สันติวิธีกับการวิเคราะห์และการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง

July 6, 2011

[download PDF : 15 slides)

สัปดาห์ที่แล้ว ได้มีโอกาสไปนำฝึกอบรมเรื่อง “การวิเคราะห์และแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง” (Conflict Analysis & Transformation) ให้กับเครือข่ายร่วมพัฒนาศักยภาพผู้นำสุขภาวะแนวใหม่ (คศน.) ซึ่งมี นพ.ดร.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ เป็นหัวเรือใหญ่

ผู้เข้าร่วมอบรม (trainee) เป็นผู้ที่เก๋าประสบการณ์มากกว่าผมทั้งนั้นเลย ราว 30 กว่าคน กว่าจะรู้และเห็นรายชื่อว่าผู้เข้าร่วมอบรมเป็นใคร ก็คุยกับทีมคนนำฝึกอบรม ว่าน่าจะถอนตัวกันดีกว่า ไม่รู้จะเอาอะไรไปสอนคนเก๋าประสบการณ์ขนาดนั้น แต่ในที่สุดก็ลองลุยดู และก็ฝ่าด่าน “อรหันต์” เหล่านี้มาได้อย่างปางตาย (แต่ก็ฟื้นคืนชีพใหม่แล้ว)

ผมบอกพี่ๆเอาไว้ว่าจะอัพโหลดเนื้อหาที่ใช้นำอบรมมาขึ้นไว้ในที่นี้ เผื่อให้ดาวน์โหลดกันครับ จึงนำมาใส่ไว้ในที่นี้

เนื้อหาโดยหลักๆเป็นการทำความเข้าใจเรื่องทำนองนี้

  1. อะไรคือ “ความขัดแย้ง” บ้าง? เราเข้าใจอะไรผิดเกี่ยวกับความขัดแย้งบ้าง?
  2. อะไรคือ “สันติวิธี”? เราเข้าใจอะไรผิดเกี่ยวกับสันติวิธีกันบ้าง?
  3. สันติวิธีมีกี่แบบ?
  4. สันติวิธีของไทยตอนนี้เป็นอย่างไร? ที่มักถูกประณามว่า “สันติวิธีหน่อมแน้ม” นั้น จริงๆแล้ว เป็นส่วนใดในสันติวิธีของไทย?
  5. ปกติเรามีท่าทีต่อการเผชิญความขัดแย้งอย่างไร?
  6. เวลาต้องเผชิญความขัดแย้งขนาดใหญ่และยืดเยื้อ เราจะมีกรอบวิธีคิดอย่างไรดี?

บางสไลด์ ไม่มีรายละเอียดอยู่ในนั้น และต้องอาศัยการพูดคุยอธิบายกันเพิ่มเติม

ประเด็นที่เป็นคำถามจากหลายคน (และอาจเกิดกับหลายคนที่อ่านสไลด์ที่ 9-10) คือ สไลด์ที่เอา “ความรุนแรง” และ “การพิพากษา” (หรือกระบวนการทางกฎหมาย/กระบวนการยุติธรรม) มาไว้ที่เดียวกัน ในฐานะที่ส่งผลแบบเดียวกัน คือ “ชนะฝ่ายเดียว” และอยู่ในหมวดเดียวกับท่าทีต่อความขัดแย้งแบบมุ่ง “เอาชนะ” 

ผมขออธิบายไว้ ณ ที่นี้ว่า ท่าทีและวิธีการเผชิญความขัดแย้งเหล่านี้ ใช้ในบริบทที่แตกต่างกัน ไม่มีอันไหนดีที่สุดในทุกสถานการณ์

ในกรณีที่อำนาจของคู่ขัดแย้งไม่เท่ากัน อาจจำเป็นต้องใช้ “กระบวนการทางกฎหมาย” หรือ การฟ้องร้องเข้ามาช่วยเสริมอำนาจคู่ขัดแย้งให้ได้ดุลกัน ก่อนจะนำไปสู่กระบวนการแก้ไขความขัดแย้งได้

วิธีการนี้ รวมถึงกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีการกระทำความผิดชัดเจน เช่น การต่อสู้หรือขัดแย้งกันในกรณีตรวจสอบคอร์รัปชั่น เป็นต้น ท่าทีต่อความขัดแย้ง ดูจะเป็นเรื่องการเอาชนะฝ่ายเดียว ทั้งนี้เป็นเพราะต้องมีการพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนถึงความถูกความผิด แต่จำเป็นต้องเน้นยำไว้เล็กน้อยว่า ไม่ควร “เอาชนะเกินเหตุ” กล่าวคือ ผู้กระทำผิด ก็ต้องได้รับโทษเหมาะสมตามความผิดของตน ไม่น้อยเกินไป และที่สำคัญ ต้องไม่มากเกินไป จนดูราวกับเขาไม่เหลือความเป็นมนุษย์อยู่แล้ว

แต่ถ้าเป็นกรณีที่คู่ขัดแย้ง ไม่ชัดเจนว่าใครผิดทั้งหมด หรือใครถูกทั้งหมด รวมทั้งยังมีความจำเป็นจะต้องอยู่ร่วมกันต่อไปในอนาคตอีก วิธีการเผชิญความขัดแย้งแบบ “ข้ามก้าว” (transcend) น่าจะเป็นผลดีกว่าวิธีอื่นๆ โดยเฉพาะที่มักคิดถึงกันก่อน คือ การประนีประนอม

คลิ๊กที่นี่เพื่อดาวน์โหลด (PDF : 15 แผ่น)

หมายเหตุ : เปลี่ยนชื่อ post จากภาษาอังกฤษ “Conflict Analysis & Transformation” เป็นภาษาไทยและเพิ่มคำว่า “สันติวิธี” เข้าไปเพื่อให้ครอบคลุมเนื้อหาในสไลด์ กลายเป็น “สันติวิธีกับการวิเคราะห์และการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง” เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2554

Advertisements

Hate Speech & Alternative Response : Full Report

June 16, 2011

[download PDF 56 หน้า]

รายงานวิจัยฉบับเต็มชิ้นนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย 3 ปี เรื่อง “ความลี้ลับของข้อมูลข่าวสาร : ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรงทางการเมืองในศตวรรษที่ 21 ของไทย” ซึ่งอยู่ภายใต้ชุดโครงการเมธีวิจัยอาวุโสช่วงที่ 2 ปีที่ 1 เรื่อง “สันติวิธีและความรุนแรงในสังคมไทย: ความรู้, ความลับ และ ความทรงจำ” สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. โดยมี ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เป็นหัวหน้าชุดโครงการวิจัย

รายงานวิจัย ปีที่หนึ่งนี้ ผมตั้งชื่อเต็มว่า “Hate Speech และข้อมูลที่อันตราย : ทางเลือกวิธีตอบโต้ทางการเมือง” (Hate Speech & Harmful Information : Alternatives for Political Response)

ส่วนต้นของบทความนี้ เคยนำเสนอแล้วในเวทีวิชาการสาธารณะเพื่อพัฒนาคำถามวิจัย “ออนไลน์ศึกษา” จัดโดยกลุ่ม Thai Netizen ร่วมกับโครงการปริญญาเอก คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันจันทร์ 29 พ.ย. 2553

ขอขอบพระคุณ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ และ รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ตลอดจนเพื่อนๆร่วมชุดโครงการวิจัย สำหรับการให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อบทความชิ้นนี้

อย่างไรก็ตาม ควรบันทึกขออภัย อ.อุบลรัตน์ ไว้เล็กน้อยในที่นี้ ว่ายังไม่มีเวลาปรับปรุงบทความตามข้อเสนอแนะอันมีประโยชน์ของ อ.อุบลรัตน์ เสียที ที่นำขึ้นมาแปะไว้ในโพสท์นี้ เพราะคิดว่า ถ้ารอให้เสร็จจริงๆ ก็คงอีกนาน ไม่ได้ขึ้นเสียที (หลังปีใหม่มานี้ เริ่มเข้าสู่สภาวะ “นักวิชาการกรรมกร” เหมือนนักวิชาการไทยหลายคน) จึงขอนำเวอร์ชั่นที่พอจะถือได้ว่าโอเคขึ้นมาก่อน (เวอร์ชั่นนี้ เสร็จมาตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมแล้ว)

รายงานวิจัยฉบับเต็มชิ้นนี้ มีความยาวค่อนข้างมาก [download PDF 56 pages] และคงจะได้มีโอกาสปรับให้เป็นเวอร์ชั่นที่สั้นลงเหลือ 15-20 หน้าในเร็วๆนี้ เมื่อนั้นคงมีโอกาสพยายามปรับแก้ตามคำแนะนำของ อ.อุบลรัตน์ อีกครั้ง แล้วจะนำขึ้นมาแปะไว้ในที่นี้อีกทีครับ

ตอนนี้ ถ้าไม่มีแรงอ่านเวอร์ชั่น 56 หน้า อาจจะอ่านจากสไลด์ที่เคยใช้นำเสนอรายงานวิจัยฉบับเต็มไปก่อนครับ [download presentation, 21 slides]


Hate Speech & Harmful Information

November 30, 2010

นำเสนอในเวทีวิชาการสาธารณะเพื่อพัฒนาคำถามวิจัย “ออนไลน์ศึกษา” จัดโดยกลุ่ม Thai Netizen ร่วมกับโครงการปริญญาเอก คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันจันทร์ 29 พ.ย. 2553

—————————————–

[download PDF]

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเรื่อง “ความลี้ลับของข้อมูลข่าวสาร : ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรงทางการเมืองในศตวรรษที่ 21 ของไทย” [ดู proposal] ใน ชุดโครงการเมธีวิจัยอาวุโสช่วงที่ 2 ปีที่ 1 เรื่อง “สันติวิธีและความรุนแรงในสังคมไทย: ความรู้, ความลับ และ ความทรงจำ” สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

ตัวบทความชิ้นใหญ่ยังไม่เสร็จ แต่บทความขนาดสั้นนี้ ผมเขียนขึ้นเพื่อไปนำเสนอในเวทีวิชาการตามคำชวนของกลุ่ม Thai Netizen ซึ่งเป็นเวทีที่รวมนักศึกษาและนักวิชาการรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องอินเทอร์เน็ตและอะไรที่เกี่ยวกับโลกออนไลน์ มาพูดคุยกันได้อย่างน่าสนุกสนานทีเดียว

บทความชิ้นนี้ ผมลองเผชิญหน้ากับด้านมืดของอินเทอร์เน็ตและสังคมข้อมูลข่าวสารดูบ้าง คู่ปรับของผมในบทความนี้ คือ ข้อมูลข่าวสารประเภทที่เป็น hate speech และข้อมูลข่าวสารที่เป็นอันตราย (harmful information)

โดยพยายามตอบคำถามว่า หากยึดมั่นในหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารแล้ว เราควรมีท่าทีอย่างไรต่อการเซ็นเซอร์ hate speech และข้อมูลข่าวสารที่เป็นอันตราย และจะมีวิธีการรับมือกับทั้งสองเรื่องนี้อย่างไร โดยไม่ผิดหลักเสรีภาพ

[ดาวน์โหลดบทความนี้ – PDF 6 หน้า A4]


อินเทอร์เน็ตกับการต่อสู้ไร้ความรุนแรง : ขบวนการต่อต้านรัฐบาลไทย ปี 2548-2549

November 30, 2010

ตีพิมพ์ใน “The Internet & Nonviolent Struggle: The Anti-government movement in Thailand 2005-06”, Social Alternatives. Issue 3. September 2010. [PDF – 7 หน้า A4]

———————————

งานชิ้นนี้ เป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของผม และส่งไปตีพิมพ์ที่วารสาร Social Alternatives ตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว ช่วงใกล้ๆกับที่สนามบินสุวรรณภูมิถูกปิด เมื่อปี 2551 กว่าจะได้รับการตีพิมพ์ ก็ต้องแก้ไปแก้มาอยู่ 3-4 รอบ และเพิ่งตีพิมพ์ให้ในวาระเดือนกันยายน 2553 นี้เอง

ประเด็นหลักของงานชิ้นนี้ คือ พยายามชี้ให้เห็นว่า ระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีนั้น เป็นส่วนสำคัญมากที่ทำให้การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นไปได้จริง และด้วยเหตุเดียวกันนี้ การทำลายและการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี จึงเป็นอีกระนาบหนึ่งของการต่อสู้ทางการเมืองยุคอินเทอร์เน็ต

ผมใช้กรณีศึกษาของผู้จัดการออนไลน์และเอเอสทีวีในช่วงเหตุการณ์ขับไล่รัฐบาลทักษิณ ปี 2548-2549 เพื่อชี้เห็นประเด็นดังกล่าว [ดาวน์โหลดบทความนี้]

ผมวาดแผนภาพระบบเทคโนโลยีที่ถูกใช้ในการขับไล่รัฐบาลทักษิณส่งไปให้บรรณาธิการวารสาร Social Alternatives ด้วย แต่เขาไม่ได้เอาลงให้ ผมจึงเอามาลงไว้ในที่นี้ครับ

บทความนี้ก็มักถูกตั้งคำถามเสมอว่า ขบวนการพันธมิตรฯที่มีเครือผู้จัดการ เป็นฐานที่มั่นในเชิงเทคโนโลยีสื่อนั้น เป็นสันติวิธีหรือไม่ โดยเฉพาะเหตุการณ์ในช่วงปี 2550 ผมตอบประเด็นนี้ไปบางส่วน อยู่ในเนื้อบทความนี้ และอีกส่วนหนึ่ง ผมตอบในบทความเรื่อง “สันติวิธีของพันธมิตรฯ กับ 3 คำถามที่นักสันติวิธีต้องตอบ”

[ดาวน์โหลดบทความนี้]


สันติวิธีในสถานการณ์จริง : สันติวิธี “ฝ่ายบู๊”

April 25, 2009

เหตุการณ์จลาจลในช่วงวันที่ 12 กลุ่มเสื้อแดงบุกเข้าไปในโรงแรมที่พัทยาที่กำลังประชุมอาเซียนซัมมิทกันอยู่ และมีการทุบรถของอภิสิทธิ์ตอนบ่าย

ครึ่งแรกของวันที่ 13 เม.ย. ซึ่งผ่านช่วงการปะทะกันที่สามเหลี่ยมดินแดงในตอนเช้ามืดและมีการอาละวาดทั่วเมืองกรุงของกลุ่มเสื้อแดง ทั้งยึดรถแก๊ซ, ยึดและเผารถเมล์ ฯลฯ และเริ่มลุกลามจนกลายเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างประชาชนทั่วไปกับผู้ชุมนุมเสื้อแดง 3 จุด คือ แฟลตดินแดง, เพชรบุรี ซอย 7 และที่สำคัญ คือ ชุมชนนางเลิ้ง

จากเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 12 ถึงครึ่งแรกของวันที่ 13 เมษายน 2552 ดังกล่าว ผมได้ตระหนักว่า เมื่อแรกเจอกับเหตุการณ์เหล่านี้ รัฐบาล ตำรวจและทหารยังตั้งตัวไม่ได้ ตัดสินใจไม่ถูก ว่าควรจะทำอะไรดี ถึงขนาดที่เอารถหุ้มเกราะออกมา แล้วก็ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมยึดไป

[ดูลำดับเหตุการณ์อีกครั้ง : คลิ๊กที่นี่]

รถแก๊สที่ถูกนำมาจอดใกล้แฟลตดินแดง (ภาพจากมติชน)

รถแก๊สที่ถูกนำมาจอดใกล้แฟลตดินแดง (ภาพจากมติชน)

ในขณะที่จากการให้สัมภาษณ์ของอาจารย์นิธิและอาจารย์ชัยวัฒน์ในค่ำวันที่ 12 เม.ย. ทางไทยพีบีเอส (ที่ทั้งสองท่านเสนอให้ยุบสภาและปล่อยตัวอริสมันต์เพื่อลดเงื่อนไขการเผชิญหน้ากันด้วยความรุนแรง) และการให้สัมภาษณ์ของอาจารย์นักสันติวิธี 5 ท่าน (อ.นฤมล ทับจุมพล, อ.ยุกติ มุกดาวิจิตร, อ.ศรีประภา เพ็ชรมีศรี, พี่คุ้ง นารี, พี่ศราวุท ประทุมราช) ทางไทยพีบีเอสในค่ำวันที่ 13 เม.ย. นั้น  ผมก็ได้เห็นอีกเช่นกันว่า ทั้ง 7 ท่านได้พยายามอย่างสุดความสามารถในการเสนอทางออกและหาทางป้องกันไม่ให้เกิดการเผชิญหน้ากันด้วยความรุนแรงและพยายามอย่างยิ่งที่จะเสนอทางออกอย่างสันติวิธี

สิ่งที่ผมเห็นคือ ข้อเสนอและข้ออภิปรายของทุกท่าน ไม่สามารถสร้างโน้มน้าวให้คนทั่วไป make sense (หรือฟังดูแล้ว sound) ว่าจะนำไปใช้จริงได้อย่างไร  เหล่านี้ทำให้ผม ตระหนักว่า สังคมไทยเรามีความรู้และชุดความคิด (idea) เกี่ยวกับ “สันติวิธีในสถานการณจริง” น้อยเกินไป (ข้อเสนอของอ.นิธิและอ.ชัยวัฒน์นับว่าฟังดู sound มากที่สุดแล้ว แต่ผมก็ยังรู้สึกว่าน่าจะมีอะไรไปกันได้มากกว่านั้น)

ผมจึงเห็นว่าเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ความรุนแรงครั้งต่อๆไปในระยะยาวแล้ว เราควรมีการศึกษาพร้อมสำหรับการเตรียมจัดให้มี “ชุดทางเลือก” ทางสันติวิธีหลากหลายประเภท ที่ใช้รับมือกับสถานการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรงในลักษณะต่างๆกันไป โดยศึกษาดูว่าในอดีตและในประเทศอื่นนั้น ในสถานการณ์วันสุกดิบหรือในสถานการณ์ ณ วินาที (หรือ ณ โมงยาม) ที่มีความรุนแรงเกิดขึ้น เราหรือคนอื่นเคยมีวิธีการเผชิญหน้ากับความขัดแย้งและความรุนแรงด้วยสันติวิธีอย่างไรบ้าง  โดย “ชุดทางเลือก” นี้ อาจทำออกมาเป็นลักษณะ “คู่มือการเผชิญหน้า (หรือหาทางออก) กับสถานการณ์ความรุนแรงจริงโดยสันติวิธี”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมเสนอนั้น ไม่ได้มีไว้สำหรับเป็นชุดความรู้แข็งเกร็งตายตัวที่เป็นยาวิเศษใช้ได้ในทุกสถานการณ์ ผมเพียงแต่คิดว่า สังคมไทยเราจำเป็นต้องเพิ่มขยายเพดานทางความคิดและจินตนาการให้เห็นว่ามีสันติวิธีที่ใช้ได้จริงกับสถานการณ์ตรงหน้า (และโดยเฉพาะในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองระดับประเทศที่เป็นสถานการณ์เฉพาะหน้า เหมือนเมื่อครั้งที่ผ่านมาในสงกรานต์นี้)

ผมไม่รู้ว่ามีสิ่งเหล่านี้อยู่ในที่แห่งในหรือในสถานการณ์ใดบ้าง แต่ผมเชื่อว่าเราและสังคมอื่นเคยมีประสบการณ์กันมาไม่น้อย ในขณะที่ไม่มีใครเคยรวบรวมวิธีการรับมือเหล่านั้นขึ้นมา แล้วเรียกมันว่า “สันติวิธี” ซึ่งผมอยากจะเรียกมันว่า “สันติวิธีในสถานการณ์จริง” เพื่อให้คนทั่วไปได้รู้ว่า สิ่งเหล่านี้คือสันติวิธี และสันติวิธีก็ไม่ได้มีเพียงแค่อยู่ในตำรา หรือเป็นเพียงทฤษฎีเลื่อนลอยที่ใช้การไม่ได้ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานตรงหน้า

กล่าวโดยสรุป ผมกำลังคิดว่าคงน่าสนใจไม่น้อย ถ้าสังคมไทยที่เริ่มสนใจสันติวิธีอย่างจริงจังจะมีการคิดเรื่อง (เรียกอย่างนิยายกำลังภายในได้ว่า) “สันติวิธีฝ่ายบู๊” ควบคู่ไปกับ “สันติวิธีฝ่ายบุ๋น” (ที่เริ่มมีมากขึ้นแล้วบ้างในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านม)

หมายเหตุ : ด้วยความด้อยประสบการณ์ที่ใช้ชีวิตผ่านเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองสำคัญๆของบ้านเมืองที่ผ่านมาไม่มากพอนั้น จึงต้องขออภัยหากข้อเสนอของผมดูจะ naïve ไปบ้าง


annotation : รายงานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาาติ

November 9, 2008

คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (2549) เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์, กรุงเทพฯ : คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ. (รายงาน กอส.)

[ดู summary ของรายงานนี้]
[ดูรายงานฉบับเต็ม ฉบับภาษาไทย/ฉบับภาษาอังกฤษ]

เป็นงานชิ้นสำคัญที่สุดและเป็นหมุดหมายความก้าวหน้าของสันติวิธีในสังคมไทยมากที่สุด ประมวลทั้งแนวคิดเกี่ยวกับความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรงที่ค่อยๆพัฒนาคลี่คลายเรื่อยมาให้สังคมไทย เพื่อนำมาใช้กับสถานการณ์จริงของความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้อีกครั้ง สาระสำคัญ คือ การวิเคราะห์ความรุนแรงแบบวินิจฉัยโรคโดยใช้แนวคิดชั้นความรุนแรงเพื่อวิเคราะห์แยกแยะปัจจัยของความรุนแรงทั้งในระดับบุคคล ระดับโครงสร้าง (การบังคับใช้กฎหมาย, เศรษฐกิจท้องถิ่น, การศึกษา, ประชากร และภูมิศาสตร์ชายแดน) และระดับวัฒนธรรม (ภาษา ศาสนา และประวัติศาสตร์); และการพยากรณ์โรคและเสนอมาตรการแก้ไข โดยแบ่งตามระดับชั้นความรุนแรง


“อ่าน” สันติวิธีในสังคมไทย : แผนที่นำเที่ยวสำหรับผู้มาใหม่

November 4, 2007

thai-nv-academic-map1

หมายเหตุ : นำเสนอในเวทีวิชาการ ในมหกรรมสันติวิธี ครั้งที่ 2, วันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2550 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ จัดโดย ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล

บทความชิ้นนี้ตั้งใจสื่อสารกับผู้ที่มีความสนใจเรื่องสันติวิธีอยู่บ้างแล้ว ดังนั้น จึงจะไม่กล่าวถึงว่าทำไมจึงต้องสนใจสันติวิธี? หรือสันติวิธีสำคัญอย่างไร? บทความชิ้นนี้ตั้งคำถามเกี่ยวกับสันติวิธีในสังคม (หรือวงวิชาการ) ไทยอยู่ 3 ประการ คือ

หนึ่ง พรมแดนแห่งความรู้เรื่องสันติวิธีในสังคมไทยมีขอบเขตครอบคลุมถึงที่แห่งใด?

สอง ภายในพรมแดนดังกล่าว แนวทางการวิเคราะห์หรือแนวทางการศึกษาสันติวิธีในสังคมไทยมีลักษณะอย่างไร?

สาม ณ ที่แห่งใดอีกบ้างที่เป็นพรมแดนแห่งความไม่รู้ของสันติวิธีของไทย?

ทั้งสามคำถามนี้ เป็นคำถามที่ผู้เขียนศึกษาสำรวจและวิจัยเพื่อตอบคำถามต่อตัวผู้เขียนเองด้วยเช่นกันในฐานะที่ “มาใหม่” ที่อยากมี “แผนที่” ในการเดินทางท่องเที่ยวไปในวงการสันติวิธีของไทย  ในการตอบคำถามแรก ผู้เขียนพยายามจะสำรวจเอกสารชิ้นที่คิดว่าสำคัญๆของไทยเท่าที่ได้สัมผัสมา ซึ่งแน่นอนว่ายังต้องมีอีกหลายชิ้นที่ผู้เขียนยังไม่ได้สัมผัสและรอคำชี้แนะจากผู้อ่าน สำหรับคำถามที่สาม “พรมแดนแห่งความไม่รู้”  นั้น เป็นอาณาเขตที่กว้างใหญ่ไพศาลมากกว่าพรมแดนแห่งความรู้ยิ่งนัก ผู้เขียนคงทำได้เพียงยกตัวอย่างหัวข้อศึกษา 4-5 หัวข้อ เพื่อให้เห็นประเด็นที่น่าศึกษาเพิ่มเติม ภายใต้ความตระหนักในความเล็กน้อยของพรมแดนแห่งความรู้ของตนเองไปพร้อมกันด้วย

>>> อ่านบทความเต็ม [PDF : 40 หน้า A4]

หมายเหตุ : ปรับปรุงอีกครั้งเมื่อวันที่ 29 เม.ย.2552 โดยเพิ่มรูปภาพ “แผนที่” ซึ่งอยู่ด้านบนสุด


%d bloggers like this: