summary : การจัดการ “ความจริง” ในสงครามเวียดนาม

June 24, 2007

พวงทอง รุ่งสวัสดิทรัพย์ ภวัครพันธุ์ (2549), สงครามเวียดนาม : สงครามกับความจริงของ “รัฐไทย”, กรุงเทพฯ : คบไฟ.

[ดู annotation ของบทความนี้]

จากที่เคยศึกษาความรุนแรงในนโยบายต่างประเทศผ่านนโยบายของไทยต่อกรณีเขมรแดง (ดู annotaion; ดู summary) ในงานชิ้นนี้ กล่าวได้ว่าพวงทองยังคงศึกษาความรุนแรงในนโยบายต่างประเทศของไทย โดยครั้งนี้ใช้กรณีสงครามเวียดนาม และพิจารณาผ่านแนวคิดการจัดการ “ความจริง” ของรัฐบาลไทย

พวงทองเริ่มจากชี้ให้เห็นบทบาทของไทยในสงครามเวียดนามว่าเริ่มขึ้นเมื่อสหรัฐพาตัวเองเข้าสู่ความขัดแย้งในอินโดจีนในปี 2493 เมื่อเห็นว่าเวียดมินห์เริ่มสัมพันธ์กับโลกคอมมิวนิสต์ ฝรั่งเศสเริ่มเสียท่าให้แก่เวียดมินห์และขบวนการปะเทดลาว การรับรองจักรพรรดิเบ๋าได๋ของไทยในปี 2493 เป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่สงครามเย็นโดยยืนอยู่ฝั่งโลกเสรี สหรัฐเข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญในไทยโดยผ่านโครงการพัฒนาหรือปรับปรุงฐานทัพอีก 8 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ทางอีสานเป็นหลัก ได้แก่ ดอนเมือง โคราช นครพนม ตาคลี (นครสววรค์) อุดรธานี อุบลราชธานี อู่ตะเภา (ชลบุรี) และน้ำพอง (ขอนแก่น) เฉพาะฐานทัพตาคลีและโคราช

สหรัฐได้ส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดในเวียดนามเหนือถึง 90,000 ตันในระหว่างปี 2507-2511 เฉพาะปี 2512 ฐานทัพสหรัฐในไทยถูกใช้ในปฏิบัติการทิ้งระเบิดในลาวมากกว่า 90,000 ครั้ง และทิ้งระเบิดที่กัมพูชาแห่งเดียวมากกว่า 1 แสนตัน ช่วงปี 2508-2515 มึผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในเวียดนามใต้ราว 700,000-1,225,000 คน นอกจากนี้ ยังมีการสร้างถนนไฮเวย์ที่เชื่อมฐานทัพเหล่านี้เข้าด้วยกัน รวมทั้งการปรับปรุงท่าเรือสัตหีบให้เป็นท่าเรือน้ำลึกทันสมัยขนาดใหญ่เพื่อลำเลียงยุทธปัจจัย ตลอดจนการสร้างเครือข่ายระบบการสื่อสารและจารกรรมข้อมูลทั้งที่เชียงใหม่ ภูหมูและภูเขียวบนเทือกเขาภูพาน สถานีที่สำคัญคือค่ายเกาะคา (ลำปาง) และค่ายรามสูร (อุดรธานี) ทหารสหรัฐค่อยๆหลั่งไหลเข้าสู่ไทยตั้งแต่เริ่มรบกับเวียดนาม ตั้งแต่ปี 2507 หลังรัฐสภาสหรัฐลง “มติอ่าวตังเกี๋ย” และทวีขึ้นสูงสุดถึง 48,000 คน

ในปี 2516 หลังจากนิกสันประกาศถอนทหารออกจากเวียดนามใต้ในปี 2512 เนื่องจากประจักษ์ในความเข้มแข็งของฝ่ายเวียดมินห์จากการโจมตีครั้งใหญ่เมื่อเหตุการณ์วันตรุษญวน ปี 2511 พวงทองจึงตั้งคำถามต่อความรุนแรงในนโยบายต่างประเทศของไทยครั้งนี้ว่ารัฐบาลไทยได้สร้างคำอธิบาย การนำเสนอและวิธีการจัดการ “ความจริง” เกี่ยวกับสงครามเวียดนามอย่างไร? ใช้เหตุผลชนิดใดทำให้ประชาชนยอมรับและคล้อยตามนโยบายสงครามเวียดนามของรัฐบาลไทย? อะไรคือ “ความจริง” เกี่ยวกับสงครามเวียดนามที่ถูกนำเสนอโดยรัฐบาลไทย? เมื่อเกิดความขัดแย้งกรณีสงครามเวียดนาม รัฐบาลอธิบายและจัดการปัญหาอย่างไร?

เริ่มแรกบทบาทของไทยถูกนำเสนอว่าเป็นเพียงปกป้องตนเองจากการรุกรานของคอมมิวนิสต์นอกประเทศ (จีน เวียดนาม ลาว รัสเซีย) การแทรกแซงกิจการภายในอินโดจีนเป็นการช่วยเหลือไม่ให้ผู้คนในประเทศเพื่อนบ้านต้องประสบกับความชั่วร้ายของคอมมิวนิสต์ และเพื่อปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อันเป็นอัตลักษณ์ของความเป็นไทย สงครามเวียดนามจึงเป็นสงครามเกียรติยศและเพื่อสันติภาพ สังคมไทยถูกโฆษณาชวนเชื่อและข่าวลือจนเกิดบรรยากาศความกลัวว่าไทยกำลังตกอยู่ในอันตรายเกือบจะตลอดเวลา ถูกห้อมล้อมด้วยดินแดนของคนป่า-สัตว์ร้าย [1]

การจัดการ “ความจริง” ของรัฐบาลไทยกรณีฐานทัพสหรัฐเกิดขึ้นเมื่อวุฒิสมาชิกวิลเลียม ฟุลไบรต์ อภิปรายโจมตีรัฐบาลจอห์นสันที่ปกปิดเรื่องกำลังทหารและภาระหน้าที่ของฐานทัพสหรัฐในไทย ซึ่งจะกระทบกับความรู้สึกของคนไทยว่าถูกล่วงละเมิดอธิปไตย รัฐบาลไทยก็ปฏิเสธว่าไม่มีฐานทัพสหรัฐในไทย อเมริกาเพียงได้รับอนุญาตจากไทยให้ใช้ฐานทัพที่สหรัฐเป็นผู้สร้างขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้เป็นเพราะทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันโดยไม่มีลายลักษณ์อักษรว่าสิทธิเหนือฐานทัพเป็นของไทยและฐานทัพแต่ละแห่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ไทย

ส่วนในการจัดการ “ความจริง” กรณีนักรบจงอางศึก ซึ่งเป็นชุดทหารที่ไทยส่งออกไปร่วมรบในเวียดนาม เนื่องด้วยแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศที่สหรัฐต้องการให้ภาพสงครามเวียดนามเป็นความพยายามร่วมกันของพันธมิตรในภูมิภาคนี้ ไม่ใช่ของสหรัฐฝ่ายเดียว รัฐบาลไทยก็อธิบายว่าการแทรกแซงการเมืองไทยเวียดนามครั้งนี้ว่าเป็นการป้องกันคอมมิวนิสต์ไม่ให้เข้าประเทศไทย ด้วยการออกไป “รบนอกบ้าน” ที่น่าสนใจยิ่งคือสื่อมวลชนไทยเองก็สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลไทยต่อสงครามอินโดจีนเช่นกัน กล่าวคือเห็นด้วยที่ให้สหรัฐตั้งฐานทัพในประเทศไทยในฐานะมหามิตรที่ช่วยป้องกันภัยคุกคามจากภายนอก และเมื่อวุฒิสมาชิกฟุลไบร์ทเปิดเผยเรื่องนี้ขึ้น สื่อไทยก็แสดงความเห็นตำหนิสื่อมวลชนสหรัฐว่าไม่รู้จักรักษาความลับของทางราชการและผลประโยชน์แห่งชาติเหมือนสื่อไทยที่แม้รู้แล้ว แต่ก็ไม่เปิดเผยขยายความต่อ

นโยบายสงครามอินโดจีนของรัฐบาลถูกคัดค้านโดยสังคมไทยไม่น้อยเช่นกัน พวงทองจึงตั้งคำถามต่อไปว่าฝ่ายคัดค้านใช้กระบวนการและคำอธิบายชนิดใดในการต่อสู้กับ “ความจริง” ที่กลายเป็นอุดมการณ์กระแสหลักของสังคมไทยขณะนั้น? หากพิจารณาช่วงปลายทศวรรษ 2490 จะเห็นได้ว่าอุดมการณ์มาร์กซิสต์-เหมาอิสม์แบบของพคท.มีบทบาทหลักดังในงานของอุดม ศรีสุวรรณที่วิเคราะห์รัฐบาลไทยว่าเป็น “ไทยกึ่งเมืองขึ้น กึ่งศักดินา” ของสหรัฐที่เป็นจักรพรรดินิยม

พวงทองชี้ว่าเป็นวาทกรรมแบบชาตินิยมและข้อหาไม่ต่างจากรัฐบาลไทยที่โจมตีเวียดกง-เวียดมินท์ว่าเป็นสมุนจีนแดงและรัสเซีย และว่าลัทธิคอมมิวนิสต์ขัดกับความเป็นไท เพียงแต่ฝ่ายซ้ายกลับทิศทางว่ารัฐบาลไทยเป็นขี้ข้าอเมริกาทำให้ไทยสูญเสียอธิปไตยและความเป็นไทแทนเสีย ต่อมานับแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2510 ที่เริ่มมีบรรยากาศการเปิดพื้นที่ทางการเมืองมากขึ้น จนถึงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 อันเป็นยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน ประเด็นเรื่องฐานทัพอเมริกาในไทยค่อยๆถูกเปิดเผยขึ้นโดยเริ่มจากสื่อมวลชนสหรัฐ นักศึกษารณรงค์ต่อต้านและล้มเผด็จการทหารลงได้ ก็ได้เรียกร้องต่อเนื่องให้ถอนทหารและฐานทัพสหรัฐออกจากไทยโดยสืบทอดประเด็นหลักเรื่องการสูญเสียอธิปไตยและเกียรติภูมิของชาติอยู่เช่นเดิม [2]

ครั้นเมื่อต้นทศวรรษ 2510 การเมืองโลกมีความเปลี่ยนแปลงหลายประการ สหรัฐประกาศถอนทหารออกจากเวียดนามใต้แล้ว และประธานาธิบดีนิกสันเดินทางไปจีน ไทยจึงต้องสถาปนาความสัมพันธ์กับจีนและเวียดนามด้วยด้วย จีนซึ่งเคยถูกวาดภาพว่าเป็นคอมมิวนิสต์โหดร้ายนั้น ได้ถูกอธิบายใหม่หรือสร้าง “ความจริง” ใหม่ว่าเป็น “โจรกลับใจ” ที่ประพฤติตนดีขึ้น ไทยจึงเป็นมิตรด้วย ซึ่งเท่ากับยืนยันว่าในอดีต ไทยไม่ได้ดำเนินนโยบายผิดพลาด แต่เพราะจีนคุกคามไทย แต่ปัจจุบัน จีนเลิกเป็นศัตรูกับไทยแล้ว จึงเป็นมิตรอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ ในขณะที่เวียดนามยังคงถูกอธิบาย/สร้าง “ความจริง” ต่อไปว่าเป็น “โจรเหิมเกริม” จากการที่เวียดนามเหนือยึดไซ่ง่อนได้ในปี 2518 บทบาทของฐานทัพและกองกำลังสหรัฐในไทยถูกอธิบายใหม่ว่าจำเป็นสำหรับป้องกันประเทศไทยจากภัยคุกคามของเวียดนามซึ่งกำลังเติบใหญ่เข้มแข็งรุกเข้ามาถึงกัมพูชา ดังกรณีค่ายรามสูรและค่ายเกาะคาที่ฝ่ายขวาของไทยฉวยโอกาสโจมตีขบวนการนักศึกษาที่เริ่มมีแนวโน้มเอียงซ้ายมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอ้างว่านักศึกษาในฐานะสมุนญวณคัดค้านการที่สหรัฐจะมอบเครื่องเรดาร์สำหรับดักฟังคอมมิวนิสต์ในค่ายรามสูรและค่ายเกาะคาให้รัฐบาลไทย

กระแสขวาพิฆาตซ้ายเริ่มสูงขึ้นมากจนกลายเป็นความเกลียดชังญวน และเวียดนามซึ่งอพยพมาอยู่ทางอีสานของไทยตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองก็กลายเป็นเหยื่อกลุ่มแรกวาทกรรมความเกลียดชังนี้ มีการรุมทำร้ายคนเวียดนามและบุกทำลายร้านรวงของเวียดนามอพยพ โดยกล่าวหาว่าค้าขายขูดรีดคนไทยและเรี่ยไรเงินส่งไปให้เวียดนามเหนือซื้ออาวุธมาโจมตีไทย ตลอดจนมีแผนแยกอีสานออกจากไทย กระแสความเกลียดชังคอมมิวนิสต์นี้ขึ้นสูงสุดในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งขบวนการนักศึกษาถูกล้อมปราบในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกลายเป็น “ประวัติศาสตร์บาดแผล” ของสังคมไทยดังที่ธงชัย วินิจจะกูล (ดู annotaion; ดู summary)

end note

[1] นี้จึงกล่าวได้ว่าสังคมไทยกำลังอยู่ในเงื่อนไขที่เข้าข่ายการเป็น “สงครามบริสุทธิ์” (pure war) กล่าวคือรู้สึกว่ามีสงครามอยู่ตลอดเวลา และสังคมจึงถูกระดมทรัพยากรอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โปรดดู ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, “ทฤษฎีสันติภาพ : พิจารณาจากบทเรียนของทฤษฎีสงคราม” ใน สันติทฤษฎี\วิถีวัฒนธรรม (กรุงเทพฯ: โกมลคีมทอง, 2539) หน้า 8. หรือ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ (2548ก) “ประชาธิปไตยอำนาจนิยม: ผลของการใช้ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไทย” (ดู annotaion; ดู summary)

[2] แม้จะว่างเว้นการเคลื่อนไหวของมวลชนไป 10 ปีนับจากรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์เมื่อ 2501 แต่วาทกรรมสังคมนิยมก็ยังฟื้นคืนกลับมาได้ตั้งแต่ช่วงก่อน 14 ตุลาคม 2516 และขยายสืบเนื่องต่อไปจนเมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519  กระบวนการรื้อฟื้นนี้สามารถดูรายละเอียดได้ใน ประจักษ์ ก้องกีรติ. และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ : การเมืองและวัฒนธรรมของนักศึกษาและปัญญาชนก่อน 14 ตุลาฯ (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์), 2548. หน้า 395-464 โดยเฉพาะตารางเปรียบเทียบวาทกรรมชาตินิยมราชการของทั้งรัฐบาลและชาตินิยมฝ่ายนิสิตนักศึกษาประชาชนที่แม้เนื้อหาต่างกัน แต่ก็มีโครงสร้างเหมือนกัน ได้ในหน้า 360

Advertisements

summary : โทษประหารชีวิต

June 21, 2007

[ดู annotation ของบทความนี้]

งานเรื่อง โทษประหารชีวิตกับข้อคิดว่าด้วยเสรีภาพในชีวิตร่างกาย ของกิตติศักดิ์  ปกติ นับเป็นงานที่น่าสนใจยิ่งอีกชิ้นหนึ่งที่ศึกษาประเด็นความรุนแรงของรัฐผ่านประเด็นกฎหมายโดยตรง โดยพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 แก้ไขเพิ่มเติม ปี 2538 เป็นหลัก กิตติศักดิ์เริ่มพิจารณาจากประเด็นรากฐานความคิดของโทษประหาร ในส่วนที่เป็นฐานสนับสนุนโทษประหารในสังคมไทยนั้น มี 2 ฐานคิด คือ

ประการแรก เป็นวัฒนธรรมการแก้แค้นตอบแทนผู้กระทำผิด ซึ่งตกทอดมาแต่บุพกาล เมื่อรัฐก่อตัวขึ้น วัฒนธรรมนี้ก็สืบต่อมาโดยรัฐอ้างอำนาจแต่ผู้เดียวในการใช้ความรุนแรงเพื่อรักษาความสงบและปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพลเมือง แล้วโอนอำนาจแก้แค้นตอบแทนผู้กระทำผิดจากเอกชนมาไว้ในมือของรัฐในฐานะอำนาจมหาชนในที่สุด

ฐานคิดสนับสนุนโทษประหารประการที่สอง คือ การป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง เช่น ความผิดฐานกบฏ ฆ่าบิดามารดา ฆ่าทารก หรือทำลายศาสนา เป็นต้น ดังที่มีกำหนดอุกฤษฐ์โทษ 21 สถานไว้ในกฎหมายตราสามดวงที่พรรณากระบวนการลงโทษไว้อย่างน่าสะพรึงกลัว (เช่น “ให้ต่อยกบาลศรีษะเลิกออกเสีย แล้วเอาคีมคีบก้อนเหล็กแดงใหญ่ใส่ลง ให้มันสมองศรีษะพลุ่งขึ้นดั่งหม้อเคี่ยวน้ำส้มพะอูม…” [1]) ดังนั้น ใครที่จะผิด หากได้รู้ถึงกระบวนการลงโทษนี้ อาจหวาดกลัวจนไม่กล้าทำผิดนั่นเอง  (หน้า 140-141)

ส่วนฐานคิดที่คัดค้านหรือจำกัดโทษประหารนั้น ก็มี 2 ประการเช่นกัน

ประการแรก คือ ฐานคิดทางพุทธศาสนาและปรัชญาเกี่ยวกับสำนึกทางเมตตาธรรมและมนุษยธรรมที่เชื่อในศักดิ์ศรีและคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ เช่น การขอบวชใช้กรรมของผู้ร้ายฆ่าคน และโดยความยินยอมของผู้เสียหายหรือญาติของเหยื่อ คดีก็เป็นอันเลิกแล้วต่อกัน  หรืออีกกรณี คือ กรณีพระนเรศวรพิโรธใหญ่จะลงโทษประหารชีวิตทหารหรือข้าราชบริพารจำนวนมาก ก็มีธรรมเนียมที่พระมหาเถระผู้ใหญ่ทูลบิณฑบาตขอชีวิต เป็นต้น อย่างไรก็ตาม กิตติศักดิ์กล่าวว่าอิทธิพลของพุทธศาสนายังยอมรับความจำเป็นต้องมีโทษประหารอยู่ ไม่ได้มีมากถึงขนาดคัดค้านโดยสิ้นเชิง โดยยกคำอธิบายของหลวงตาบัวที่อธิบายว่าคนในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับคำตัดสินประหารชีวิตไม่ได้ทำตามอำเภอใจ แต่ทำตามหน้าที่ เรียกได้ว่าเป็น “ผู้ชี้กรรม” ของผู้กระทำความผิด แม้บาปก็บาปเพียงเล็กน้อย (หน้า 143)

ฐานคิดประการที่สองรองลงมา คือ ข้อคิดที่ว่ามูลเหตุรากลึกของการกระทำผิดของแต่ละคนนั้นล้วนสืบสาวกลับไปยังสังคมแวดล้อมได้ทั้งสิ้น การขจัดบุคคลผู้กระทำผิดไปจากสังคมเป็นเพียงการแก้ที่ปลายเหตุ โดยไม่ขจัดรากเหง้าแห่งความเลวร้ายและความรุนแรงในสังคมให้หมดไปได้ ประเด็นนี้ กล่าวด้วยศัพท์ของชัยวัฒน์ก็คือ การกระทำความรุนแรงทางตรง/ต่อบุคคล ไม่ทำให้ความรุนแรงเชิงโครงสร้างหมดไปได้ นั่นเอง

ประการที่สาม เกี่ยวกับการจำกัดโทษประหาร กิตติศักดิ์กล่าวถึงกระบวนการพิจารณาคดีประหารชีวิตตั้งแต่สมัยปลายอยุธยาจนถึงรัชกาลที่ 5 ว่าเป็นไปอย่างให้ความเอาใจใส่และถี่ถ้วนรอบคอบ คดีความในหัวเมือง หากมีโทษถึงประหาร จะต้องส่งคดีเข้าเมืองหลวงเพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตก่อน (หน้า 142-143)

โทษประหารในกฎหมายช่วงปี 2538 นั้น กิตติศักดิ์รวบรวมให้เห็นว่าเป็นความผิดที่เป็นการประทุษร้ายต่อสิ่งมีคุณค่าสูงเสมอชีวิตทั้งสิ้น ได้แก่ ความผิดต่อชีวิต เกี่ยวกับความมั่นคง เช่น ความผิดต่อองค์พระประมุขของรัฐ ความผิดฐานกบฏล้มล้างอำนาจการปกครอง ความผิดต่ออธิปไตยของรัฐ เป็นต้น หรือความผิดก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน เช่น วางเพลงเผาทรัพย์เพื่อก่อภยันตรายถึงชีวิต เป็นต้น ส่วนความคิดต่อร่างกาย เสรีภาพ เกียรติยศชื่อเสียง ต่อเพศ และต่อทรัพย์สินนั้น ไม่ว่าจะกี่กระทงกี่กรรมกี่วาระ ก็ไม่มีการเพิ่มโทษถึงขั้นประหารชีวิตทั้งสิ้น

นอกจากนี้ แม้กฎหมายไทยช่วงปี 2538 จะมีโทษประหาร แต่ก็ยังมีกระบวนการซับซ้อนบนฐานหลักมนุษยธรรมที่พยายามจำกัดหรือทุเลาโทษประหารไว้พอควร เช่น มีการยกเว้นผู้เยาว์อายุไม่เกิน 17 ปีหรือคนวิกลจริต ไม่ถูกระวางโทษประหาร เพราะถือว่ายังไม่รู้ผิดชอบชั่วดีเต็มที่และยังอ่อนวินิจฉัย รวมทั้งผู้ที่เคยมีคุณความดีมาก่อน ผู้ที่ให้ความรู้แก่ศาลเพื่อประโยชน์แก่การพิจารณาคดี หรือกรณีหญิงมีครรภ์จะประหารชีวิตไม่ได้จนกว่าจะคลอดบุตรแล้ว เป็นต้น

ในส่วนกระบวนการบังคับลงโทษประหารหลังมีการพิพากษาแล้วก็ยังมีกระบวนการซับซ้อนที่พยายามลดทอนความรุนแรงของโทษประหารเช่นกัน เช่น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิตแล้ว แม้จำเลยจะไม่อุทธรณ์ แต่ศาลชั้นต้นก็มีหน้าที่ต้องส่งสำนวนคดีไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาอีกครั้ง และยังประหารชีวิตจนกว่าจะพ้นภายใน 60 วันหลังศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดและจำเลยได้ฟังคำพิพากษาแล้ว แม้กระนั้น จำเลยก็ยังอาจยื่นทูลเกล้าฯขอรับพระราชทานอภัยโทษได้อีกเช่นกัน และในมาตรา 182 ในรัฐธรรมนูญฉบับที่กิตติศักดิ์ใช้ศึกษานี้ ก็รับรองให้ “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ” จึงยากที่จะมีการบังคับตามคำพิพากษาประหารชีวิต เพราะเกรงจะเป็นการล่วงพระราชอำนาจกัน กิตติศักดิ์ยกสถิติกรมราชทัณฑ์ว่าจากปี 2531-2538 มีนักโทษเด็ดขาดต้องประหารชีวิตจำนวนหนึ่ง แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีการดำเนินการประหารชีวิตแม้สักรายเดียว กระทั่งเมื่อต้นปี 2539 จึงมีอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ ในพระราชพิธีกาญจนาภิเษกก็มีการพระราชทานอภัยโทษครั้งใหญ่ นักโทษที่ต้องโทษประหารชีวิตลดจำนวนจาก 132 รายเหลือเพียง 5 รายเท่านั้น (หน้า 143-147)

ในประเด็นว่าโทษประหารกับปัญหา “เสรีภาพในร่างกาย” นั้น กิตติศักดิ์กล่าวว่ารัฐธรรมนูญรับรองและคุ้มครองประชาชนให้พ้นจากการคุกคามทำร้ายโดยอำนาจรัฐทั้งการฆ่า การทำร้าย การทดลองในมนุษย์ บังคับให้ทำหมัน บังคับเจาะเลือดหรือของเหลวในร่างกายออกไปตรวจ จะยอมให้ทำได้เพียง 3 อย่างคือ จับกุม คุมขัง และตรวจค้น เท่านั้น โดย “เสรีภาพในร่างกาย” ตามรัฐธรรมนูญ ได้แก่ “ภาวะอันมีอิสระในการกระทำการด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายทั้งปวง รวมถึงบูรณภาพแห่งร่างกาย ทั้งทางเนื้อตัวร่างกาย อนามัย และจิตใจของบุคคล ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรฐานแห่งความรู้สึกนึกคิดของวิญญูชน” (หน้า 149)

ดังนั้นรัฐธรรมนูญจึงคุ้มครองทั้งร่างกาย อนามัยและจิตใจ ไม่ให้มีการทำลายชีวิตให้เป็น “ศพ” ทำร้ายร่างกาย การทรมาน หรือก่อให้เกิดความเจ็บปวดทางกายโดยวิธีใดๆ หรือทำให้หวาดกลัว รบกวนทางจิต มอมประสาท ใช้ยาสลบ ด้วยเช่นกัน  แต่บุคคลจะใช้เสรีภาพในร่างกายไปล่วงละเมิดเสรีภาพของบุคคลอื่นไม่ได้ เพราะถือเป็นการใช้ “เสรีภาพเกินส่วน” ยกเว้นเพียงกรณีการป้องกันสิ่งที่มีคุณค่าเท่าเทียมกับชีวิตร่างกาย เช่น เจ้าพนักงานสังหารคนร้ายที่กำลังจะฆ่าผู้อื่นเพื่อหยุดยั้งการประทุษร้าย เป็นต้น

นอกจากนี้ รัฐจะเพิกเฉยไม่ออกกฎหมายความผิดต่อชีวิตร่างกายไม่ได้ เพราะเท่ากับปล่อยให้มีการทำร้ายกันโดยเสรี และการดูแลความปลอดภัยในชีวิตร่างกายเป็นเรื่องของบุคคลเอกชนไปแทน (หน้า 147-153) ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่ง ซึ่งกิตติศักดิ์ไม่ได้อภิปรายไว้ แต่ยกมาอ้างอิงไว้ในเชิงอรรถ คือเรื่อง “การุญฆาต” (passive euthaniasie) ว่าไม่ถือเป็นการจำกัดเสรีภาพในร่างกาย

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ประเทศในโลกได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้วอย่างสิ้นเชิง 55 ประเทศ [2] กิตติศักดิ์ได้แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันแม้ไทยจะมีกฎหมายประหารชีวิตอยู่ แต่มีการพยายามอย่างยิ่งในการจำกัดลดทอนให้การประหารชีวิตเหลือน้อยลงที่สุด และถึงที่สุด กิตติศักดิ์ก็กล่าวอย่างชัดเจนว่าโทษประหารชีวิตนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญเพราะเป็นการจำกัดเสรีภาพในร่างกายในรูปแบบที่รุนแรงที่สุด และหากจะนับเป็นการป้องกันภยันตรายต่อการประทุษร้ายผู้อื่น ก็ไม่อาจนับได้ เพราะภยันตรายนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้วกว่าจะมาถึงการพิพากษา นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องสิทธิของบุคคลในการรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ภายหลังและหากปรากฏว่าคนนั้นไม่ได้ทำผิดจริง ก็จะได้รับค่าทดแทนชดเชยบรรดาสิทธิที่เสียไป แต่หากประหารชีวิตเสียแล้ว ย่อมหมดทางเยียวยาแก้ไขให้คืนดังเดิมได้อีก (หน้า 153-155)

อย่างไรก็ตาม กิตติศักดิ์ย้ำถึงกระแสประชาชนในช่วงนั้นที่ออกมาเรียกร้องให้ลงโทษประหารชีวิตผู้กระทำความผิดร้ายแรงจากข่าวการฆ่าข่มขืนเด็กหญิงด้วยวิธีทารุณต่างๆนั้น เพราะเกิดความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยจากอาชญากรรมร้ายแรงเหล่านี้ และสะท้อนให้เห็นถึงการขาดความเชื่อถือในความเข้มแข็งและประสิทธิภาพในการบริหารงานยุติธรรม ซึ่งกิตติศักดิ์เห็นว่าควรพัฒนาจิตสำนึกทางกฎหมายของประชาชนให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของระบบกฎหมาย และแก้ไขประเด็นที่ขัดกันเองของกฎหมายให้สอดคล้องกัน พร้อมไปกับหามาตรการเร่งรัดการบริหารงานยิธรรมให้บังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป (หน้า 156) [3]

end note

[1] ข้อความที่อ้าง เขียนตามภาษาปัจจุบัน หากสนใจโปรดอ่านการพรรณารายละเอียดกระบวนการอันน่าสะพรึงกลัวนี้ได้ได้เชิงอรรถที่ 5 หน้า 157-158 ใน รัฐศาสตร์สาร 19:3, 2539.

[2] แม้ยังเหลืออีกกว่า 130 ประเทศที่คงไว้ซึ่งโทษประหารชีวิต แต่มีบังคับใช้จริง 97 ประเทศ (ตามข้อเขียนชิ้นนี้คือปี 2538), ดูเชิงอรรถที่ 6 ใน กิตติศักดิ์ ปกติ, อ้างแล้ว, หน้า 158

[3] งานศึกษาเกี่ยวกับโทษประหารชีวิตที่น่าสนใจมากอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งเพิ่งตีพิมพ์ล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2550 คือ งานเรื่อง ก่อนวันประหาร : กรณีศึกษานักโทษประหารชีวิต 4 กรณี ของโครงการศึกษาการลงโทษประหารชีวิตในประเทศไทย สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) นำทีมวิจัยโดย ไพโรจน์ พลเพชร.


summary : นโยบายการสนับสนุนเขมรแดงของไทย

June 21, 2007

[ดู annotation ของบทความนี้]

ในบทความนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงเชิงโครงสร้างของนโยบายต่างประเทศของไทยได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ [1] โดยพาเราเดินทางออกจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในสังคมไทยทั้งที่เป็นการกระทำของรัฐหรือของสังคมก็ตาม ไปสู่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนอกประเทศ [2] โดยที่ประเทศไทยมีส่วนในการสร้างหรือธำรงความรุนแรงนั้น พวงทองเริ่มจากประเด็นประวัติศาสตร์นิพนธ์ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทยกับเพื่อนบ้าน ซึ่งกรณีนี้คือชนชาติขอมหรือเขมร ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของราชอาณาจักรไทยที่อพยพลงมาจากดินแดนทางตอนเหนือแล้วแผ่อำนาจในลุ่มน้ำเจ้าพระยา จนขับไล่ชนชาติขอมออกไปได้ กระทั่งกลายเป็นการล่มสลายของอาณาจักรขอมอันยิ่งใหญ่ จากการยกทัพไปตีอาณาจักรขอมหลายครั้ง จนเขมรต้องย้ายเมืองหลวงถอยห่างลงใต้จากนครวัด สู่ละแวด อุดงมีชัย และพนมเปญในที่สุด แต่ทั้งนี้สังคมไทยไม่ค่อยยอมรับงานวิชาการหรือข้อมูลอีกด้าน เช่น การย้ายเมืองหลวงหลายครั้งเพราะการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่การค้าเรือสำเภาแถบทะเลจีนใต้มีความสำคัญมากขึ้น หรือเขมรไม่ได้เป็นเมืองประเทศราชของไทยตลอดเวลา เพราะบางครั้งเขมรก็ส่งบรรณาการให้ทั้งไทยและเวียดนามในลักษณะเป็น “เมืองสองฝ่ายฟ้า” หรือบางเวลาเขมรก็เป็นประเทศราชของเวียดนามเพียงอย่างเดียว เป็นต้น (หน้า 93-94)

จากนั้น พวงทองพาเราไปสำรวจการสนับสนุนระบอบเขมรแดงของไทย ภายใต้การร่วมมือกับ ASEAN จีน และสหรัฐ ผ่านสหประชาชาติ เพื่อต่อต้านอิทธิพลของเวียดนามในกัมพูชา ทั้งโดยการสนับสนุนให้รัฐบาลเขมรแดงมีที่นั่งในสหประชาชาติ การสนับสนุนรัฐบาลผสมเขมรสามฝ่ายกัมพูชาประชาธิปไตย (ฝ่ายเขมรแดงของพอลพต ฝ่ายสมเด็จนโรดมสีหนุ และฝ่ายซอนซาน ซึ่งฝ่ายแรกมีความเข้มแข็งทางทหารมากที่สุด) เพื่อทำลายรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (PRK) นำโดยเฮง สัมรินและฮุนเซน ในเวลาต่อมา รวมทั้งการบีบให้รัฐบาล PRK ยอมรับแผนสันติภาพของสหประชาชาติ ซึ่งพวงทองชี้โดยอ้างงานของไมเคิล วิคเคอรี่ว่าเป็นการนำแผนยุทธศาสตร์นิคารากัว (Nicaragua Strategy) ของสหรัฐ ที่สนับสนุนฝ่ายคอนทราส์เพื่อทำให้ภาวะทางเศรษฐกิจและการเมืองรัฐบาลแซนดินิสต้าล่มสลาย มาใช้กับกรณีกัมพูชา ทั้งหมดนี้ พวงทองเห็นว่าเท่ากับเป็นการบ่อนทำลายโอกาสในการฟื้นฟูประเทศของเขมรไปด้วย เพราะต้องดึงเงินช่วยเหลือที่ต่างประเทศให้เพื่อการพัฒนา ไปสู่การใช้จ่ายทางทหาร เพื่อสู้รบยันกันของกองกำลังฝ่ายต่างๆ ซึ่งทำให้กัมพูชาไร้เสถียรภาพ และนับเป็นผลดีต่อความมั่นคงของไทย มากกว่าปล่ยอให้รัฐบาล PRK รวบอำนาจปกครองประเทศและค่อยๆเติบโตเข้มแข็งอย่างมีเสถียรภาพ (หน้า 96-100)

นอกจากนี้ ในสมัยรัฐบาลชาติชายที่ประกาศนโยบาย “ทำสนามรบให้เป็นสนามการค้า” พวงทองก็ได้พาเราไปรับรู้ถึงการเปลี่ยนยุทธศาสตร์การใช้อำนาจทางการทหารและการเมืองในยุคสงครามเย็นต่อกัมพูชา มาเป็นการใช้พลังทางเศรษฐกิจแทน ผ่านขบวนแถวนักลงทุน นักตัดป่า-ขุดพลอยของไทย ที่มุ่งหน้าสู่อินโดจีนทั้งในฐานะตลาดสินค้าส่งออกและแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์อยู่ เช่น เฉพาะเดือนมกราคม-ตุลาคม 2535 ไทยนำเข้าไม้ซุงจากเขมรถึงเกือบ 1.6 แสนลูกบาศก์เมตร และไม้แปรรูปอีกเกือบ 3,500 ลูกบาศก์เมตร บริษัทไอบีซีของกลุ่มชินวัตรได้รับสัมปทาน 99 ปี เป็นต้น ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ หลังจากเขมรแดงปฏิเสธอที่จะวางอาวุธและร่วมแผนสันติภาพที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปในกัมพูชา และสหประชาชาติมีมติให้ปิดล้อมทางการเมืองและเศรษฐกิจต่อเขมรแดง ซึ่งมีผลให้การค้าชายแดนทั้งนำเข้าไม้และพลอยและส่งออกน้ำมันที่ไทยทำกับเขมรแดงต้องยุติลงด้วย การสูญเสียรายได้จากธุรกิจการค้าการลงทุนเหล่านี้ถูกทำให้กลายเป็น “ผลประโยชน์ของชาติ” ที่สื่อมวลชนให้การสนับสนุนจุดยืนของนักธุรกิจไทยอย่างเต็มที่ที่พยายามวิ่งเต้นให้รัฐบาลชวนเจรจากับยูเอ็นเพื่อผ่อนผันให้ไทยทำธุรกิจในเขมรต่อไปได้ เป็นที่รู้กันดีว่ารายได้จากการที่เขมรแดงให้สัมปทานเหล่านี้เป็นที่มาของการเสริมสร้างอาวุธยุทธปัจจัยของกองกำลังเขมรแดงเพื่อรบกับรัฐบาลพนมเปญหลังเลือกตั้ง พวงทองจึงเห็นว่านี่เท่ากับว่าประเทศไทยกำลังมีส่วนช่วยยืดอายุสงครามกลางเมืองในกัมพูชาต่อไปอีก นอกจากนี้สำนึกพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของสื่อมวลชนไทยยังถูกกั้นไว้ด้วยเส้นแบ่งพรมแดนอีกด้วย เพราะไม่เคยมีการตั้งคำถามกับการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในประเทศเพื่อนบ้านจากการทำธุรกิจเหล่านี้เลย (หน้า 100-102)

การไม่ตั้งคำถามต่อทั้งการมีส่วนส่งเสริมความรุนแรงและการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในเขมร ทั้งโดยยุทธศาสตร์ทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศนี้ พวงทองเสนอว่าเกิดจากการยอมรับแนวคิดความมั่นคงแห่งชาติ (national security) ทำให้ไม่คิดว่าการสนับสนุนเขมรแดงเป็นการทำให้สงครามกลางเมืองในกัมพูชายืดเยื้อต่อไป แต่เพื่อให้เขมรแดงและผู้อพยพเป็นโล่ห์มนุษย์เพื่อป้องกันตนเองจากการรุกรานของเวียดนาม และทำให้ “ความลับ” ของชาติ เช่น การใช้จ่ายงบลับทางทหาร การค้าชายแดนผิดกฎหมาย การช่วยเหลือฝ่ายต่อต้านตายชายแดน เป็นต้น ไม่ควรถูกเปิดเผยหรือถ้าถูกเปิดเผยมา ก็ไม่ควรพูดต่อ ดังกรณีการพบคลังอาวุธเขมรแดงที่ชายแดนจันทบุรี ปี 2537 รวมทั้งเกิดจากการยอมรับแนวคิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติ (national interest) จากการค้าไม้และขุดพลอย โดยไม่ตั้งคำถามว่าผลประโยชน์ทางการค้าชายแดนเหล่านี้เป็นผลประโยชน์ของส่วนรวมและระยะยาวหรือเป็นของนักธุรกิจ-นักการเมืองเท่านั้น (หน้า 103-106) พวงทองสรุปว่าทั้งสองแนวคิดนี้เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินนโยบายต่างประเทศของทุกประเทศมาตลอด และเป็นที่มาของความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับมนุษยชาติอีกด้วย เพราะให้ความสำคัญกับมนุษย์น้อยมาก ที่สำคัญขึ้นไปอีก คือ ปัจเจกในสังคมหนึ่งที่ปล่อยให้กระบวนการความรุนแรงต่อคนในอีกสังคมหนึ่งดำเนินไปอย่างสมยอม คือ ผู้มีส่วนในการก่อความรุนแรงนั้นด้วยเช่นกัน (หน้า 107)

ทั้งงานของธงชัย [เรื่องประวัติศาสตร์บาดแผล (ดู annotation; ดู summary)] และพวงทองอภิปรายโดยเน้นศูนย์กลางอยู่ที่ “ชาติ” (nation) ทั้งที่เป็นมิติทางประวัติศาสตร์แห่งชาติ (national history) ของไทยในการปฏิสัมพันธ์กับต่างประเทศ เรื่องความมั่นคงของชาติ (national security) และผลประโยชน์ (ทางเศรษฐกิจ) ของชาติ (national economic interest) แล้วย้อนกลับมาเป็นการกำหนดอัตลักษณ์ของคนในชาติหรือสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำต่างๆของรัฐ (กรณีธงชัยคือประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม กรณีพวงทองคือประวัติศาสตร์ไทยกับเพื่อนบ้านทั้งฝั่งซ้ายและขวา) ซึ่งนับว่ามีความน่าสนใจไม่น้อย เพราะหากใช้ศัพท์ของชัยวัฒน์แล้ว นี่เป็นการบุกเบิกงานเกี่ยวกับ “ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม” ที่รัฐสร้างขึ้นในสังคมไทยนั่นเอง

end note

[1] นอกจากบทความนี้แล้ว พวงทองยังมีงานเขียนในเรื่องเกี่ยวกับ “เขมรแดง” อีก 2 ชิ้น คือ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ปัญหาและการเมืองของการนิยามความรุนแรงในยุคเขมรแดง,” รัฐศาสตร์สาร, 20:3 (2541). หน้า 315-350; และ “ศัตรู พันธมิตร และคู่ค้า : สายสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างไทยกับระบบเขมรแดง” (ไม่ทราบสถานที่พิมพ์) ซึ่งแปลจาก “Thailand’s Response to the Cambodian Genocide,” Genocide in Cambodia and Rwanda: New Perspectives. New Haven, Genocide Studies Program, Yale Center for International and Area Studies, 2003, pp.79-126.

[2] ในกรณีนโยบายต่างประเทศของไทยต่อสงครามเวียดนามนั้น สามารถดูได้ในงานของพวงทอง เรื่อง สงครามเวียดนาม : สงครามกับการจัดการความจริงของ “รัฐไทย” (2548) (ดู annotation; ดู summary); นอกจากนี้ ยังมีบทความของผู้เขียนคนเดียวกันนี้ที่เกี่ยวกับความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้จากประสบการณ์อินโดนีเซีย กรณีอะเจะห์และติมอร์ตะวันออก ใน “ความรุนแรงในภาคใต้กับข้อคิดคำนึงจากอินโดนีเซีย” OCTOBER, ก.ย.2548 หน้า 254-265  และจากมุมมองการเมืองภายในมาเลเซียว่าด้วยเรื่องอิสลามานุวัตร (islamization) ใน “มาเลเซียกับสามจังหวัดภาคใต้ของไทย: พินิจปัญหาจากกรอบอิสลามานุวัตร” ฟ้าเดียวกัน 5:1, 2550 หน้า 168-181


%d bloggers like this: