Moral Imagination : Book Review (Thai)

April 7, 2012

[Download Book Review – PDF : 8 pages]

The Moral Imagination: The Art and Soul of Building Peace by John Paul Lederach. New York: Oxford University Press, 2005. Pp.200. ISBN-13: 978-0-517454-0. US$14 (pbk).

 

หนังสือเล่มนี้ รีวิวไว้นานแล้ว ไม่มีโอกาสเอาขึ้นในเว็บบล็อกเสียที วันก่อนเพื่อนคนหนึ่งบอกอยากอ่านตัวเล่มจริง เลยบอกว่าจะส่งที่รีวิวไปให้อ่านประกอบ เลยมีโอกาสเอาขึ้นบล็อกตัวเองเสียที

เล่มนี้ มุ่งเน้นที่ความขัดแย้งรุนแรงและยืดเยื้อ (protracted conflict) คนเขียน คือ John Paul Lederach มีฐานเดิมมาจากสายเจรจาไกล่เกลี่ย แต่ขยายแง่มุมต่างๆอย่างสลับซับซ้อน พยายามไปพ้นวิธีคิดแบบเชิงเส้นและเชิงระบบ เอามิตกวีนิพนธ์และศิลปะมาประกอบ บวกกับไม่ได้มุ่งหมายฝึกนักเจรจาไกลเกลี่ยอาชีพ แต่เน้นที่ให้เกิดเครือข่ายผู้เจรจาไกล่เกลี่ยที่เป็นคนที่อยู่ในชุมชนรายรอบความขัดแย้งรุนแรงนั้นๆเอง

อ่านแล้วก็รู้สึกว่าคิดซับซ้อนยืดหยุ่นดี ไม่ทื่อตรงเหมือนสำนักอื่นๆ แต่ก็ไม่ง่ายที่จะปฏิบัติให้เกิดผลจิง

ประเด็นสำคัญยิ่งอีกประการที่ประกาศไว้ตั้งแต่ชื่อหนังสือเล่มนี้แล้ว คือ เราจะสามารถมี “จินตนาการทางศีลธรรม” (ไม่ว่าจะแปลว่าความดีงาม ความถูกต้อง ความเป็นปกติสุข หรืออะไรก็ตามแต่) ที่ขยายขอบเขตครอบคลุม “ศัตรู” “ฝ่ายตรงข้าม” หรือบุคคลที่เราเห็นว่า “เลวร้าย” ให้ยังคงอยู่ในโลกทางศีลธรรมใบเดียวกับเรา ไม่ตัดเขาออกไปจากโลกแห่งความดีงามของเรา เป็นไปได้หรือไม่ที่จะทำแบบนี้?

คำตอบต่อคำถามนี้ ไม่ง่าย และต้องไปอ่านกรณีศึกษาสำคัญๆหลายๆกรณีที่ขึ้นมาจากชีวิตและเลือดเนื้อจริงในการดำเนินชีวิตของมนุษย์จากหนังสือเล่มนี้ดู

เล่มนี้อาจเหมาะกับบรรยากาศ “ปรองดอง” อันระอุของไทยในช่วงนี้เหมือนกันก็ได้

และเตรียมพบกับพากย์ภาษาไทย เร็วๆนี้

Image

[Download Book Review – PDF : 8 pages]

 

Advertisements

ภาพอนาคตจังหวัดชายแดนใต้ : เปิดตัวหนังสือ

July 22, 2011

[download PDF 80 pages A5]
[download summary presentation 22 slides]

หนังสือเรื่อง “ภาพอนาคตจังหวัดชายแดนใต้” (Thailand’s Deep South Scenario) นี้ เป็นผลลัพท์ของ “โครงการค้นหากุญแจสู่สุขภาวะชายแดนใต้” ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยได้รับความสนับสนุนจาก Konrad Adenaur Stiftung และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

งานชิ้นนี้ พยายามจะใช้วิธีการสร้างภาพอนาคต (scenario building) แบบที่ประสบความสำเร็จครั้งแรกในโลก ที่ประเทศแอฟริกาใต้มาใช้กับกรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยครับ

อีกสิ่งหนึ่งที่พยายามทำให้แตกต่างไปจากงานเขียนทั่วไปเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ พยายามทำความเข้าใจความรู้สึกนึกคิดวิธีคิดของฝ่ายขบวนการฯเข้ามาอยู่ในกรอบวิเคราะห์ด้วย

ตัวผมเองเป็นเพียงผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เรียบเรียงขึ้น ภายใต้การดูแลเนื้อหาโดย รศ.ดร.โคทม อารียา แต่เนื้อหาโดยหลัก ต้องถือเป็นผลผลิตทางความคิดและความอุตสาหะของหลากหลายฝ่าย ทั้งที่เป็นชาวบ้าน ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนาอิสลาม กลุ่มชาวพุทธในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทั้งในพื้นที่และที่ส่วนกลาง กลุ่มเยาวชน กลุ่มผู้หญิง สื่อมวลชน นักวิชาการทั้งในพื้นที่และส่วนกลาง ฯลฯ

ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันคิดวิเคราะห์ สนทนา ผ่านวงสานเสวนาที่จัดขึ้นจำนวนราว 20 ครั้ง (เป็นอย่างน้อย) หลายครั้งคุยกันตั้งแต่เช้าจนดึกดื่น จนหลายคนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมในงานเขียนชิ้นนี้เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดหรือความอ่อนด้อยประการใดที่ปรากฏในงานชิ้นนี้ เป็นความรับผิดชอบของผมเพียงคนเดียว

วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม 2554 นี้ จะมีการจัดงานเปิดตัวและวิพากษ์วิจารณ์หนังสือเล่มนี้ ที่โรงแรมเอเชีย (ทั้งวัน) ใครสะดวกและสนใจ อยากร่วมก็เรียนเชิญนะครับ (ดูกำหนดการ ที่เว็บศูนย์สันติฯ หรือที่เว็บ Deep South Watch)

ส่วนตัวหนังสือมีอยู่ประมาณ 80 หน้า A5 สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งเล่มโดยคลิ๊กที่นี่

[download PDF 80 pages A5]

[download summary presentation 22 slides] (update July 26, 2011)

หมายเหตุ (updated July 23, 2011)

ความพยายามในการฝ่าทะลุความขัดแย้งที่ยากๆโดยใช้วิธีการสร้างภาพอนาคตนั้น ได้รับความสนใจในประเทศไทยอยู่พอสมควร อาทิเช่น


สันติวิธีกับการวิเคราะห์และการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง

July 6, 2011

[download PDF : 15 slides)

สัปดาห์ที่แล้ว ได้มีโอกาสไปนำฝึกอบรมเรื่อง “การวิเคราะห์และแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง” (Conflict Analysis & Transformation) ให้กับเครือข่ายร่วมพัฒนาศักยภาพผู้นำสุขภาวะแนวใหม่ (คศน.) ซึ่งมี นพ.ดร.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ เป็นหัวเรือใหญ่

ผู้เข้าร่วมอบรม (trainee) เป็นผู้ที่เก๋าประสบการณ์มากกว่าผมทั้งนั้นเลย ราว 30 กว่าคน กว่าจะรู้และเห็นรายชื่อว่าผู้เข้าร่วมอบรมเป็นใคร ก็คุยกับทีมคนนำฝึกอบรม ว่าน่าจะถอนตัวกันดีกว่า ไม่รู้จะเอาอะไรไปสอนคนเก๋าประสบการณ์ขนาดนั้น แต่ในที่สุดก็ลองลุยดู และก็ฝ่าด่าน “อรหันต์” เหล่านี้มาได้อย่างปางตาย (แต่ก็ฟื้นคืนชีพใหม่แล้ว)

ผมบอกพี่ๆเอาไว้ว่าจะอัพโหลดเนื้อหาที่ใช้นำอบรมมาขึ้นไว้ในที่นี้ เผื่อให้ดาวน์โหลดกันครับ จึงนำมาใส่ไว้ในที่นี้

เนื้อหาโดยหลักๆเป็นการทำความเข้าใจเรื่องทำนองนี้

  1. อะไรคือ “ความขัดแย้ง” บ้าง? เราเข้าใจอะไรผิดเกี่ยวกับความขัดแย้งบ้าง?
  2. อะไรคือ “สันติวิธี”? เราเข้าใจอะไรผิดเกี่ยวกับสันติวิธีกันบ้าง?
  3. สันติวิธีมีกี่แบบ?
  4. สันติวิธีของไทยตอนนี้เป็นอย่างไร? ที่มักถูกประณามว่า “สันติวิธีหน่อมแน้ม” นั้น จริงๆแล้ว เป็นส่วนใดในสันติวิธีของไทย?
  5. ปกติเรามีท่าทีต่อการเผชิญความขัดแย้งอย่างไร?
  6. เวลาต้องเผชิญความขัดแย้งขนาดใหญ่และยืดเยื้อ เราจะมีกรอบวิธีคิดอย่างไรดี?

บางสไลด์ ไม่มีรายละเอียดอยู่ในนั้น และต้องอาศัยการพูดคุยอธิบายกันเพิ่มเติม

ประเด็นที่เป็นคำถามจากหลายคน (และอาจเกิดกับหลายคนที่อ่านสไลด์ที่ 9-10) คือ สไลด์ที่เอา “ความรุนแรง” และ “การพิพากษา” (หรือกระบวนการทางกฎหมาย/กระบวนการยุติธรรม) มาไว้ที่เดียวกัน ในฐานะที่ส่งผลแบบเดียวกัน คือ “ชนะฝ่ายเดียว” และอยู่ในหมวดเดียวกับท่าทีต่อความขัดแย้งแบบมุ่ง “เอาชนะ” 

ผมขออธิบายไว้ ณ ที่นี้ว่า ท่าทีและวิธีการเผชิญความขัดแย้งเหล่านี้ ใช้ในบริบทที่แตกต่างกัน ไม่มีอันไหนดีที่สุดในทุกสถานการณ์

ในกรณีที่อำนาจของคู่ขัดแย้งไม่เท่ากัน อาจจำเป็นต้องใช้ “กระบวนการทางกฎหมาย” หรือ การฟ้องร้องเข้ามาช่วยเสริมอำนาจคู่ขัดแย้งให้ได้ดุลกัน ก่อนจะนำไปสู่กระบวนการแก้ไขความขัดแย้งได้

วิธีการนี้ รวมถึงกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีการกระทำความผิดชัดเจน เช่น การต่อสู้หรือขัดแย้งกันในกรณีตรวจสอบคอร์รัปชั่น เป็นต้น ท่าทีต่อความขัดแย้ง ดูจะเป็นเรื่องการเอาชนะฝ่ายเดียว ทั้งนี้เป็นเพราะต้องมีการพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนถึงความถูกความผิด แต่จำเป็นต้องเน้นยำไว้เล็กน้อยว่า ไม่ควร “เอาชนะเกินเหตุ” กล่าวคือ ผู้กระทำผิด ก็ต้องได้รับโทษเหมาะสมตามความผิดของตน ไม่น้อยเกินไป และที่สำคัญ ต้องไม่มากเกินไป จนดูราวกับเขาไม่เหลือความเป็นมนุษย์อยู่แล้ว

แต่ถ้าเป็นกรณีที่คู่ขัดแย้ง ไม่ชัดเจนว่าใครผิดทั้งหมด หรือใครถูกทั้งหมด รวมทั้งยังมีความจำเป็นจะต้องอยู่ร่วมกันต่อไปในอนาคตอีก วิธีการเผชิญความขัดแย้งแบบ “ข้ามก้าว” (transcend) น่าจะเป็นผลดีกว่าวิธีอื่นๆ โดยเฉพาะที่มักคิดถึงกันก่อน คือ การประนีประนอม

คลิ๊กที่นี่เพื่อดาวน์โหลด (PDF : 15 แผ่น)

หมายเหตุ : เปลี่ยนชื่อ post จากภาษาอังกฤษ “Conflict Analysis & Transformation” เป็นภาษาไทยและเพิ่มคำว่า “สันติวิธี” เข้าไปเพื่อให้ครอบคลุมเนื้อหาในสไลด์ กลายเป็น “สันติวิธีกับการวิเคราะห์และการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง” เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2554


“อ่าน” สันติวิธีในสังคมไทย : แผนที่นำเที่ยวสำหรับผู้มาใหม่

November 4, 2007

thai-nv-academic-map1

หมายเหตุ : นำเสนอในเวทีวิชาการ ในมหกรรมสันติวิธี ครั้งที่ 2, วันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2550 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ จัดโดย ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล

บทความชิ้นนี้ตั้งใจสื่อสารกับผู้ที่มีความสนใจเรื่องสันติวิธีอยู่บ้างแล้ว ดังนั้น จึงจะไม่กล่าวถึงว่าทำไมจึงต้องสนใจสันติวิธี? หรือสันติวิธีสำคัญอย่างไร? บทความชิ้นนี้ตั้งคำถามเกี่ยวกับสันติวิธีในสังคม (หรือวงวิชาการ) ไทยอยู่ 3 ประการ คือ

หนึ่ง พรมแดนแห่งความรู้เรื่องสันติวิธีในสังคมไทยมีขอบเขตครอบคลุมถึงที่แห่งใด?

สอง ภายในพรมแดนดังกล่าว แนวทางการวิเคราะห์หรือแนวทางการศึกษาสันติวิธีในสังคมไทยมีลักษณะอย่างไร?

สาม ณ ที่แห่งใดอีกบ้างที่เป็นพรมแดนแห่งความไม่รู้ของสันติวิธีของไทย?

ทั้งสามคำถามนี้ เป็นคำถามที่ผู้เขียนศึกษาสำรวจและวิจัยเพื่อตอบคำถามต่อตัวผู้เขียนเองด้วยเช่นกันในฐานะที่ “มาใหม่” ที่อยากมี “แผนที่” ในการเดินทางท่องเที่ยวไปในวงการสันติวิธีของไทย  ในการตอบคำถามแรก ผู้เขียนพยายามจะสำรวจเอกสารชิ้นที่คิดว่าสำคัญๆของไทยเท่าที่ได้สัมผัสมา ซึ่งแน่นอนว่ายังต้องมีอีกหลายชิ้นที่ผู้เขียนยังไม่ได้สัมผัสและรอคำชี้แนะจากผู้อ่าน สำหรับคำถามที่สาม “พรมแดนแห่งความไม่รู้”  นั้น เป็นอาณาเขตที่กว้างใหญ่ไพศาลมากกว่าพรมแดนแห่งความรู้ยิ่งนัก ผู้เขียนคงทำได้เพียงยกตัวอย่างหัวข้อศึกษา 4-5 หัวข้อ เพื่อให้เห็นประเด็นที่น่าศึกษาเพิ่มเติม ภายใต้ความตระหนักในความเล็กน้อยของพรมแดนแห่งความรู้ของตนเองไปพร้อมกันด้วย

>>> อ่านบทความเต็ม [PDF : 40 หน้า A4]

หมายเหตุ : ปรับปรุงอีกครั้งเมื่อวันที่ 29 เม.ย.2552 โดยเพิ่มรูปภาพ “แผนที่” ซึ่งอยู่ด้านบนสุด


%d bloggers like this: