฬาฯกับโลกาภิวัตน์ : การเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้” ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

พอวิจัยเสร็จแล้วก็เลยเอามาสรุปเป็นบทความและผนวกกับบทสะท้อนของ ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย ในฐานะผู้ถูกวิจัยไ้ว้ตอนท้าย (ตอนนั้นเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน และยังไม่ได้เริ่มทำงานร่วมกัน) และได้มีโอกาสไปนำเสนอในการประชุมทางวิชาการระดับชาติ สาขาสังคมวิทยา ครั้งที่ 2  เรื่อง “พลังงานสังคมไทยในทศวรรษหน้า : ทางเลือกกับความเป็นจริง”, จัดโดยคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาสังคมวิทยา  ณ  โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวชั่น กรุงเทพฯ, 19 – 20 ธันวาคม 2546.

อันที่จริง บทความนี้เขียนขึ้นก่อนบทความ “An Alternative Youth Movement in Thailand” (ซึ่งเขียนครอบคลุมย้อนกลับไปถึงการทำงานกับเยาวชนในมหาวิทยาลัยของผม ตั้งแต่เริ่มก้าวขาเข้าสู่วงการสังคมศาสตร์ ครั้งแรกเมื่อหลังสงกรานต์ ปี 2544 เลยทีเีดียว) แต่บทความเรื่อง “ยุวชนจุฬาฯกับโลกาภวัตน์” นี้ที่เขียนขึ้นก่อนเพราะต้องไปนำเสนอในเวทีสังคมวิทยาระดับภาคกลางก่อน แล้วจึงได้รับการคัดเลือกในนำเสนอในเวทีระดับชาติอีกทีหนึ่ง เนื้อหาที่ใส่เข้ามาในนี้ เป็นเนื้อหาปรับปรุงล่าสุดที่นำเสนอในเวทีระดับชาติ

บทคัดย่อ :

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ภายใต้วัตถุประสงค์ เพื่อเสริมสร้างและพัฒนากลุ่มนิสิตให้มีความคิดสร้างสรรค์และรู้เท่าทันการให้ความหมายกับชีวิตและสังคมของตนเองเพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเองและขับเคลื่อนสังคมไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งยังสร้างความรู้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมวัยรุ่นไทยร่วมสมัยให้ได้เรียนรู้และเข้าใจตนเอง รวมทั้งสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมของนิสิตจุฬาฯในการสร้างสังคมยุคใหม่ ซึ่งนิสิตเป็นผู้มีส่วนสำคัญต่อการมีส่วนได้ส่วนเสียจากการปฏิรูปมหาวิทยาลัยในการแสดงจุดยืนบนพื้นที่ของมหวิทยาลัย การแสดงความหมายต่อตัวตนในบริบทที่เปลี่ยนแปลง

ผลการวิจัยพบว่า เกิดเครือข่ายกิจกรรมนิสิตนักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย นิสิตมีการระดมความคิดเห็นที่มีต่อมหาวิทยาลัยในแง่มุมต่างๆ จากประสบการณ์ของปัญหาที่แตกต่างกัน นอกจากนั้นยังเกิดการริเริ่มกิจกรรมใหม่ๆ สร้างสรรค์ เป็นการก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของบริบททางสังคมที่แวดล้อม เช่น การวิจารณ์สื่อต่างๆ ทั้งหนังสือ เพลง ภาพยนตร์ นิสิตเกิดการตระหนักที่ว่ามาเรียนมหาวิทยาลัยกันทำไม? ได้ตั้งคำถามต่อมหาวิทยาลัยที่พวกเขากำลังใช้ความเป็นนิสิตอาศัยอยู่ หรืออีกนัย มหาวิทยาลัยที่ดำรงอยู่เพราะมีพวกเขาเป็นองค์ประกอบให้ความหมายมีตัวตน ว่า ความเป็นมหาวิทยาลัยในบริบทที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลง มีบทบาทอย่างไร หรือมีบทบาทแค่ไหนกันแน่ในการกำหนดตำแหน่งแห่งที่ของนิสิต ในฐานะสมาชิกของสังคม นิสิตได้เปลี่ยนสถานภาพจากการเป็นผู้ถูกศึกษามาเป็นผู้ศึกษา จากภาพลักษณ์โดยทั่วๆไปที่ผู้ใหญ่ในสังคมมองฐานะของนิสิต ให้ความหมายตัวตนของนิสิตว่าต้องมีลักษณะ หรือบทบาทอย่างไร เป็นการสร้างความหมายตัวตนของนิสิตโดยคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวนิสิตเอง การวิจัยครั้งนี้ นิสิตลุกขึ้นมาแสดงความเป็นตัวตนของความเป็นนิสิตเองผ่านกิจกรรมที่เขาทำ แสดงให้คนอื่น (ผู้ใหญ่) รู้จักนิสิตจากสิ่งที่อยู่ข้างในออกมาเผยเป็นภาพลักษณ์ภายนอก นิสิตมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ชีวิตประจำวัน โลกแห่งการเรียนรู้ของคนที่แตกต่างกัน มาจากบริบททางสังคมที่แตกต่างกัน อันเป็นจุดเริ่มต้นของความสนใจในเรื่องสภาพสังคมในปัจจุบันโดยมองผ่านในแง่มุมประวัติศาสตร์ เกิดเป็นความนึกคิดต่อปัจจุบัน และอนาคตของสังคมจากนิสิตผู้ใช้คุณค่าของสังคม โดยการให้ความหมายสังคมที่ตนมีตำแหน่งแห่งที่อยู่ด้วยตัวเอง

>>> อ่านฉบับเต็ม (PDF : 22 หน้า A4)


วิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาวะทางสังคม : การริเริ่มจากเยาวชน

February 16, 2006

ย้อนกลับไปที่ปลายปี 2545  ชาญชัย ชัยสุขโกศล ศิษย์เก่าสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จากจุฬาฯ ซึ่งเบื่อหน่ายกับความรู้สึกแห้งแล้งของเนื้อหาในสาขาวิชาที่ตนเรียนมาถึง 6 ปี ตั้งแต่ปริญญาตรีจนจบปริญญาโท อลิสา หะสาเมาะ มหาบัณฑิตสาขาสังคมวิทยา จุฬาฯ ซึ่งตั้งคำถามกับสาขาวิชาของตนเองถึงพลังในการอธิบายปรากฏการณ์จริงในสังคมร่วมสมัย  และปกรณ์ เลิศเสถียรชัย บัณฑิตสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า จุฬาฯ ซึ่งมีพื้นฐานการคิดในเชิงนามธรรมและซับซ้อน และสนใจสังคม ได้ร่วมกันถกเถียงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์กับสังคม  ปกรณ์และชาญชัยต่างเห็นทำนองเดียวกันว่าความรู้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่พวกเราร่ำเรียนกันมานั้น ค่อนข้างแข็งทื่อและปราศจากมิติทางอารมณ์และสังคม ในขณะที่อลิสาเห็นว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีนั้น มีบทบาทและผลกระทบ (ซึ่งหลายครั้งเป็นผลกระทบทางลบ) ในสังคมร่วมสมัยอย่างยิ่ง และต้องการทำความเข้าใจว่านักวิทยาศาสตร์มองสังคมอย่างไร  ทั้งสามจะนัดพบปะกันหลายครั้งเพื่อถกเถียงในประเด็นต่าง ๆ รอบ ๆ เรื่องวิทยาศาสตร์กับสังคม

ในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งสามได้เห็นร่วมกันว่าอยากทำโครงการวิจัยเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์กับสังคม โดยชักชวนนิสิตนักศึกษาเยาวชนในจุฬาฯจำนวนหนึ่งมานั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เพื่อก่อให้เกิดความงอกงามทางปัญญาและพินิจพิเคราะห์แตกหน่อต่อประเด็นว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์กับสังคมให้มากขึ้นไปอีก พร้อมกับเป็นการเปิดประเด็นทำนองนี้สู่สังคมสาธารณะเพื่อหาแนวร่วมการนึกคิดให้มากขึ้นด้วย ภายในการนำของรศ.สุริชัย หวันแก้ว แห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ทั้งสามจึงร่วมกันเขียนโครงการวิจัยขอทุนเพื่อดำเนินการตามความตั้งใจดังกล่าว  ตลอดช่วงเวลา 1 ปี 9 เดือน (ไม่นับตามเวลาที่ได้รับการอนุมัติโครงการ) ได้เกิดกิจกรรมจำนวนไม่น้อย โดยหลักจะเป็นการสนทนากลุ่มย่อย มีการจัดสัมมนาทางการขึ้นบ้างเล็กน้อย รวมทั้งการลงพื้นที่ภาคสนาม นอกจากนี้ ยังมีการร่วมกันจัดทำวารสารและเว็บไซต์เพื่อเผยแพร่และหล่อเลี้ยงความรู้สึกนึกคิดและปัญญาของเยาวชนผู้เข้าร่วมกิจกรรมให้คงอยู่ ไม่เหือดหายไปกับระบบการศึกษาและสังคมที่มีที่ทางสำหรับเยาวชนน้อยลงทุกวัน ๆ และได้รับการพัฒนาจากการร่วมแลกเปลี่ยนปฏิสังสรรค์กับผู้อื่นต่อไป…

…และนี่จึงเกิดเป็นงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่ง ที่พวกเราดำเนินการกันในช่วงเดือนพฤษภาคม 2546 – ธันวาคม 2547 ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แต่กว่าจะออกมาเป็นรูปเล่มรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ได้ก็ต้องใช้เวลาถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2549 เชียว ขณะนี้ งานชิ้นนี้กำลังอยู่ระหว่างการเรียบเรียงเป็นหนังสือเล่มแบบอ่านง่าย และให้มีลักษณะเนื้อหาไม่เป็นงานวิชาการแห้งๆ แต่ระหว่างนี้ ถ้าอยากรู้รายละเอียด ต้องอ่านรายงานฉบับสมบูรณ์ไปพลางๆก่อน

สารบัญ

หน้าปกและสารบัญ (ละเอียด)
บทที่ 1 บทนำ [PDF : 4 หน้า]
บทที่ 2 แนวคิดและทฤษฎี [PDF : 27 หน้า A4]
บทที่ 3 กระบวนการดำเนินการวิจัย [PDF : 100 หน้า A4] (บทนี้ เป็นเนื้อหาหลัก บันทึกรายละเอียดความคิด ชีวิต และกิจกรรมของเยาวชนที่เราทำงานด้วย)
บทที่ 4 วิเคราะห์ผลการวิจัย [PDF : 21 หน้า A4]
บทที่ 5 สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะในอนาคต [PDF : 3 หน้า A4]
ภาคผนวก ก. เสียงสะท้อนจากเยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการ [PDF : 13 หน้า A4]
ภาคผนวก ข. รายชื่อผู้เข้าร่วมกิจกรรม [PDF : 2 หน้า A4]

>>>หรือ อ่านรายงานฉบับสมบูรณ์ [PDF : 172 หน้า A4]


An Alternative Youth Movement in Thailand : A Case Study of ‘Siam Dek Len Network’

October 21, 2003

This is my article as a young sociological novice, presented at the 21st Annual Conference of Association of South-East Asian Studies of United Kingdom (ASEASUK) , University of Leeds, UK., 17 – 19 October 2003. The article was written from my experience in conduct two participatory action researches with a lot of university students since my first shift to social science in April 2001.

Abstract:

The case study is about a coordinating group, ‘Siam Dek Len Network’ (Siam Children Play Network), as a major factor of the alternative youth movement. The main aim is to analyze what are the conditions caused the group to form up, how do they function, how they think of themselves how do they impact to the society, and what are their limitations.

Moreover, among the various kinds of active youths—such as liberal individuals, media groups, cultural groups, or new thought group in classical structure of student’s activities—there are some groups that formed to act as a coordinating group. This kind of group tries to create networks with many groups of active youths, and then collectively present their case to the society to appreciate the diverse pattern of active youths, and how would they like to position themselves in globalization. It can be argued that these are efforts to create of an ‘alternative youth movement’, which is of a different category from the ‘classic’ youth movement of the 1970s.

>>> read full article [PDF: 14 pages A4]


IT for Empowerment of Chula Community through Website Directory (Thai abstract)

April 5, 2002

บทความนี้เขียนตอนเป็นหน้าใหม่ที่สุดในวงการสังคมศาสตร์ ตั้งแต่ขนาดยังไม่มีทักษะการเขียนมากนักด้วยซ้ำ (แถมยังต้องส่งบทความเป็นภาษาอังกฤษอีกต่างหาก ยิ่งยากเข้าไปใหญ่) แต่ก็นับว่าโชคดี ได้รับการสนับสนุนและให้กำลังจาก รศ.สุริชัย หวันแก้ว แห่งภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ (ซึ่งเป็นทั้งเจ้านายคนแรกและครูทางสังคมศาสตร์คนแรกของผม) ผมโชคดีอีกชั้น คือ ได้รับโอกาสจาก รศ.ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมย์ แห่งภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ให้ไปนำเสนอใน International Conference on Information Technology and Universities in Asia, จัด โดยสภาคณาจารย์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพฯ, 3-5 เมษายน 2545.  เนื่องจากเขียนขึ้นตั้งแต่สมัยยังเป็น “ผู้มาใหม่” (มากๆ) ในวงการสังคมวิทยา ดังนั้น จึงมีข้ออ่อนทางความคิดอยู่มากมาย ต้องขออภัยผู้อ่านมา ณ ที่นี้

บทความนี้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ และมีบทคัดย่อภาษาไทยดังข้างล่าง

บทคัดย่อ

บทความนี้มีความประสงค์ที่จะนำเสนอวิธีประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อ เป็นหนทางหนึ่งในการสร้างเสริมกระบวนการประชาคมในจุฬาฯ. ปัจจุบัน จุฬาฯอยู่ในสภาวะไร้พลัง, ไร้มิตร, ไร้ทิศทาง. สภาวะดังกล่าวมาจากปัญหาหลักอย่างหนึ่งคือ ไม่มี “การสื่อสาร” กันทั้งภายใน (ประชาคมจุฬาฯ) และภายนอก (สาธารณะ) เพื่อให้เห็นภาพรวมของจุฬาฯ “ร่วมกัน”. ที่ผ่านมา การสื่อสารในระดับมหาวิทยาลัยมีเพียง 1) การจัดเวทีสัมมนา 2) การใช้สื่อสิ่งพิมพ์ภายใน และ 3) ผ่านสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ. เครื่องมือเหล่านี้ยังไม่เพียงพอต่อการทำความเข้าใจจุฬาฯ “ร่วมกัน” เนื่องจากผู้คนไม่สะดวกในการเข้าถึงในฐานะ “ผู้ส่งสาร” ได้. นอกจากนั้น ผู้คนที่ข้องเกี่ยวกับจุฬาฯก็ไม่ได้เป็นเหมือนกะบิดินก้อนเดียว หากแต่มีลักษณะที่แตกต่างหลากหลาย ในด้านทัศนคติ ความรู้สึกนึกคิด และวิถีชีวิต ทั้งในกลุ่มนิสิต, กลุ่มอาจารย์, และแม้ในกลุ่มบุคลากรด้วยกันเองก็ตาม. ดังนั้น ในการทำความเข้าใจภาพรวมของจุฬาฯร่วมกันจึงต้องคำนึงถึงความหลากหลายเหล่า นี้ด้วย.

ในการแก้ปัญหาดังกล่าว ต้องประกอบด้วยกระบวนการ 2 อย่าง คือ 1) สร้างและขยาย “พื้นที่” เพื่อให้ความหลากหลายของจุฬาฯได้แสดงตัวตน 2) พัฒนาให้เกิด “พื้นที่” สำหรับการติดต่อสื่อสารแบบสองทางและเข้าถึงได้ง่ายในฐานะผู้ส่งสาร. บทความนี้เสนอให้ใช้เครื่องมือ “เว็บไซต์” และ “เว็บบอร์ด” ในการสร้าง “พื้นที่” ทั้งสองส่วนนี้ โดยสร้างเป็น “ชุมทางเว็บไซต์ประชาคมจุฬาฯ” (Chulalongkorn Community Website Directory) เพื่อเป็นช่องทางเริ่มต้นในการค้นหาเรื่องราวทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับผู้คน และประเด็นต่างๆภายในจุฬาฯ. ชุมทางฯนี้จะเอื้อให้เกิดการแสดงตัวตนอันหลากหลายของประชาคมจุฬาฯในลักษณะ การเป็นที่รวมจุดเชื่อมโยงไปสู่เว็บไซต์ต่าง ๆ ที่มีอยู่มากมายที่ประชาคมจุฬาฯสร้างขึ้น โดยมีหลักการสำคัญคือต้องแบ่งหัวข้อเว็บไซต์ตามประเด็นความสนใจของผู้ที่ เข้ามาเยี่ยมชม มิใช่แบ่งตามโครงสร้างคณะ. นอกจากนี้ก็มีพื้นที่ในเว็บไซต์ที่ “นิยาม” ขึ้นเพื่อใช้ส่งเสริมการสื่อสารในลักษณะต่าง ๆ ทั้งกับภายในกันเองและกับสาธารณะด้วย.

คำสำคัญ : จุฬาฯ, ร่วมกัน, ประชาคม, การสื่อสาร, พื้นที่, ความหลากหลาย, เว็บไซต์, เว็บบอร์ด.

>>> อ่านฉบับเต็ม [PDF : 6 หน้า A4] (ภาษาอังกฤษ)


IT for Empowerment of Chula Community through Website Directory

April 5, 2002

This article was written since the most beginning of my experience in social science (since I had not much skill in writing even in Thai language). Fortunately, I was supported and encouraged by Prof.Surichai Wan’Gaeo (Department of Sociology and Anthropology, Faculty of Political Science, Chulalongkorn University) who was my first boss and my first teacher in social science. I got one more luck from Prof.Soraj Hongladarom (Department of Philosophy, Faculty of Arts, Chulalognkorn Univesity) to accept my very late submission to presented in the International Conference on Information Technology and Universities in Asia, hold by Teacher Council of Chulalongkorn University, Bangkok, April 3-4, 2002. Since it was written in the very beginning of my academic life in sociology, so please give me an apologize if there are a lot of weakness and naivety.

Abstract

This article aims at proposing an application of information technology to be an optional in empowering a process of the Chulalongkorn community building. Chulalongkorn, presently, can be characterized as the institute which has no power, no friend, and no direction. A major problem of this problematic situation is the insufficient communication in linking the complex picture of Chulalongkorn both among people in the community and the public. Generally, the existing panel in communicating within the university comprises only, 1) the seminar forum; 2) the internal printed matters; and 3) through other kinds of media. These mechanisms are not enough for developing the mutual understanding among people in Chulalongkorn community because people cannot access them conveniently with status of “mass source”. Moreover, we should not perceive people related with Chulalongkorn as a homogenous object since they are heterogeneous. They are different both in term of attitude and life style. Thus, in understanding the complex picture of Chulalongkorn, these difference must be taken into consideration.

In order to propose alternative solution towards these problems, there must be comprised 2 functions : 1) enhancing the “open-space” for diversity among members of Chulalongkorn to reveal; 2) developing the “space” of two-way communication which can be accessed easily. This article proposes to use “website” and “webboard” in promoting both spaces. Using these paths to create “the Chulalongkorn Community Website Directory”, can be used as the initial stage in searching for any topic concerning Chulalongkorn. This ‘directory’ encourages the different characteristic of Chulalongkorn community in form of the linking junction of the various types of websites created by Chulalongkorn ’s people. The crucial point of the linking junction concerns the website category which should be issue-based classification, not faculty’s structure-based criteria. Furthermore, in this ‘directory’, there are spaces which can be defined as the way to promote the community building processes, both between the people within Chulalongkorn and the public.

Keyword : Chulalongkorn, common, community, communication, space, diversity, website, webboard.

>>> read full article [PDF : 6 pages A4]


%d bloggers like this: