Hate Speech & Harmful Information

November 30, 2010

นำเสนอในเวทีวิชาการสาธารณะเพื่อพัฒนาคำถามวิจัย “ออนไลน์ศึกษา” จัดโดยกลุ่ม Thai Netizen ร่วมกับโครงการปริญญาเอก คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันจันทร์ 29 พ.ย. 2553

—————————————–

[download PDF]

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเรื่อง “ความลี้ลับของข้อมูลข่าวสาร : ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรงทางการเมืองในศตวรรษที่ 21 ของไทย” [ดู proposal] ใน ชุดโครงการเมธีวิจัยอาวุโสช่วงที่ 2 ปีที่ 1 เรื่อง “สันติวิธีและความรุนแรงในสังคมไทย: ความรู้, ความลับ และ ความทรงจำ” สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

ตัวบทความชิ้นใหญ่ยังไม่เสร็จ แต่บทความขนาดสั้นนี้ ผมเขียนขึ้นเพื่อไปนำเสนอในเวทีวิชาการตามคำชวนของกลุ่ม Thai Netizen ซึ่งเป็นเวทีที่รวมนักศึกษาและนักวิชาการรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องอินเทอร์เน็ตและอะไรที่เกี่ยวกับโลกออนไลน์ มาพูดคุยกันได้อย่างน่าสนุกสนานทีเดียว

บทความชิ้นนี้ ผมลองเผชิญหน้ากับด้านมืดของอินเทอร์เน็ตและสังคมข้อมูลข่าวสารดูบ้าง คู่ปรับของผมในบทความนี้ คือ ข้อมูลข่าวสารประเภทที่เป็น hate speech และข้อมูลข่าวสารที่เป็นอันตราย (harmful information)

โดยพยายามตอบคำถามว่า หากยึดมั่นในหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารแล้ว เราควรมีท่าทีอย่างไรต่อการเซ็นเซอร์ hate speech และข้อมูลข่าวสารที่เป็นอันตราย และจะมีวิธีการรับมือกับทั้งสองเรื่องนี้อย่างไร โดยไม่ผิดหลักเสรีภาพ

[ดาวน์โหลดบทความนี้ – PDF 6 หน้า A4]

Advertisements

อินเทอร์เน็ตกับการต่อสู้ไร้ความรุนแรง : ขบวนการต่อต้านรัฐบาลไทย ปี 2548-2549

November 30, 2010

ตีพิมพ์ใน “The Internet & Nonviolent Struggle: The Anti-government movement in Thailand 2005-06”, Social Alternatives. Issue 3. September 2010. [PDF – 7 หน้า A4]

———————————

งานชิ้นนี้ เป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของผม และส่งไปตีพิมพ์ที่วารสาร Social Alternatives ตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว ช่วงใกล้ๆกับที่สนามบินสุวรรณภูมิถูกปิด เมื่อปี 2551 กว่าจะได้รับการตีพิมพ์ ก็ต้องแก้ไปแก้มาอยู่ 3-4 รอบ และเพิ่งตีพิมพ์ให้ในวาระเดือนกันยายน 2553 นี้เอง

ประเด็นหลักของงานชิ้นนี้ คือ พยายามชี้ให้เห็นว่า ระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีนั้น เป็นส่วนสำคัญมากที่ทำให้การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นไปได้จริง และด้วยเหตุเดียวกันนี้ การทำลายและการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี จึงเป็นอีกระนาบหนึ่งของการต่อสู้ทางการเมืองยุคอินเทอร์เน็ต

ผมใช้กรณีศึกษาของผู้จัดการออนไลน์และเอเอสทีวีในช่วงเหตุการณ์ขับไล่รัฐบาลทักษิณ ปี 2548-2549 เพื่อชี้เห็นประเด็นดังกล่าว [ดาวน์โหลดบทความนี้]

ผมวาดแผนภาพระบบเทคโนโลยีที่ถูกใช้ในการขับไล่รัฐบาลทักษิณส่งไปให้บรรณาธิการวารสาร Social Alternatives ด้วย แต่เขาไม่ได้เอาลงให้ ผมจึงเอามาลงไว้ในที่นี้ครับ

บทความนี้ก็มักถูกตั้งคำถามเสมอว่า ขบวนการพันธมิตรฯที่มีเครือผู้จัดการ เป็นฐานที่มั่นในเชิงเทคโนโลยีสื่อนั้น เป็นสันติวิธีหรือไม่ โดยเฉพาะเหตุการณ์ในช่วงปี 2550 ผมตอบประเด็นนี้ไปบางส่วน อยู่ในเนื้อบทความนี้ และอีกส่วนหนึ่ง ผมตอบในบทความเรื่อง “สันติวิธีของพันธมิตรฯ กับ 3 คำถามที่นักสันติวิธีต้องตอบ”

[ดาวน์โหลดบทความนี้]


Internet & Nonviolent Struggle: Anti-government movement in Thailand 2005-06

November 30, 2010

published in “The Internet & Nonviolent Struggle: The Anti-government movement in Thailand 2005-06”, Social Alternatives. Issue 3. September 2010. [PDF – 7 หน้า A4]

———————————

This article is a part of my PhD dissertation, in which I first submitted to Social Alternatives journal 2 years ago, nearby the period that Thai Suwannabumi International Airport was blockade by the anti-government movement at the end of 2008. To reachs the international standard according to the editor, the article was revised 3-4 times. Finally, it was just published in the September 2010 issue.

In this article, I try to  point out that in order to make an internet-based political movement possible, the technological infrastructure system is so important issue. Hence, struggling to destroy and to protect the infrastructural system is another crucial battlefield in internet-aged political movement.

Here, I used Manager Online & ASTV during the anti-Thaksin government event between 2005-2006 as the case study to explain my argument. [Download this paper]

I have illustrate the technological system that was used for oust Thaksin government and send it to the editor of Social Alternatives journal, but was not attached in the article. So, I post it here as follow:

This article is, always, questioned whether the PAD (People Alliance for Democracy) movement, in which its media-technology wing is Manager Group, is nonviolence or not, esp. according to three violent events in 2008. I answered this question  a bit in this article. For whole answer, please refer to another of my article, “Nonviolence of PAD and 3 Questions that Nonviolent Activists Must Answer” (but apology for it’s in Thai.)

[Download this paper]


อำนาจเชิงโครงสร้างของระบบเทคโนโลยี : ศึกษากรณีอินเทอร์เน็ตไทย ช่วงก่อนรัฐประหาร 2549

November 30, 2010

[download PDF]

นำเสนอใน การประชุมรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 11 ณ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อวันที่ 25-26 พฤศจิกายน 2553

บทคัดย่อ

ในทุกๆสังคม เทคโนโลยีที่ข้องเกี่ยวกับความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันของคนในสังคมอย่างมากนั้น มักไม่ได้ปราศจากมิติทางการเมืองและอำนาจ อำนาจที่แฝงฝังอยู่ในโครงสร้างของระบบเทคโนโลยีมีผลในการกำหนดรูปลักษณ์กิจกรรมของมนุษย์ทั้งสิ้น โดยเฉพาะกิจกรรมทางการเมือง กระนั้น งานวิจัยทางสังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ไทยที่ศึกษาเรื่องนี้มีน้อยมาก

งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาอำนาจเชิงโครงสร้างของระบบเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตไทย โดยศึกษาประวัติศาสตร์การพัฒนา ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 2530 ซึ่งเป็นช่วงที่อินเทอร์เน็ตไทยเพิ่งเริ่มพัฒนาขึ้น มาสิ้นสุดที่เหตุการณ์รัฐประหารเดือนกันยายน 2549 ซึ่งรายล้อมด้วยเหตุการณ์สำคัญ 2 ประการ

(1) การที่อินเทอร์เน็ตไทยมีส่วนสำคัญอย่างมากในเหตุการณ์ขับไล่รัฐบาลทักษิณนับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา

2) การเกิดขึ้นของ พรบ.การกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งถือเป็นจุดตัดที่สำคัญยิ่งที่ทำให้อำนาจเชิงโครงสร้างของอินเทอร์เน็ตเปลี่ยนไปอย่างมาก วิธีวิจัยประกอบด้วยการศึกษาเอกสารทั้งชั้นต้นและชั้นรอง รวมทั้งการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้อง

งานชิ้นนี้ศึกษาโครงสร้างอินเทอร์เน็ตไทย ในลักษณะเมทริกซ์เทคโนโลยีกับอำนาจ เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตแบ่งเป็น 3 ชั้น (แถว) คือ ชั้นโครงข่ายพื้นฐาน ชั้นการให้บริการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และชั้นเนื้อหาอินเทอร์เน็ต อำนาจเชิงโครงสร้างของอินเทอร์เน็ตถูกพิจารณาผ่าน 3 มิติ (คอลัมน์) คือ มิติเชิงโครงสร้างเทคโนโลยี มิติเชิงการเป็นเจ้าของหรือการเข้าถึง และมิติเชิงสถาบัน

จากกรอบการศึกษาดังกล่าว งานชิ้นนี้ค้นพบว่า ในมิติเชิงโครงสร้างเทคโนโลยีและมิติเชิงการเป็นเจ้าของ/การเข้าถึงแล้ว อินเทอร์เน็ตในชั้นเนื้อหามีลักษณะการรวมศูนย์และผูกขาดน้อยที่สุด ชั้นการให้บริการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมีการรวมศูนย์ผูกขาดมากขึ้น ในขณะที่ชั้นโครงข่ายพื้นฐานมีการรวมศูนย์ผูกขาดมากที่สุด

ส่วนในมิติเชิงสถาบันนั้น อำนาจทำงานทั้งในรูปแบบทางการและไม่เป็นทางการ ในแง่ทางการนั้น อินเทอร์เน็ตในชั้นเนื้อหาถูกแทรกแซงโดยกระบวนการเชิงอำนาจมากที่สุด โดยเฉพาะในรูปการเซ็นเซอร์หรือบล็อคเว็บไซต์ โดยมีองค์กรควบคุมกำกับ 3 องค์กรหลัก คือ กระทรวงการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ตำรวจไซเบอร์ และกรมประชาสัมพันธ์ ขณะเดียวกัน ในมิติเชิงสถาบันนี้ มีกระบวนการ “ถ่วงดุล” อำนาจผ่านกระบวนการยุติธรรมด้วยเช่นกัน ผ่านศาลแพ่ง ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนอำนาจเชิงสถาบันแบบที่ไม่เป็นทางการนั้น ทำงานผ่านการใช้อิทธิพลกดดัน โดยแสดงตัวในชั้นให้บริการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นส่วนใหญ่ อำนาจที่แฝงฝังอยู่ในโครงสร้างของระบบเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตไทยดังกล่าวนี้ แสดงตัวออกมาอย่างชัดเจนในช่วงเหตุการณ์การเคลื่อนไหวเพื่อขับไล่รัฐบาลทักษิณระหว่างปี 2548-2549

คำสำคัญ: เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต / อำนาจเชิงโครงสร้าง / เหตุการณ์ขับไล่รัฐบาลทักษิณ 2548-2549

[download เอกสารฉบับเต็ม (PDF: 17 หน้า A4) คลิ๊กที่นี่]


Structural Power of Technological System : A Case Study of Internet in Thailand Before 2006-Coup d’ Etat (Thai article)

November 30, 2010

[download PDF]

presented in The 11th National Congress on Political Science and Public Administration (of Thailand) at College of Politics and Governance, Mahasarakham University, Thailand. November 25-26, 2010.

Abstract

In every society, technologies involved penetratively in daily life of people are always political inherence. Power embedded within its structure significantly shaped human activities, especially political ones. Nevertheless, social and political research on such topic is hardly found in Thai academic circle.

This article investigates structural power of internet technological system in Thailand. Historical research is conducted focusing on the period of 1990s―when the internet was introduced into Thailand ― and the coup d’ etat in 2006 which marked the crossroad of Thai internet system. Two important phenomena involved the coup event:

(1) internet has an important political role in anti-Thaksin government phenomenon;

(2) the Computer Crime Act. B.E.2550 was passed to change the structural power of Thai internet dramatically. Research method is comprised of examine primary and secondary document, and in-depth interview with key informants.

In this study, Thai internet was analysed through the matrix of technology and power. The internet technology was examined through three layers (row): infrastructure layer, access layer, and content layer. Structural power of internet was investigated within three dimensions (column): technological structure, ownership or authorship, and institutional dimension.

By these frameworks, the research found that in term of technological structure and ownership/authorship, the content layer of Thai internet is least centralized and monopolized. Whereas access layer is much more, and infrastructure layer is the most.

For institutional dimension, the power exercises in style of formal and informal one. Regarding the formal style of power, internet content is the most layer which was intervened from the power, especially in the form of censorship and web block. Three major bureaus are Ministry of Information and Communication Technology, Cyber-Inspector, and Department of Public Relation. However, there is a ‘check and balance’ system using the judicial system, such as the Civil Court, the Administrative Court, and the Constitutional Court. Concerning the informal institutional power, it exercises in the form of influences and pressures and appeared mainly on the internet access layer. The power embedded within the structure of Thai internet technological system explained above played its significant role in the anti-Thaksin government phenomenon during 2005-2006.

Keywords: Internet Technology / Structural Power / Anti-Thaksin government phenomenon (2005-2006)

[download full article (in Thai) – PDF: 17 pages A4 – click here]


ศิลปะกับความรุนแรงเรื้อรัง

October 6, 2010

ใช้สำนึกเชิงศิลปะ
สร้างสิ่งไม่คาดถึง
ท่ามกลางสถานการณ์
ร้อนแรง บีบเค้น
ใช้ความกล้า
เผชิญความเสี่ยง
ใส่ใจรายละเอียดสิ่งต่างๆ
ที่เกิดขึ้น ณ ชั่ว ขณะนั้น
ทะลุทะลวง
อดีตอันดำรงอยู่ในปัจจุบัน
เปิดทางสู่อนาคต
ดึงศักยภาพอันไพศาล
ของสิ่งมองไม่เห็น
คาดการณ์ไม่ได้
มิอาจควบคุม
ก่อเกิดความพลิกผัน
ในจิตใจผู้คน
ผู้อยู่ท่ามกลางวิกฤต
ความเร่งด่วนของสถานการณ์
กระตุกใจฉุกคิด
กระตุ้นความรู้สึก
คืนสู่ความป็นมนุษย์
แทงให้ลึกสุดปลายหยั่ง
ณ ก้นบึ้งของจิตใจ
ให้ไม่เหลือที่ทาง
กลับคืนสู่ความสบายใจ
ได้ดังเดิม

ใช้ทั้งหมดของชีวิต
ทั้งความฝัน ความหวัง ที่วาดไว้
ทั้งความหมาย ที่เคยให้ แก่ชีวิตตน
ทั้งเดิมพันที่วางไว้ในอนาคต

เวลาหยุดชั่วขณะ
เป็นขณะแห่งทั้งหมด
อดีตและอนาคตไหลรวม
ในปัจจุบัน
เป็นปัจจุบันที่แทงตลอดทุกอณู…ของชีวิต
เป็นห้วงเวลา เมื่อชีวิตทั้งหมดในทุกกาล
เผชิญตรงๆ กับทุกสิ่งตรงหน้า
อย่างเปล่าเปลือย ไม่ปกปิด
ไม่ปัดป้อง ไม่หลีกเร้น
เป็นดวงจิต ไร้สิ่งตกแต่ง
สัมผัสชั่วขณะ แห่งทั้งหมด
ขยายสู่สภาวะ อันไพศาล
ไม่คาดหวัง แม้ผลที่เกิดขึ้น
ชั่วขณะนั้น มนุษย์เนื้อๆ
นั่งอยู่กับโลกแท้ทั้งมวล


ในปมยุ่ง…ความขัดแย้งยืดเยื้อ

October 6, 2010

เพราะไม่อาจควบคุมสิ่งใดได้โดยใช้เพียงทฤษฎี
เพราะต้องเข้าไปอยู่ในสถานการณ์/บริบท/ปฏิบัติการจริง
………. ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่มีพลวัต ซับซ้อน เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
จึงต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบ
จึงต้องใช้ศักยภาพของนักเฝ้ามองใยแมงมุม
………. ที่มองเห็นสิ่งไม่คาดฝันอันมีศักยภาพมหาศาล
………. ต่อการเปลี่ยนแปลง และแฝงฝังอยู่ทั่วทุกแห่ง
………. ในสภาวะอันซับซ้อน
จึงต้องรู้จักปรับตัว อย่างชาญฉลาดและมีเฉลียวคิด
………. เหมือนปูที่เดินลดเลี้ยวลัดเลาะ เพื่อไปข้างหน้า
………. เหมือนอุโมงค์คดเคี้ยวเลี้ยวรอดผ่านภูเขาไฟ
จึงต้องกระโดดลงน้ำ คลุกวงใน ยอมมือเปื้อน
………. โดยที่ยังมี จินตนาการถึงภาพกว้าง จากมุมสูง
………. ขณะเดียวกัน ก็ทำงานค่อยๆสร้าง ความเปลี่ยนแปลง
………. ทีละน้อย ทีละน้อย ทุกวัน เหมือนการทำงานของผิวหนัง
ดังนั้น นั่งอยู่บนหอคอยอย่างเดียว จึงไม่พอ
คลุกดินตลอดเวลา ก็พร่องไป
น่าจะเป็นปฏิบัติการอย่างมีสำนึกเชิงทฤษฎี
และปล่อยให้เสียงภายในเป็นผู้นำทาง.


%d bloggers like this: