ความเกลียดชังออนไลน์ในการเมืองไทย : รายงานปี 2

June 6, 2012

[download PDF 55 หน้า]

เพิ่งปรับปรุงแก้ไขรายงานวิจัยปีที่ 2 ของโครงการวิจัย 3 ปี เรื่อง “ความลี้ลับของข้อมูลข่าวสาร : ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรงทางการเมืองในศตวรรษที่ 21 ของไทย” ซึ่งอยู่ภายใต้ชุดโครงการเมธีวิจัยอาวุโสช่วงที่ 2 เรื่อง “สันติวิธีและความรุนแรงในสังคมไทย: ความรู้, ความลับ และ ความทรงจำ” สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. โดยมี ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เป็นหัวหน้าชุดโครงการวิจัย

รายงานปีที่สองนี้ ผมตั้งชื่อให้เป็นเรื่อง “ความเกลียดชังออนไลน์ในความขัดแย้งทางการเมืองของไทย (Online Hate in Thai Political Conflict)” เพราะทำกรณีการเมืองไทยครับ

ขอขอบพระคุณ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, อ.ภิญญ์ ศิรประภาศิริ และ ผศ.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล ตลอดจนเพื่อนๆร่วมชุดโครงการวิจัย สำหรับการให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อบทความชิ้นนี้

ตอนนี้ ถ้าไม่มีแรงอ่านเวอร์ชั่น 55 หน้า [download PDF 55 หน้า] อาจจะอ่านจากสไลด์ที่เคยใช้นำเสนอรายงานวิจัยฉบับเต็มไปก่อนครับ [download presentation, 27 slides]

ป.ล. สำหรับรายงานวิจัย ปีที่หนึ่ง เรื่อง “Hate Speech และข้อมูลที่อันตราย : ทางเลือกวิธีตอบโต้ทางการเมือง” (Hate Speech & Harmful Information : Alternatives for Political Response) เป็น การศึกษาเรื่องทำนองนี้ในกรณีต่างประเทศ (56 หน้า) ผมได้มีโอกาสปรับให้เป็นเวอร์ชั่นที่สั้นลงเหลือ 15-20 หน้าและจะนำเสนอในงานประชุมวิชาการสังคมวิทยาชาติ ครั้งที่ 4 “แผ่นดินเดียวกันแต่เหมือนอยู่คนละโลก?”  (ระหว่างวันที่ 18-19 มิ.ย.2555 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ใน ห้องย่อยที่ 9 เรื่องความเปลี่ยนแปลงและความรุนแรงทางสังคมและวัฒนธรรม

Advertisements

ภาพอนาคตจังหวัดชายแดนใต้ : เปิดตัวหนังสือ

July 22, 2011

[download PDF 80 pages A5]
[download summary presentation 22 slides]

หนังสือเรื่อง “ภาพอนาคตจังหวัดชายแดนใต้” (Thailand’s Deep South Scenario) นี้ เป็นผลลัพท์ของ “โครงการค้นหากุญแจสู่สุขภาวะชายแดนใต้” ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยได้รับความสนับสนุนจาก Konrad Adenaur Stiftung และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

งานชิ้นนี้ พยายามจะใช้วิธีการสร้างภาพอนาคต (scenario building) แบบที่ประสบความสำเร็จครั้งแรกในโลก ที่ประเทศแอฟริกาใต้มาใช้กับกรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยครับ

อีกสิ่งหนึ่งที่พยายามทำให้แตกต่างไปจากงานเขียนทั่วไปเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ พยายามทำความเข้าใจความรู้สึกนึกคิดวิธีคิดของฝ่ายขบวนการฯเข้ามาอยู่ในกรอบวิเคราะห์ด้วย

ตัวผมเองเป็นเพียงผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เรียบเรียงขึ้น ภายใต้การดูแลเนื้อหาโดย รศ.ดร.โคทม อารียา แต่เนื้อหาโดยหลัก ต้องถือเป็นผลผลิตทางความคิดและความอุตสาหะของหลากหลายฝ่าย ทั้งที่เป็นชาวบ้าน ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนาอิสลาม กลุ่มชาวพุทธในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทั้งในพื้นที่และที่ส่วนกลาง กลุ่มเยาวชน กลุ่มผู้หญิง สื่อมวลชน นักวิชาการทั้งในพื้นที่และส่วนกลาง ฯลฯ

ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันคิดวิเคราะห์ สนทนา ผ่านวงสานเสวนาที่จัดขึ้นจำนวนราว 20 ครั้ง (เป็นอย่างน้อย) หลายครั้งคุยกันตั้งแต่เช้าจนดึกดื่น จนหลายคนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมในงานเขียนชิ้นนี้เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดหรือความอ่อนด้อยประการใดที่ปรากฏในงานชิ้นนี้ เป็นความรับผิดชอบของผมเพียงคนเดียว

วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม 2554 นี้ จะมีการจัดงานเปิดตัวและวิพากษ์วิจารณ์หนังสือเล่มนี้ ที่โรงแรมเอเชีย (ทั้งวัน) ใครสะดวกและสนใจ อยากร่วมก็เรียนเชิญนะครับ (ดูกำหนดการ ที่เว็บศูนย์สันติฯ หรือที่เว็บ Deep South Watch)

ส่วนตัวหนังสือมีอยู่ประมาณ 80 หน้า A5 สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งเล่มโดยคลิ๊กที่นี่

[download PDF 80 pages A5]

[download summary presentation 22 slides] (update July 26, 2011)

หมายเหตุ (updated July 23, 2011)

ความพยายามในการฝ่าทะลุความขัดแย้งที่ยากๆโดยใช้วิธีการสร้างภาพอนาคตนั้น ได้รับความสนใจในประเทศไทยอยู่พอสมควร อาทิเช่น


สันติวิธีกับการวิเคราะห์และการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง

July 6, 2011

[download PDF : 15 slides)

สัปดาห์ที่แล้ว ได้มีโอกาสไปนำฝึกอบรมเรื่อง “การวิเคราะห์และแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง” (Conflict Analysis & Transformation) ให้กับเครือข่ายร่วมพัฒนาศักยภาพผู้นำสุขภาวะแนวใหม่ (คศน.) ซึ่งมี นพ.ดร.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ เป็นหัวเรือใหญ่

ผู้เข้าร่วมอบรม (trainee) เป็นผู้ที่เก๋าประสบการณ์มากกว่าผมทั้งนั้นเลย ราว 30 กว่าคน กว่าจะรู้และเห็นรายชื่อว่าผู้เข้าร่วมอบรมเป็นใคร ก็คุยกับทีมคนนำฝึกอบรม ว่าน่าจะถอนตัวกันดีกว่า ไม่รู้จะเอาอะไรไปสอนคนเก๋าประสบการณ์ขนาดนั้น แต่ในที่สุดก็ลองลุยดู และก็ฝ่าด่าน “อรหันต์” เหล่านี้มาได้อย่างปางตาย (แต่ก็ฟื้นคืนชีพใหม่แล้ว)

ผมบอกพี่ๆเอาไว้ว่าจะอัพโหลดเนื้อหาที่ใช้นำอบรมมาขึ้นไว้ในที่นี้ เผื่อให้ดาวน์โหลดกันครับ จึงนำมาใส่ไว้ในที่นี้

เนื้อหาโดยหลักๆเป็นการทำความเข้าใจเรื่องทำนองนี้

  1. อะไรคือ “ความขัดแย้ง” บ้าง? เราเข้าใจอะไรผิดเกี่ยวกับความขัดแย้งบ้าง?
  2. อะไรคือ “สันติวิธี”? เราเข้าใจอะไรผิดเกี่ยวกับสันติวิธีกันบ้าง?
  3. สันติวิธีมีกี่แบบ?
  4. สันติวิธีของไทยตอนนี้เป็นอย่างไร? ที่มักถูกประณามว่า “สันติวิธีหน่อมแน้ม” นั้น จริงๆแล้ว เป็นส่วนใดในสันติวิธีของไทย?
  5. ปกติเรามีท่าทีต่อการเผชิญความขัดแย้งอย่างไร?
  6. เวลาต้องเผชิญความขัดแย้งขนาดใหญ่และยืดเยื้อ เราจะมีกรอบวิธีคิดอย่างไรดี?

บางสไลด์ ไม่มีรายละเอียดอยู่ในนั้น และต้องอาศัยการพูดคุยอธิบายกันเพิ่มเติม

ประเด็นที่เป็นคำถามจากหลายคน (และอาจเกิดกับหลายคนที่อ่านสไลด์ที่ 9-10) คือ สไลด์ที่เอา “ความรุนแรง” และ “การพิพากษา” (หรือกระบวนการทางกฎหมาย/กระบวนการยุติธรรม) มาไว้ที่เดียวกัน ในฐานะที่ส่งผลแบบเดียวกัน คือ “ชนะฝ่ายเดียว” และอยู่ในหมวดเดียวกับท่าทีต่อความขัดแย้งแบบมุ่ง “เอาชนะ” 

ผมขออธิบายไว้ ณ ที่นี้ว่า ท่าทีและวิธีการเผชิญความขัดแย้งเหล่านี้ ใช้ในบริบทที่แตกต่างกัน ไม่มีอันไหนดีที่สุดในทุกสถานการณ์

ในกรณีที่อำนาจของคู่ขัดแย้งไม่เท่ากัน อาจจำเป็นต้องใช้ “กระบวนการทางกฎหมาย” หรือ การฟ้องร้องเข้ามาช่วยเสริมอำนาจคู่ขัดแย้งให้ได้ดุลกัน ก่อนจะนำไปสู่กระบวนการแก้ไขความขัดแย้งได้

วิธีการนี้ รวมถึงกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีการกระทำความผิดชัดเจน เช่น การต่อสู้หรือขัดแย้งกันในกรณีตรวจสอบคอร์รัปชั่น เป็นต้น ท่าทีต่อความขัดแย้ง ดูจะเป็นเรื่องการเอาชนะฝ่ายเดียว ทั้งนี้เป็นเพราะต้องมีการพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนถึงความถูกความผิด แต่จำเป็นต้องเน้นยำไว้เล็กน้อยว่า ไม่ควร “เอาชนะเกินเหตุ” กล่าวคือ ผู้กระทำผิด ก็ต้องได้รับโทษเหมาะสมตามความผิดของตน ไม่น้อยเกินไป และที่สำคัญ ต้องไม่มากเกินไป จนดูราวกับเขาไม่เหลือความเป็นมนุษย์อยู่แล้ว

แต่ถ้าเป็นกรณีที่คู่ขัดแย้ง ไม่ชัดเจนว่าใครผิดทั้งหมด หรือใครถูกทั้งหมด รวมทั้งยังมีความจำเป็นจะต้องอยู่ร่วมกันต่อไปในอนาคตอีก วิธีการเผชิญความขัดแย้งแบบ “ข้ามก้าว” (transcend) น่าจะเป็นผลดีกว่าวิธีอื่นๆ โดยเฉพาะที่มักคิดถึงกันก่อน คือ การประนีประนอม

คลิ๊กที่นี่เพื่อดาวน์โหลด (PDF : 15 แผ่น)

หมายเหตุ : เปลี่ยนชื่อ post จากภาษาอังกฤษ “Conflict Analysis & Transformation” เป็นภาษาไทยและเพิ่มคำว่า “สันติวิธี” เข้าไปเพื่อให้ครอบคลุมเนื้อหาในสไลด์ กลายเป็น “สันติวิธีกับการวิเคราะห์และการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง” เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2554


Hate Speech & Alternative Response : Full Report

June 16, 2011

[download PDF 56 หน้า]

รายงานวิจัยฉบับเต็มชิ้นนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย 3 ปี เรื่อง “ความลี้ลับของข้อมูลข่าวสาร : ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรงทางการเมืองในศตวรรษที่ 21 ของไทย” ซึ่งอยู่ภายใต้ชุดโครงการเมธีวิจัยอาวุโสช่วงที่ 2 ปีที่ 1 เรื่อง “สันติวิธีและความรุนแรงในสังคมไทย: ความรู้, ความลับ และ ความทรงจำ” สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. โดยมี ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เป็นหัวหน้าชุดโครงการวิจัย

รายงานวิจัย ปีที่หนึ่งนี้ ผมตั้งชื่อเต็มว่า “Hate Speech และข้อมูลที่อันตราย : ทางเลือกวิธีตอบโต้ทางการเมือง” (Hate Speech & Harmful Information : Alternatives for Political Response)

ส่วนต้นของบทความนี้ เคยนำเสนอแล้วในเวทีวิชาการสาธารณะเพื่อพัฒนาคำถามวิจัย “ออนไลน์ศึกษา” จัดโดยกลุ่ม Thai Netizen ร่วมกับโครงการปริญญาเอก คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันจันทร์ 29 พ.ย. 2553

ขอขอบพระคุณ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ และ รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ตลอดจนเพื่อนๆร่วมชุดโครงการวิจัย สำหรับการให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อบทความชิ้นนี้

อย่างไรก็ตาม ควรบันทึกขออภัย อ.อุบลรัตน์ ไว้เล็กน้อยในที่นี้ ว่ายังไม่มีเวลาปรับปรุงบทความตามข้อเสนอแนะอันมีประโยชน์ของ อ.อุบลรัตน์ เสียที ที่นำขึ้นมาแปะไว้ในโพสท์นี้ เพราะคิดว่า ถ้ารอให้เสร็จจริงๆ ก็คงอีกนาน ไม่ได้ขึ้นเสียที (หลังปีใหม่มานี้ เริ่มเข้าสู่สภาวะ “นักวิชาการกรรมกร” เหมือนนักวิชาการไทยหลายคน) จึงขอนำเวอร์ชั่นที่พอจะถือได้ว่าโอเคขึ้นมาก่อน (เวอร์ชั่นนี้ เสร็จมาตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมแล้ว)

รายงานวิจัยฉบับเต็มชิ้นนี้ มีความยาวค่อนข้างมาก [download PDF 56 pages] และคงจะได้มีโอกาสปรับให้เป็นเวอร์ชั่นที่สั้นลงเหลือ 15-20 หน้าในเร็วๆนี้ เมื่อนั้นคงมีโอกาสพยายามปรับแก้ตามคำแนะนำของ อ.อุบลรัตน์ อีกครั้ง แล้วจะนำขึ้นมาแปะไว้ในที่นี้อีกทีครับ

ตอนนี้ ถ้าไม่มีแรงอ่านเวอร์ชั่น 56 หน้า อาจจะอ่านจากสไลด์ที่เคยใช้นำเสนอรายงานวิจัยฉบับเต็มไปก่อนครับ [download presentation, 21 slides]


Hate Speech & Harmful Information

November 30, 2010

นำเสนอในเวทีวิชาการสาธารณะเพื่อพัฒนาคำถามวิจัย “ออนไลน์ศึกษา” จัดโดยกลุ่ม Thai Netizen ร่วมกับโครงการปริญญาเอก คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันจันทร์ 29 พ.ย. 2553

—————————————–

[download PDF]

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเรื่อง “ความลี้ลับของข้อมูลข่าวสาร : ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรงทางการเมืองในศตวรรษที่ 21 ของไทย” [ดู proposal] ใน ชุดโครงการเมธีวิจัยอาวุโสช่วงที่ 2 ปีที่ 1 เรื่อง “สันติวิธีและความรุนแรงในสังคมไทย: ความรู้, ความลับ และ ความทรงจำ” สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

ตัวบทความชิ้นใหญ่ยังไม่เสร็จ แต่บทความขนาดสั้นนี้ ผมเขียนขึ้นเพื่อไปนำเสนอในเวทีวิชาการตามคำชวนของกลุ่ม Thai Netizen ซึ่งเป็นเวทีที่รวมนักศึกษาและนักวิชาการรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องอินเทอร์เน็ตและอะไรที่เกี่ยวกับโลกออนไลน์ มาพูดคุยกันได้อย่างน่าสนุกสนานทีเดียว

บทความชิ้นนี้ ผมลองเผชิญหน้ากับด้านมืดของอินเทอร์เน็ตและสังคมข้อมูลข่าวสารดูบ้าง คู่ปรับของผมในบทความนี้ คือ ข้อมูลข่าวสารประเภทที่เป็น hate speech และข้อมูลข่าวสารที่เป็นอันตราย (harmful information)

โดยพยายามตอบคำถามว่า หากยึดมั่นในหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารแล้ว เราควรมีท่าทีอย่างไรต่อการเซ็นเซอร์ hate speech และข้อมูลข่าวสารที่เป็นอันตราย และจะมีวิธีการรับมือกับทั้งสองเรื่องนี้อย่างไร โดยไม่ผิดหลักเสรีภาพ

[ดาวน์โหลดบทความนี้ – PDF 6 หน้า A4]


อินเทอร์เน็ตกับการต่อสู้ไร้ความรุนแรง : ขบวนการต่อต้านรัฐบาลไทย ปี 2548-2549

November 30, 2010

ตีพิมพ์ใน “The Internet & Nonviolent Struggle: The Anti-government movement in Thailand 2005-06”, Social Alternatives. Issue 3. September 2010. [PDF – 7 หน้า A4]

———————————

งานชิ้นนี้ เป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของผม และส่งไปตีพิมพ์ที่วารสาร Social Alternatives ตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว ช่วงใกล้ๆกับที่สนามบินสุวรรณภูมิถูกปิด เมื่อปี 2551 กว่าจะได้รับการตีพิมพ์ ก็ต้องแก้ไปแก้มาอยู่ 3-4 รอบ และเพิ่งตีพิมพ์ให้ในวาระเดือนกันยายน 2553 นี้เอง

ประเด็นหลักของงานชิ้นนี้ คือ พยายามชี้ให้เห็นว่า ระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีนั้น เป็นส่วนสำคัญมากที่ทำให้การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นไปได้จริง และด้วยเหตุเดียวกันนี้ การทำลายและการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี จึงเป็นอีกระนาบหนึ่งของการต่อสู้ทางการเมืองยุคอินเทอร์เน็ต

ผมใช้กรณีศึกษาของผู้จัดการออนไลน์และเอเอสทีวีในช่วงเหตุการณ์ขับไล่รัฐบาลทักษิณ ปี 2548-2549 เพื่อชี้เห็นประเด็นดังกล่าว [ดาวน์โหลดบทความนี้]

ผมวาดแผนภาพระบบเทคโนโลยีที่ถูกใช้ในการขับไล่รัฐบาลทักษิณส่งไปให้บรรณาธิการวารสาร Social Alternatives ด้วย แต่เขาไม่ได้เอาลงให้ ผมจึงเอามาลงไว้ในที่นี้ครับ

บทความนี้ก็มักถูกตั้งคำถามเสมอว่า ขบวนการพันธมิตรฯที่มีเครือผู้จัดการ เป็นฐานที่มั่นในเชิงเทคโนโลยีสื่อนั้น เป็นสันติวิธีหรือไม่ โดยเฉพาะเหตุการณ์ในช่วงปี 2550 ผมตอบประเด็นนี้ไปบางส่วน อยู่ในเนื้อบทความนี้ และอีกส่วนหนึ่ง ผมตอบในบทความเรื่อง “สันติวิธีของพันธมิตรฯ กับ 3 คำถามที่นักสันติวิธีต้องตอบ”

[ดาวน์โหลดบทความนี้]


อำนาจเชิงโครงสร้างของระบบเทคโนโลยี : ศึกษากรณีอินเทอร์เน็ตไทย ช่วงก่อนรัฐประหาร 2549

November 30, 2010

[download PDF]

นำเสนอใน การประชุมรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 11 ณ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อวันที่ 25-26 พฤศจิกายน 2553

บทคัดย่อ

ในทุกๆสังคม เทคโนโลยีที่ข้องเกี่ยวกับความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันของคนในสังคมอย่างมากนั้น มักไม่ได้ปราศจากมิติทางการเมืองและอำนาจ อำนาจที่แฝงฝังอยู่ในโครงสร้างของระบบเทคโนโลยีมีผลในการกำหนดรูปลักษณ์กิจกรรมของมนุษย์ทั้งสิ้น โดยเฉพาะกิจกรรมทางการเมือง กระนั้น งานวิจัยทางสังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ไทยที่ศึกษาเรื่องนี้มีน้อยมาก

งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาอำนาจเชิงโครงสร้างของระบบเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตไทย โดยศึกษาประวัติศาสตร์การพัฒนา ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 2530 ซึ่งเป็นช่วงที่อินเทอร์เน็ตไทยเพิ่งเริ่มพัฒนาขึ้น มาสิ้นสุดที่เหตุการณ์รัฐประหารเดือนกันยายน 2549 ซึ่งรายล้อมด้วยเหตุการณ์สำคัญ 2 ประการ

(1) การที่อินเทอร์เน็ตไทยมีส่วนสำคัญอย่างมากในเหตุการณ์ขับไล่รัฐบาลทักษิณนับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา

2) การเกิดขึ้นของ พรบ.การกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งถือเป็นจุดตัดที่สำคัญยิ่งที่ทำให้อำนาจเชิงโครงสร้างของอินเทอร์เน็ตเปลี่ยนไปอย่างมาก วิธีวิจัยประกอบด้วยการศึกษาเอกสารทั้งชั้นต้นและชั้นรอง รวมทั้งการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้อง

งานชิ้นนี้ศึกษาโครงสร้างอินเทอร์เน็ตไทย ในลักษณะเมทริกซ์เทคโนโลยีกับอำนาจ เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตแบ่งเป็น 3 ชั้น (แถว) คือ ชั้นโครงข่ายพื้นฐาน ชั้นการให้บริการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และชั้นเนื้อหาอินเทอร์เน็ต อำนาจเชิงโครงสร้างของอินเทอร์เน็ตถูกพิจารณาผ่าน 3 มิติ (คอลัมน์) คือ มิติเชิงโครงสร้างเทคโนโลยี มิติเชิงการเป็นเจ้าของหรือการเข้าถึง และมิติเชิงสถาบัน

จากกรอบการศึกษาดังกล่าว งานชิ้นนี้ค้นพบว่า ในมิติเชิงโครงสร้างเทคโนโลยีและมิติเชิงการเป็นเจ้าของ/การเข้าถึงแล้ว อินเทอร์เน็ตในชั้นเนื้อหามีลักษณะการรวมศูนย์และผูกขาดน้อยที่สุด ชั้นการให้บริการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมีการรวมศูนย์ผูกขาดมากขึ้น ในขณะที่ชั้นโครงข่ายพื้นฐานมีการรวมศูนย์ผูกขาดมากที่สุด

ส่วนในมิติเชิงสถาบันนั้น อำนาจทำงานทั้งในรูปแบบทางการและไม่เป็นทางการ ในแง่ทางการนั้น อินเทอร์เน็ตในชั้นเนื้อหาถูกแทรกแซงโดยกระบวนการเชิงอำนาจมากที่สุด โดยเฉพาะในรูปการเซ็นเซอร์หรือบล็อคเว็บไซต์ โดยมีองค์กรควบคุมกำกับ 3 องค์กรหลัก คือ กระทรวงการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ตำรวจไซเบอร์ และกรมประชาสัมพันธ์ ขณะเดียวกัน ในมิติเชิงสถาบันนี้ มีกระบวนการ “ถ่วงดุล” อำนาจผ่านกระบวนการยุติธรรมด้วยเช่นกัน ผ่านศาลแพ่ง ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนอำนาจเชิงสถาบันแบบที่ไม่เป็นทางการนั้น ทำงานผ่านการใช้อิทธิพลกดดัน โดยแสดงตัวในชั้นให้บริการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นส่วนใหญ่ อำนาจที่แฝงฝังอยู่ในโครงสร้างของระบบเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตไทยดังกล่าวนี้ แสดงตัวออกมาอย่างชัดเจนในช่วงเหตุการณ์การเคลื่อนไหวเพื่อขับไล่รัฐบาลทักษิณระหว่างปี 2548-2549

คำสำคัญ: เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต / อำนาจเชิงโครงสร้าง / เหตุการณ์ขับไล่รัฐบาลทักษิณ 2548-2549

[download เอกสารฉบับเต็ม (PDF: 17 หน้า A4) คลิ๊กที่นี่]


%d bloggers like this: