คลุกวงในวิทยาศาสตร์ : ปริทัศน์หนังสือ

September 1, 2007

Ziauddin Sardar and Borin Van Loon, Introducing Science, Icon book, 2002 แปลโดย ชาญชัย ชัยสุขโกศล และปกรณ์ เลิศเสถียชัย (ดูเล่มแปลไทย)

หมายเหตุ : ตีพิมพ์ใน ชาญชัย ชัยสุขโกศล และปกรณ์เลิศเสถียรชัย, “คลุกวงในวิทยาศาสตร์ : ปริทัศน์หนังสือ” [ดูฉบับ PDF] ใน ปาจารยสาร ฉบับกันยายน – ตุลาคม 2550 หน้า 84-85

หนังสือ เล่มนี้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของวงการวิทยาศาสตร์ในระดับโลก โดยเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามสำคัญว่า วิทยาศาสตร์มีความเป็นภววิสัยหรือไม่? กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ วิทยาศาสตร์นั้น เป็นการค้นหาความรู้โดยไม่ขึ้นกับตัวผู้ค้นหาหรือไม่? นี้เป็นคำถามที่สังคมถามด้วยเช่นกัน เนื่องจากว่า สังคมเริ่มลดความเชื่อถือต่อวิทยาศาสตร์ดังสะท้อนได้จากวรรณกรรมส่วนหนึ่ง ที่ให้ภาพนักวิทยาศาสตร์เป็นตัวร้าย ในขณะเดียวกันผู้คนก็เริ่มตระหนักถึงผลกระทบด้านลบของวิทยาศาสตร์ เช่น อาวุธชีวภาพหรืออาวุธเคมี

สิ่งที่หนังสือเล่มนี้แสดงให้เห็นเป็น อันดับแรกคือ บทบาทของนักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งที่ทำการวิจัยที่เสี่ยงต่อจริยธรรม เช่น ในอดีตที่นักวิทยาศาสตร์ทำการวิจัยการเลือกเผ่าพันธุ์มนุษย์ ในปัจจุบันวิทยาศาสตร์ในประเทศต่างๆถูกวิพากษ์ว่าตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ บรรษัทต่างๆมากขึ้นจนคำนึงถึงกำไรมากกว่าความรู้ หรือถูกวิพากษ์ว่าใส่ใจกับความรู้ที่ให้ประโยชน์กับผู้ชายหรือคนขาวเป็น สำคัญ หนังสือเล่มนี้บอกโดยนัยว่าวิทยาศาสตร์กับคุณค่าในสังคมเป็นเรื่องที่ไม่อาจ จะแยกขาดจากกันได้

ตั้งแต่ทศวรรษ 60 เป็นต้นมา สังคมตะวันตกให้ความสำคัญต่อความตื่นตัวของสาธารณะที่มีต่อวิทยาศาสตร์ ตลอดจนความตระหนักต่อมิติเชิงคุณค่าที่มีอยู่ในวิทยาศาสตร์ และเริ่มมีการตั้งสาขาวิชาใหม่ที่ชื่อว่า “วิทยาศาสตร์ศึกษา” (science studies) โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อเชื่อมโยงวัฒนธรรมทางความคิดที่ต่างกันระหว่าง สังคมกับวิทยาศาสตร์เข้าหากัน เช่น ให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจบทบาทของตนเองในสังคมมากขึ้น ให้เกิดความตระหนักว่าในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก็มีมิติทางสังคมอยู่ด้วย เป็นต้น ทั้งนี้ วิทยาศาสตร์ศึกษา เป็นเพียงคำใหญ่ที่รวมวิชาย่อยๆที่เกี่ยวข้องไว้ด้วยกันเท่านั้น ที่ปรากฏอยู่ยังมีประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์ สังคมวิทยาของวิทยาศาสตร์ ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ในระยะหลัง เริ่มมีข้อกังวลว่าตัว “วิทยาศาสตร์ศึกษา” เอง ก็จะกลายเป็นสาขาวิชาที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ยากและแยกห่างออกจากสังคมไม่ต่าง อะไรกับข้อวิจารณ์ที่มีต่อวิทยาศาสตร์

หน้าที่ประการหนึ่งของ “วิทยาศาสตร์ศึกษา” คือแสดงให้เห็นวิทยาศาสตร์อย่างที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่เป็นตำนานประวัติศาสตร์ที่ประกอบด้วยลำดับของนักวิทยาศาสตร์ผู้คนพบ ความรู้อันยิ่งใหญ่ แต่ให้ภาพท่านเหล่านั้นอย่างเป็นคนจริงๆในสังคมมากขึ้น และให้เห็นด้วยว่าแม้แต่ท่านผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นก็มีด้านมืดด้วย นักปรัชญาผู้หนึ่งที่ทำให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ตำนานคือ โทมัส คูห์น (Thomas Kuhn) เขาวิเคราะห์ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของวิทยาศาสตร์ว่าไม่ได้เกิดจากผลกระทบ ของผู้ยิ่งใหญ่ในวงการแค่ไม่กี่คน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านวิธีคิดของทั้งวงการไปพร้อมกัน หรือเรียกว่า “กระบวนทัศน์” ในการเปลี่ยนแปลงนี้วิทยาศาสตร์ก็จะอยู่ในช่วงปกติเป็นระยะเวลายาว กล่าวคือ สามารถเรียนรู้แก้ไขปัญหาได้ตามปกติ แล้วก็จะเข้าสู่ยุคปฏิวัติ เมื่อวิทยาศาสตร์พบวิกฤตโดยการไม่สามารถแก้ไขปัญหาสำคัญๆได้

วิทยา ศาสตร์ยังเป็นที่สนใจศึกษาของนักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาด้วย นักสังคมวิทยาเชื่อว่านักวิทยาศาสตร์ซึมซับอิทธิพลจากบริบทของสังคมในขณะที่ ทำงานไปด้วย ดังนั้นความรู้จากวิทยาศาสตร์จึงไม่ใช่การค้นพบความจริงแบบภววิสัยล้วนๆ แต่ว่าสังคมได้มีส่วนร่วมสร้างด้วย นักมานุษยวิทยานั้นศึกษาการทำงานของนักวิทยาศาสตร์ราวกับว่าพวกเขาเป็นชน เผ่าหนึ่งในห้องทดลอง

นักสตรีนิยมก็สนใจพิจารณาวิทยาศาสตร์ด้วยเช่น กัน นักสตรีนิยมพิจารณาวิทยาศาสตร์ในแง่มุมที่เป็นองค์กรที่มีลำเอียงต่อผู้ชาย โดยมักจ้างงานผู้ชายมากกว่าหรือมีนักศึกษาชายมากกว่า ในอีกแง่มุมหนึ่ง สตรีนิยมก็พิจารณาว่าองค์ความรู้ของวิทยาศาสตร์นั้นมีความเป็นชายมากกว่า ความเป็นหญิง กล่าวคือวิพากษ์ว่าวิทยาศาสตร์ให้ความสำคัญกับเหตุผลมากกว่าอารมณ์ความ รู้สึก ไม่ให้ความสำคัญกับคนชายขอบ และวิทยาศาสตร์ควรมีความรับผิดชอบพร้อมกับเหตุผลด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการวิพากษ์จากวิทยาศาสตร์แนวหลังอาณานิคม (Post-colonial Science Criticism) 3 แนวทาง ได้แก่

  1. แนววิทยาศาสตร์กับจักรวรรดิ (Science and Empire) เชื่อมโยงระหว่างลัทธิล่าอาณานิคม (รวมทั้งลัทธิล่าอาณานิคมแบบใหม่) กับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์
  2. แนวฟื้นฟูประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์แบบที่ไม่ใช่ตะวันตกใหม่ (Non-Western Science) จากแหล่งอารยธรรมอื่นๆ เช่น อิสลาม จีน อินเดีย
  3. แนวศาสตร์พื้นเมือง (Indigenous Science)

การเปรียบเทียบวิทยาศาสตร์ ในตะวันตกและวิทยาศาสตร์ในสังคมอื่นที่ถูกละเลย เริ่มทำให้เกิดการถกเถียงในประเด็นว่าด้วยสมมติฐานของวิทยาศาสตร์ (แบบตะวันตก) ต่างๆ เช่น ทัศนะต่อธรรมชาติ, ทัศนะต่อเวลาว่าเป็นเส้นตรง, ตรรกะแบบสองทาง (either/or logic), นิยามของประสิทธิภาพ, ความแตกต่างทางพันธุกรรม, ความเป็นกลางและการปลอดค่านิยม เป็นต้น

ญาณวิทยา สังคม (Social Epistemology) เป็นอีกหนึ่งสำนักคิดที่เกิดขึ้นในทศวรรษ 80 เพื่อร่วมตั้งคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับธรรมชาติของความรู้ ทั้งในเชิงปทัสถานและเชิงประจักษ์ และจัดโครงการการสื่อสารวิทยาศาสตร์ (Science Communication) พยายามทำให้เกิดสนทนาร่วมกันระหว่างนักวิทยาศาสตร์กับ “นักวิทยาศาสตร์ศึกษา” แต่ค่อนข้างกลายเป็น “การประชาสัมพันธ์วิทยาศาสตร์” มากกว่าจะเป็นการสื่อสารวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ มีความพยายามทำนองนี้ในหมู่นักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งสนใจเรื่องความเข้าใจของสาธารณะต่อวิทยาศาสตร์ (Public Understanding of Science) ช่วงทศวรรษ 90

กระแสการวิพากษ์วิจารณ์วิทยาศาสตร์จาก ฝ่ายต่างๆ ทั้งนักสังคมวิทยาว่าด้วยวิทยาศาสตร์ นักญาณวิทยาสังคม นักวิจารณ์แนวหลังอาณานิคม นักสตรีนิยม ก่อให้เกิดเป็นสงครามวิทยาศาสตร์ (Science War) ช่วงปี 1995 เมื่อฝ่ายนักวิทยาศาสตร์ลุกขึ้นมาปกป้องวิทยาศาสตร์

ความเปลี่ยน แปลงอย่างมากมายของวิทยาศาสตร์ จากปัจจัยสำคัญคือ แหล่งทุน ที่เปลี่ยนจากรัฐ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในยุคสงครามเย็น มาเป็นทุนจากบริษัทเอกชนและอุตสาหกรรมในยุคหลังสงครามเย็น ซึ่งก่อให้เกิดแนวโน้มเปลี่ยนจากโจทย์เดิมแบบของรัฐบาล เช่น การสำรวจอวกาศ พลังงานนิวเคลียร์ อุตสาหกรรมการทหาร เป็นต้น กลายเป็นโจทย์จากแรงกระตุ้นของผลกำไร เช่น สิทธิบัตรความรู้เกี่ยวกับต้นนีมที่เป็นความรู้พื้นเมืองของอินเดีย รวมทั้งความรู้พื้นเมืองอื่นๆของประเทศโลกที่สาม อย่างละตินอเมริกา ก็ถูกฉกฉวยเอาไปด้วยระบบสิทธิบัตรเช่นกัน

ระดับการเปลี่ยนแปลงอัน มหาศาลเหล่านี้ ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “การผลิตความรู้ในโหมดที่ 2” (Mode 2 Knowledge Production, ดูคำอธิบายใน wiki) ซึ่งงานผลิตความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่ถูกผูกขาดโดยสถาบันเดิมๆอีกต่อไป แต่กระจายไปอยู่ในศูนย์วิจัยอิสระ ห้องแล็บของอุตสาหกรรม หน่วยให้คำปรึกษาต่างๆ ที่เชื่อมโยงกันทางอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไม่เป็นทางการ ผ่านเครือข่ายการสื่อสาร ทำให้หัวข้อความรู้ถูกแตกแยกย่อยเฉพาะด้านขยับขยายพัฒนาขึ้นอย่างมากมาย ในขณะสถานะของนักวิทยาศาสตร์แต่เดิมที่มั่นคงถาวรอยู่กับองค์กรหนึ่งๆ ก็กลายเป็นนักวิจัยแบบสัญญาจ้างเป็นรายโครงการไป เป็นผลให้เกิดสภาวะความไม่แน่นอน (uncertainty) ขึ้นทั้งต่อสถานะความรู้วิทยาศาสตร์แบบเดิมที่ไม่สามารถให้คำตอบได้ชัดเจน แน่นอนดังเดิม สภาวะปัญหาสาธารณะใหม่ๆ เช่น ภาวะโรคร้อน โรควัวบ้า เป็นต้น ทำให้วิทยาศาสตร์แบบ “ในห้องแล็บ” ต้องเข้าไปข้องเกี่ยวกับเวทีนโยบายและข้องและกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มี ความแตกต่างหลากหลายของระบบ “คุณค่า” ที่แต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายยึดถือ จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

เครื่องไม้เครื่องมือของวิทยาศาสตร์คือการ วิจัยทดลองเชิงสถิติ ดูจะไม่เพียงพอต่อการตอบสนองต่อหลายๆปัญหา เช่น ปัญหามลพิษ เป็นต้น เพราะหลายครั้งข้อมูลเตือนภัยล่วงหน้าถูกปัดตกไปในฐานะที่ “ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ” บนฐานคิดของวิทยาศาสตร์ที่ต้องการเป็นแบบปลอดอคติค่านิยมต่างๆ (value-free) ดังนั้น ประเด็น “ความไม่แน่นอน” (uncertainty) ดังกล่าว จึงนำมาสู่เรื่อง “ความไม่รู้” (ignorance) ของวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยและความเสี่ยงรูปแบบใหม่ๆที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี ใหม่ๆอย่างการดัดแปลงพันธุกรรม

สภาวะทั้งหมดนี้ ถูกเรียกขานโดยต่อยอดจากศัพท์ของโทมัส คูห์น ว่าวิทยาศาสตร์กำลังเข้าสู่ “หลังยุคปกติ” (post-normal science) ซึ่งข้อเท็จจริงกลายเป็นสิ่งไม่แน่นอน คุณค่าเกิดการขัดแย้งกัน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากผลของวิทยาศาสตร์มีจำนวนมากขึ้นอย่างมหาศาล ในขณะที่การตัดสินใจก็เป็นเรื่องเร่งด่วน แต่ความสลับซับซ้อนกลับเป็นเรื่องปกติ ที่สำคัญ ความเสี่ยงที่มนุษย์สร้างขึ้นกำลังกลายเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ และความปลอดภัยของโลกและของมนุษยชาติเริ่มถูกคุกคามอย่างหนัก สภาวะดังกล่าวนี้ จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบ 5 ประการ คือ

  1. การสนทนาสองทาง (dialogue) บนฐานของการยอมรับความไม่แน่นอนและความไม่รู้ของวิทยาศาสตร
  2. การประกันความน่าเชื่อถือของความรู้ในใช้การ peer review ในหมู่ผู้เชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องขยายกลายเป็น “ชุมชนเพื่อนผู้วิจารณ์ขนาดขยายใหญ่” (extended peer community) ที่รวมบุคคลหลายๆฝ่ายเข้ามาช่วยกันประเมิน
  3. ต้องใช้ “ข้อเท็จจริงแบบขยาย” (เช่น ทัศนะหรือประสบการณ์อันเป็นอัตวิสัยของผู้คนในท้องถิ่น เป็นต้น) มาพิจารณาประกอบ แทนที่จะเป็น “ข้อเท็จจริงแบบแข็งๆ” แบบเดิม
  4. ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเข้าถึง “สัจธรรม” ของวิทยาศาสตร์อีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่อง “คุณภาพ” ของวิทยาศาสตร์ ในความหมายที่ถูกนิยามใหม่ให้กว้างขึ้นโดยมีมิติสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง
  5. การยึดมั่นในวิทยาศาสตร์แบบปลอดอคติ จำเป็นต้องเปลี่ยนไปสู่การยึดมั่นในคุณค่านานาประการของผู้มีส่วนได้ส่วน เสีย

ปฏิบัติการจริงของสิ่งที่เรียกว่า “วิทยาศาสตร์หลังยุคปกติ” ดำเนินการใน 3 ประเด็นใหญ่ๆ ได้แก

  1. เรื่องหลักปลอดภัยไว้ก่อน (precautionary principle) โดยเฉพาะในเรื่องความเสี่ยงเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ซึ่งเกิดขึ้นในการประชุมเกี่ยวกับอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภาวะอากาศ เมื่อ 1992
  2. เครือข่ายการวิจัยชุมชน (community research network) ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างพลเมืองกับนักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐ ในการวิจัยและดูแลสุขภาพและมลพิษสิ่งแวดล้อมของชุมชนตนเอง
  3. ร้านค้าวิทยาศาสตร์ (science shop) เริ่มต้นในเนเธอร์แลนด์ เพื่อสนับสนุนการวิจัยแบบมีส่วนร่วมที่เป็นอิสระและตอบสนองปัญหาที่ประชา สังคมประสบ ให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายและมีความตื่นตัวต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เมื่อ พิจารณาความเปลี่ยนแปลงของวิทยาศาสตร์ที่ค่อยๆคลี่คลายเข้ามาสู่อาณาบริเวณ ของสังคมและสาธารณะมากขึ้นเรื่อยๆดังกล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่าในที่สุดแล้ว ภาวะ “ความไม่แน่นอน” และ “ความไม่รู้” ของวิทยาศาสตร์ในสภาพการณ์ความเสี่ยงใหม่ๆของสังคมปัจจุบัน ทำให้วิทยาศาสตร์จะต้องมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น กล่าวคือวิทยาศาสตร์จะต้องไม่ใช่เป็นเพียงของนักวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่จะต้องกลายเป็นของ “พวกเรา” ทุกคนที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการกำกับคุณภาพและตัดสินใจเกี่ยวกับทิศทางของ วิทยาศาสตร์ เพื่อทำให้วิทยาศาสตร์สามารถมีความหมายต่อมนุษย์ได้อย่างสมศักดิ์ศรีอีกครั้งหนึ่ง

Advertisements

ข้อกังขาทางศีลธรรม : ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ vs สมบัติ จันทรวงศ์

July 4, 2007

ประเด็นปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเป้าหมายกับวิธีการในการเปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองนั้น เรียกได้ว่าเป็นอมตะตลอดกาล และเป็นข้อปัญหาพื้นฐานที่วงการสันติวิธีจะต้องพบเจอตลอดเวลาเช่นกัน อันที่จริง ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เคยเขียนบทความสั้นๆเรื่อง “การเปลี่ยนแปลงโดยสันติ : เป้าหมายกับวิธีการ” (ดู annotation; ดู summary) ไว้ตั้งแต่ปี 2528 และนำมารวมพิมพ์ใน สันติทฤษฎี\วิถีวัฒนธรรม ปี 2539 บทความนี้นับว่ามีความสำคัญไม่น้อย และเป็นประเด็นที่ “ใหม่เสมอ”

เมื่อเกิดเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ประเด็นนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างรุนแรงในหมู่นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวของไทย หลังจากบทความดังกล่าวเขียนขึ้นถึง 21 ปีแล้ว ต่อเหตุการณ์นี้ ชัยวัฒน์ได้เขียนบทความขนาดสั้นเรื่อง “The Moral Enigma of the 9/19 Popular coup d’ etat” (2006) [Bangkok Post, 25 Sep 2006] เพื่อแสดงจุดยืนของตนต่อเหตุการณ์นี้บนฐานของความสัมพันธ์ระหว่างเป้าหมายและวิธีการว่าต้องไปด้วยกัน แยกกันไม่ได้ บทความนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของแวดวงนักวิชาการไทยอย่างยิ่ง แต่ที่สำคัญที่จะพิจารณา ณ ที่นี้ คือ ข้อถกเถียงของนักปรัชญาการเมืองคนสำคัญ 2 คนของไทย ซึ่งถือเป็นตัวอย่างอย่างดีเยี่ยมของทั้งผู้ที่ “มาใหม่” และ “อยู่มานานแล้ว” ในวงการสันติวิธีที่ได้เห็นการประมือกันของปรมาจารย์ 2 ท่านว่าด้วยหลักการพื้นฐานของสันติวิธีในบริบทสังคมการเมืองจริง

จากงานเรื่อง Moral Enigma ชัยวัฒน์กล่าวถึงผลสำรวจต่อรัฐประหารครั้งนี้ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนทั่วประเทศถึง 83% ทีเดียว โดยชัยวัฒน์ทำความเข้าใจเหตุผล 4 ประการที่คนส่วนใหญ่ยอมรับรัฐประหารในฐานะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเพื่อล้มระบอบทักษิณ ได้แก่

  1. รัฐประหารเป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อกลายเป็นความรุนแรงจนเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างกองกำลังฝ่ายที่สนับสนุนทักษิณกับฝ่ายต่อต้าน
  2. รัฐประหารไม่ได้ทำลายรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญตายไปนานแล้วโดยรัฐบาลทักษิณ เพราะองค์กรอิสระและช่องทางการตรวจสอบต่างๆล้วนถูกทำให้พิการ โดยการควบคุมอำนาจทุน บุคคล และสื่อ ที่อยู่ในมือทักษิณ
  3. รัฐบาลทักษิณนำเศรษฐกิจของไทยไปผูกติดกับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีระดับโลกมากจนทำให้สิทธิชุมชนท้องถิ่นในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติถูกปิดกั้นอย่างหนักหน่วงมากขึ้นเรื่อยๆ
  4. ในเชิงทฤษฎี การคิดว่ารัฐประหารครั้งนี้ เป็นความขัดแย้งระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตยคงไม่เพียงพอ เพราะรัฐบาลทักษิณที่ได้รับการเลือกตั้งมาตามครรลองประชาธิปไตยนั้นได้มีนโยบายที่ก่อให้เกิดความรุนแรงขนานใหญ่แก่สังคมไทยมากมาย ทั้งกรณีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในนโยบายทำสงครามยาเสพติด ความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนหลายคนถูกสังหาร ทั้งหมดนี้ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างทหารที่สุดท้ายตัดสินใจใช้กำลังเพื่อปกป้องสิ่งที่เขาเห็นว่าศักดิ์สิทธิ์ กับรัฐบาลทักษิณซึ่งได้กลายเป็นสิ่งที่เกษียร เตชะพีระ เรียกว่า “ระบอบสัมบูรณาญาสิทธิทุนจากการเลือกตั้ง” (elected capitalist absolutist)

ชัยวัฒน์กล่าวว่าหากคนๆหนึ่งเชื่อด้วยเหตุผล 4 ประการดังกล่าว รัฐประหารครั้งนี้คนนั้นก็สามารถยอมรับได้ทางศีลธรรม (morally acceptable) แต่ตัวชัยวัฒน์เองประกาศว่าเขายังเห็นด้วยไม่ได้ [1] เพราะตกอยู่ใน “ข้อกังขา/ปมปริศนาทางศีลธรรม” (moral enigma) เพราะเหตุผลเหล่านี้เพียงแค่ “อาจจะถูก” (หรือตามความเข้าใจของผม คือ ไม่ใช่ “ถูกต้องทั้งหมด”) ดังนั้น ชัยวัฒน์จึงยังคงรักษาจุดยืนว่ารัฐประหารเป็นสิ่งผิดเสมอไป (coup is morally wrong) แม้จะเห็นว่ารัฐประหารครั้งนี้เป็นสันติวิธีด้วยเหตุที่ไม่มีผู้ใดบาดเจ็บล้มตาย ทั้งนี้เพราะหากยอมรับรัฐประหารครั้งนี้ก็เท่ากับพยายามทำให้สังคมเห็นว่าคำกล่าวของเหมาเจ๋อตุงที่ว่า “อำนาจได้มาด้วยกระบอกปืน” เป็นสิ่งที่ถูกต้อง กล่าวคือ ทำให้เห็นว่าในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง ด้วยการสนทนา พูดจา และใช้เหตุผลนั้นมีข้อจำกัด ที่สุดแล้ว ก็ต้องยมอรับการใช้ความรุนแรงหรือขู่ว่าจะใช้ความรุนแรงมาแก้ปัญหาบ้านเมือง

ชัยวัฒน์เห็นว่าการเดินทางไปบนถนนสายประชาธิปไตยนั้น ต้องตั้งคำถามต่อการผูกขาด “ความจริง” (truth) การใช้กำลังบังคับผู้อื่น และค่อยๆเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่อุดมคติโดยการถกเถียงอย่างเปิดกว้าง (free debates) เขากล่าวอย่างชัดเจนว่า แม้จะเข้าใจได้ (understandable) แต่ก็น่าเศร้าใจที่เห็นว่ารัฐประหารได้รับการตอบรับมากเพียงใด เพราะการยอมรับวิธีแก้ปัญหาทางการเมืองโดยใช้ความรุนแรงนั้น เท่ากับเป็นสัญญาณแห่งความสิ้นหวัง ต้นทุนทางศีลธรรมของความสิ้นหวังและสติปัญญาของสังคมในการแก้ปัญหาทางการเมืองโดยสันติวิธี คือ สิ่งสำคัญที่เป็นต้องสูญเสียไปสำหรับการตอบรับการรัฐประหารครั้งนี้อย่างท่วมท้น

ถัดจากบทความเรื่อง Moral Enigma ของชัยวัฒน์เพียง 6 วัน สมบัติ จันทรวงศ์ ได้เขียนบทความวิจารณ์งานเรื่อง Moral Enigma ในลักษณะจดหมายถึงชัยวัฒน์ [2] โดยมีข้อวิจารณ์หลายประการและยกระดับการถกเถียงสู่ปรัชญาการเมือง ต่อมาชัยวัฒน์ตอบคำถามและข้อวิจารณ์ของสมบัติผ่านงานเรื่อง “อริสโตเติลกับรัฐประหาร “19 กันยา” ” (2550) ในที่นี้ จะนำมาสนทนาควบคู่พร้อมกันไปในที่นี้เลย

ข้อวิจารณ์ของสมบัติประการแรก คือ รัฐประหารครั้งนี้แตกต่างไปจากรัฐประหารทั่วไป เพราะไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตย เนื่องจากระบอบทักษิณได้เปลี่ยนตัวเองกลายเป็นทรราชไปแล้ว ปฏิบัติการของทหารในวันที่ 19 กันยายน เป็นเพียงปฏิกิริยาของสังคมประชาธิปไตยหรือส่วนที่ดีของมันต่อรัฐบาล rebellious เท่านั้น

ประการที่สอง สมบัติแย้งชัยวัฒน์ในประเด็นการอำนาจของคำพูดหรือใช้การชักจูงด้วยเหตุผลว่าปัญญาชนได้ทำมาแล้ว แต่ดูจะไปเข้าหูคนหูหนวก นอกจากนี้ ประชาชนที่สนับสนุนรัฐประหารนั้น ได้ใช้สิ่งที่เข้าพอจะรู้มากที่สุดแล้ว เพราะพวกเขาไม่ได้ถูกฝึกมาให้โต้แย้งเชิงเหตุเชิงผลได้

ประการที่สาม สมบัติออกตัวว่าไม่ได้บอกว่าอำนาจได้มาด้วยกระบอกปืน แต่เขาเห็นว่าเราควรต้องให้สิทธิต่อสังคมประชาธิปไตยในการปกป้องตนเองจากผู้แย่งชิงอย่างทักษิณด้วย ประเด็นนี้ ชัยวัฒน์ตั้งคำถามย้อนกลับ 2 ประการว่า การใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจเป็นสิทธิของประชาธิปไตยหรือไม่? และ ใครเป็นผู้ใช้กำลัง “ป้องกันประชาธิปไตย” ? เพราะมีข้อต่างอยู่มากระหว่างการ “ป้องกันประชาธิปไตย” โดยอาศัยกำลังของรัฐกับโดยภาคประชาสังคมใช้อำนาจของตนเอง ซึ่งจะส่งผลต่อลักษณะสังคมการเมืองที่จะเกิดตามมา (ชัยวัฒน์ 2550: 158) นี้กล่าวอีกอย่างคือใช้วิธีการอย่างไร ก็จะนำไปสู่เป้าหมายอย่างนั้นเช่นกัน

นอกจากนี้ สมบัติยังเห็นว่า ในเวลาที่สังคมประชาธิปไตยต้องต่อสู้เพื่อการอยู่รอดของตัวมันเองนั้น ย่อมไม่มีที่ทางสำหรับวิถีทางประชาธิปไตย สมบัติเห็นว่าแม้การปกครองในช่วงหลังรัฐประหารจะยังไม่ใช่ประชาธิปไตยตามหลักการเลือกตั้ง แต่จิตวิญญาณประชาธิปไตยยังคงมีอยู่อย่างเปี่ยมล้น แต่กระนั้น ชัยวัฒน์ก็ยังยืนยันว่ายังมีวิธีการอื่นๆในการต่อสู้ที่ยังใช้ได้อยู่ โดยอ้างไปยังงานเรื่อง ท้าทายทางเลือก (2533) (ดู annotation) ของตนเอง ซึ่งน่าจะหมายถึงภาคที่สองของงานชิ้นนี้ที่ว่าด้วยการไม่ใช้ความรุนแรงนั่นเอง

ประการที่สี่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่สุด สมบัติกล่าวว่าชัยวัฒน์เข้าใจผิดที่กล่าวว่ารัฐประหารเป็นสิ่งผิดเสมอ (coup is morally wrong) เขาตั้งคำถามว่า การเมืองกลายเป็นศาสตร์ในเชิงทฤษฎีตั้งแต่เมื่อไหร่? สมบัติอ้างคำกล่าวของอริสโตเติลในงานเรื่อง Nichomachean Ethics [PDF] ที่ว่าการเมืองคือศาสตร์เชิงปฏิบัติ ซึ่งหมายความว่าการกระทำหนึ่งๆไม่สามารถตัดสินได้ว่าถูกหรือผิดได้ตลอดเวลาโดยไม่พิจารณาบริบท ในทางการเมือง ไม่มีใครสามารถกล่าวได้ว่ามีระบอบๆหนึ่งที่ดีสำหรับทุกคน ระบอบทรราชอาจมีบางอย่างที่ดีสำหรับบางคนในบางขณะ การเป็นทาสอาจเหมาะกับคนที่เกิดมาเป็นทาสโดยธรรมชาติ ตลอดจนการใช้กำลังหรือการทำสงครามอาจมีเหตุผลเพียงพอ (justified) ถ้ามีเงื่อนไขเหมาะสม ดังนั้น ชัยวัฒน์จึงไม่ควรคิดว่ารัฐประหาร (หรือการใช้ความรุนแรง) เป็นสิ่งที่ผิดอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยไม่พิจารณาข้อเท็จจริงต่างๆของสถานการณ์ที่เห็นกันอยู่โต้งๆ

เพื่อตอบคำถามนี้ ชัยวัฒน์จึงได้ย้อนกลับไปอธิบายความคิดเกี่ยวกับ “การเมือง” ของอริสโตเติล โดยทำความเข้าใจผ่านงานเขียนของนักปรัชญาการเมือง 2 คนที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 20 คือ Leo Strauss (1899-1973) และ Eric Voegelin ในงานเรื่อง The City and Man (1964) บทที่ 1 Leo Strauss เห็นว่าจักรวาลทัศน์ของอริสโตเติลแยกออกจากการแสวงหาระเบียบทางการเมืองที่ดีที่สุด ซึ่งเท่ากับว่าอริสโตเติลแตกต่างไปจากเพลโตและโสกราตีส นี้หมายความว่าปรัชญาการเมืองของอริสโตเติลไม่สามารถคิดถึงได้ในแบบอื่นนอกไปจากในฐานะศาสตร์เชิงปฏิบัติ ดังนั้น คำสอนทางการเมืองของอริสโตเติลจึงกลายเป็นว่ามีไว้สำหรับสอนคนออกกฎหมายหรือนักนิติบัญญัติ ซึ่งต้องตั้งคำถามว่าเงื่อนไขเฉพาะขณะนั้นๆเป็นอย่างไร อะไรทำได้บ้าง อะไรทำไม่ได้บ้าง (หน้า 163-4)

ข้อสรุปที่ สมบัติ เห็นว่า ชัยวัฒน์ เข้าใจการเมืองผิดนั้น มาจากฐานคิดของสมบัติที่อิงอยู่กับวิธีคิดของ Leo Strauss เช่นนี้นี่เอง แต่ชัยวัฒน์แย้งสมบัติว่าวิธีคิดเกี่ยวกับคำสอนของอริสโตเติลนั้นมีได้หลายทางมากกว่าแบบที่ Leo Strauss คิด ชัยวัฒน์ยกงานเรื่อง Plato and Aristotle ของ Voegelin มาชี้ว่าอริสโตเติลแยกวิชารัฐศาสตร์ออก 2 แบบ แบบแรก คือรัฐศาสตร์สำหรับนักปรัชญา สำหรับการสร้างบุคลิกที่ดีของพลเมือง ทำให้เป็นคนดีและสามารถทำสิ่งที่ดีได้ แบบที่สอง คือรัฐศาสตร์สำหรับผู้ออกกฎหมาย รัฐศาสตร์จึงเป็นศิลปะของการออกกฎหมาย (หน้า 162) ดังนั้น รัฐศาสตร์จึงไม่ใช่แค่ศาสตร์เชิงปฏิบัติ (รัฐศาสตร์แบบที่สอง) เพียงอย่างเดียว แต่มีคุณลักษณ์ของศาสตร์เชิงทฤษฎี (รัฐศาสตร์แบบแรก) ด้วย (หน้า 164)

นอกจากนี้ สำหรับประเด็นที่สมบัติเห็นว่ารัฐศาสตร์เป็นศาสตร์เชิงปฏิบัตินั้น ชัยวัฒน์เห็นว่าต้องถามต่อไปด้วยว่ารัฐศาสตร์เป็นศาสตร์เชิงปฏิบัติสำหรับใคร? ชัยวัฒน์ตอบว่าสำหรับนักการเมืองหรือนักนิติบัญบัติหรือคนที่เข้าไปเล่นการเมือง แต่สำหรับนักรัฐศาสตร์เอง (และโดยเฉพาะนักปรัชญาการเมือง) วิชารัฐศาสตร์ควรเป็นศาสตร์เชิงทฤษฎี ในความหมายของการตั้งคำถามถึงสิ่งที่ดีสูงสุดจริงๆซึ่งอาจอยู่เกินเลยจากปริมณฑลของปัจจุบันออกไปและถามได้ทุกยุคทุกสมัย เช่น คำถามที่ว่าการปกครองหรือกฎหมายนั้นยุติธรรมหรือไม่? ชอบธรรมหรือไม่? เป็นต้น ชัยวัฒน์กล่าวว่าปรัชญาการเมืองดำรงอยู่บนฐานของการตั้งคำถามที่พื้นฐานและมีความหมายต่อสังคมการเมือง และสิ่งที่เขาทำก็คือการตั้งคำถามพื้นฐานว่ารัฐประหารครั้งนี้ชอบธรรมหรือไม่? นั่นเอง

ในงานวิจารณ์บทความ Moral Enigma สมบัติอ้างงานเรื่อง Sophie’s Choice ของ William Styron ซึ่งโซฟี นักโทษชาวยิวในค่ายกักกันนาซี ถูกผู้คุมกำหนดให้เลือกว่าลูกทั้งสองคนของเธอ จะยอมให้ฆ่าลูกคนไหน ถ้าเธอไม่เลือก ลูกทั้งสองก็ถูกฆ่าหมด แต่ถ้าเลือกคนหนึ่ง อีกคนก็จะรอด จากนั้นสมบัติถามว่าในสถานการณ์อย่างนี้ ชัยวัฒน์จะมีคำแนะนำเชิงปฏิบัติต่อโซฟีอย่างไร? ชัยวัฒน์ตอบว่าไม่มีคำแนะนำให้โซฟีและไม่เชื่อด้วยว่าจะมีใครให้คำแนะนำ “เชิงปฏิบัติ” แก่เธอได้ ยกเว้นบางทีคนที่เคยตกอยู่ในสถานะเดียวกันกับเธออาจเข้าใจและคิดถึงทางเลือกได้ดีกว่า

จากนั้น ชัยวัฒน์ก็เล่าเรื่องเล่าในค่ายกักกันนาซีอื่นๆบ้าง เช่น เรื่องของสตรีชาวโปแลนด์ที่กำลังจะคลอดในค่ายกักกัน และได้รับการช่วยชีวิตไว้โดยเพื่อนอีกสองคน ทั้งที่สองคนนั้นต่างรู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากทหารนาซีรู้เข้า ชัยวัฒน์ชี้ให้เห็นว่าเป็นไปได้ที่จะไม่ยอมจำนนต่อความชั่วร้ายแม้กระทั่งในค่ายกักกันนาซี และความเป็นไปได้ในการเลือกบนฐานทางศีลธรรมนั้น ดำรงอยู่แม้ในสถานการณ์ที่โหดร้ายเหลือประมาณ

นี้หากมองย้อนกลับไปที่ส่วนท้ายของบทความ Moral Enigma จะพบว่าหลังจากชัยวัฒน์กล่าวถึงสัญญาณแห่งความสิ้นหวังที่มาพร้อมกับการยอมรับการใช้ความรุนแรงทำรัฐประหาร เขาได้กล่าวต่อถึงสัญญาณแห่งความหวังไว้ว่าหลังเหตุการณ์ 19 กันยา นักศึกษาหญิงคนหนึ่งไม่ยอมเข้าเรียน แต่ใช้เวลาขบคิดเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ ในที่สุด เธอก็เขียนจดหมายถึงคณะปฏิรูปการปกครองฯ (คปค.) โดยลงชื่อ-นามสกุลจริง เพื่อขอให้เคารพในสิทธิและเสรีภาพของคนที่คิดเห็นแตกต่างจากคปค.และไม่ใช้ความรุนแรงต่อคนเหล่านี้

นี้คืออีกตัวอย่างหนึ่งของสิ่งที่ชัยวัฒน์เห็นว่าการไม่ยอมจำนนต่อเงื่อนไขเฉพาะบางอย่างที่ทำให้ต้องใช้กำลังในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง แต่คิดหาวิถีทางและรูปแบบต่างๆของการใช้เหตุผลและการสนทนาพูดจาเข้าแก้ไขนั่นเอง นี่คือประเด็นเดียวกับที่ชัยวัฒน์ให้ความสำคัญกับเรื่อง “จินตนาการ” เสมอๆในการคิดหาวิธีใหม่ๆในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง ซึ่งต่อมาก็กลายเป็น 1 ใน 9 องค์ประกอบของแนวคิดสมานฉันท์ และนำไปใช้ประกอบการทำรายงานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าที่สำคัญที่สุดของไทยและเป็นหมุดหมายความก้าวหน้าด้านสันติวิธีของสังคมไทยทั้งในระดับแนวคิดและระดับนโยบายที่สำคัญที่สุดในยุคนี้เลยทีเดียว

end note

[1] ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ (2550), อริสโตเติลกับรัฐประหาร “19 กันยา”, ใน รัฐประหาร 19 กันยา (กรุงเทพฯ : ฟ้าเดียวกัน) [แหล่งที่สอง]. พิจารณา บทวิจารณ์ ของสมศักดิ์ เจียมธีระสกุล

[2] สมบัติ จันทรวงศ์ (2550) บทวิจารณ์ “The moral enigma of a popular coup”, ใน รัฐประหาร 19 กันยา (กรุงเทพฯ : ฟ้าเดียวกัน) หน้า 172-173 [ดู 2 หน้าสุดท้ายของเอกสารที่ดาวน์โหลด] และต่อมากลายมาเป็นข้อสอบวัดคุณสมบัติ (อันแสนยาก) ในวิชาปรัชญาการเมือง ระดับปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ให้วิจารณ์บทความของชัยวัฒน์และบทวิจารณ์ของสมบัติ จากมุมมองของ Carl Schmitt (1888-1985) ในงานเรื่อง The Concept of the Political (first publised 1932)


เทคโนโลยีเพื่อการต่อสู้ไร้ความรุนแรง : บทปริทัศน์

December 5, 2006

จาก Brian Martin. Technology for Nonviolent Struggle (London: War Resisters’ International, 2001).

นำเรื่อง

­­ในบรรดางานเขียนทั่วโลกด้านสันติภาพศึกษา การวิจัยสันติภาพ หรือสันติวิธีนั้น แทบจะไม่มีเลยที่จะเป็นงานศึกษาสันติวิธีจากมุมด้านเทคโนโลยี [1] ส่วนใหญ่จะเป็นงานศึกษาจากมุมสาขาสังคมวิทยา จิตวิทยา ปรัชญา ฯลฯ รวมทั้งวิทยาศาสตร์ แต่สาขาหลังสุดนี้ก็เป็นสาขาชีววิทยาเสียส่วนมาก อาจกล่าวได้ว่าหนังสือ Technology for Nonviolent Struggle แทบจะเป็นเพียงเล่มเดียวที่ศึกษาสันติวิธีในมุมมองดังกล่าว

นอกจากเนื้อหาที่แหวกแนวโดยเชื่อมโยงระหว่างเทคโนโลยีกับสันติวิธีแล้ว ความเชื่อมโยงในแง่วิทยาศาสตร์กับสังคมก็เป็นเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจในงานเขียนชิ้นนี้ ตัวผู้เขียนเองเป็นอาจารย์สอนในหลักสูตรวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กับสังคม ศาสตร์สาขาใหม่ที่มีขึ้นทางตะวันตกมานานกว่า 30 ปีแล้ว ว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีจากหลากหลายสาขาวิชา ชื่อ “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กับสังคม” นี้เป็นชื่อเรียกแบบอเมริกัน ทางยุโรปจะเรียกว่า “วิทยาศาสตร์ศึกษา” หรือ “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีศึกษา” พื้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของตัวผู้เขียนก็ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีด้านฟิสิกส์ทฤษฎี ทั้งยังก็มีประสบการณ์เข้าร่วมและเป็นผู้นำกิจกรรมทางสังคมและการรณรงค์เพื่อสันติภาพทั้งในเชิงวิชาการและเชิงปฏิบัติการจำนวนมากยิ่งช่วยทำให้งานชิ้นนี้น่าสนใจมากขึ้นไปอีก

หนังสือจำนวนเกือบ 100 หน้ากระดาษ A4 ที่ให้ดาวน์โหลดได้เล่มนี้ มาจากงานวิจัยในช่วงปี 1993-1995 ของไบรอัน มาร์ติน และแมรี คอวท์ ทั้งสองพยายามหาคำตอบว่าจะทำให้เทคโนโลยีสนับสนุนปฏิบัติการไร้ความรุนแรงได้อย่างไร ความน่าสนใจอีกประการของหนังสือเล่มนี้ คือ ได้รับทุนสนับสนุนจากแหล่งทุนวิจัยระดับชาติของออสเตรเลีย คือ สภาวิจัยแห่งชาติออสเตรเลีย นี้ยิ่งแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ขององค์กรระดับชาติของออสเตรเลียว่าให้ความสำคัญกับทั้งเรื่องการศึกษาข้ามสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กับสังคม และเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างเทคโนโลยีกับสันติวิธีเพียงใด

ควบคุมชีวิตตน & กระจายอำนาจ

มาร์ติน เปิดฉากด้วยวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีกับสังคมของ Aldous Huxley ผู้ซึ่งโด่งดังจากการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง “Brave New World” เมื่อปี 1932 ในงานเรื่อง “Science, Liberty and Peace” ที่ตีพิมพ์ในปี 1946 Huxley พัฒนาฐานคิดเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างวิทยาศาสตร์กับความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรง จากนักคิดสำคัญ 2 คน คือ ลีโอ ตอลสตรอย ที่ว่า “หากอำนาจส่วนใหญ่ของสังคมอยู่กับคนหยิบมือเดียว อำนาจในการควบคุมธรรมชาติผ่านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ถูกนำไปรับใช้อำนาจแห่งความไม่เท่าเทียม” และจากลอร์ดแอ็กตัน ที่ว่า “ที่ใดมีอำนาจ ที่นั้นมีการฉ้อฉล ที่ใดอำนาจมากล้น การฉ้อฉลก็ชั่วเสียสุดประมาณ” (power tends to corrupt & absolute power corrupts absolutely)

ด้วยฐานคิดที่ว่าอำนาจมีแนวโน้มเข้าสู่ความชั่วร้าย Huxley จึงเห็นว่าเทคโนโลยีและการจัดระบบสังคมที่ส่งเสริมการรวมศูนย์อำนาจควรถูกต่อต้าน และเขาเชื่อว่ามีเพียงวิธีการแบบไม่ใช้ความรุนแรงเท่านั้นที่จะทำให้เกิดการกระจายอำนาจได้อย่างแท้จริง เพราะในขณะที่ปฏิบัติการที่ใช้ความรุนแรงนั้น มีเพียงผู้มีอำนาจไม่กี่คนที่เป็นผู้ใช้ได้ ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงกลับเอื้อให้คนจำนวนมากเข้าร่วมได้ ทั้งยังจำกัดอำนาจของแต่ละคนไว้ไม่ให้มากเกินไปอีกด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง การไม่ใช้ความรุนแรงจำกัดอำนาจ ไม่จำกัดจำนวนคน ส่วนการใช้ความรุนแรงจำกัดจำนวนคน แต่ไม่จำกัดขอบเขตอำนาจ

จากปฏิบัติการทางตรง Huxley พาเราไปสู่การพิจารณาระดับโครงสร้าง เขายกตัวอย่างระบบพลังงานน้ำมันแบบรวมศูนย์ของโลกว่า ปัจจุบัน น้ำมันถูกส่งไปยังส่วนต่างๆของโลกอย่างไม่เท่าเทียมกัน เพราะอยู่ในระบบควบคุมที่ผูกขาด และหลายครั้ง สงครามก็เป็นไปเพื่อแสวงหาและปกป้องการครอบครองดังกล่าว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือระบบพลังงานแบบน้ำมันนี้มีแนวโน้มทำให้เกิดสังคมที่ไม่เท่าเทียมและเกิดสงคราม เขายังเห็นอีกว่ารัฐสงครามสมัยใหม่ดังในสงครามโลกครั้งที่สองนั้นต้องอาศัยอุตสาหกรรมสินค้าและทุนที่เข้มแข็ง รวมทั้งการระดมประชากรขนานใหญ่ทั้งในภาคการทหารและภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นรัฐในลักษณะนี้จึงวางระบบให้ผู้คนไร้รากปราศจากทรัพย์และต้องพึ่งพาการบริการจากรัฐ ในทางกลับกัน ข้ออ้างการเตรียมพร้อมสำหรับสงครามก็ทำให้อำนาจการเมืองแบบรวมศูนย์สามารถดำรงอยู่ได้อีกด้วย

Huxley เห็นว่าแนวโน้มการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีในยุคนั้นเป็นไปเพื่อรับใช้ผู้กุมอำนาจ แทนที่จะเพื่อเสรีภาพและสันติภาพ เขาจึงเสนอว่านักวิทยาศาสตร์ต้องคว่ำบาตรงานที่เป็นอันตราย และส่งเสริมการพัฒนาระบบอาหารและพลังงานที่พึ่งตนเองได้ในระดับภูมิภาค หรือที่เขาเรียกว่า “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชุมชน” ซึ่งสอดคล้องกับความจำเป็นของชุมชนมากกว่า

วิสัยทัศน์ของ Huxley กล่าวโดยสรุปคือ เทคโนโลยีที่ทำให้ผู้คนสามารถควบคุมชีวิตตัวเองได้ จึงเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดที่เอื้อให้ชุมชนใช้วิธีการไร้ความรุนแรงในการต่อต้านผู้รุกรานหรือผู้กดขี่ได้ มาร์ตินเห็นว่าความคิดอันลึกซึ้งดังกล่าวนี้ ปัจจุบันยังไม่ได้ถูกกล่าวถึงทั้งในวงการการวิจัยสันติภาพและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีศึกษา ทำให้ผู้คนยังมองไม่เห็นถึงการเชื่อมโยงระหว่างวิทยาศาสตร์กับสันติวิธีแต่อย่างใด ความพยายามเชื่อมโยงดังกล่าวคือเป้าหมายหลักของงานเขียนชิ้นนี้ เขายืนยันอย่างหนักแน่นว่าการต่อสู้แบบสันติวิธีมีมิติเรื่องเทคโนโลยีอย่างแน่นอน และการปรับทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีให้สนับสนุนการไม่ใช้ความรุนแรงนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีโดดๆ แต่เกี่ยวข้องกับการแปลงเปลี่ยนระบบต่างๆที่เป็นบริบทแวดล้อมเทคโนโลยี ทั้งเรื่อง 1) ทิศทางการวิจัย 2) โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี และ 3) กระบวนการตัดสินใจทางสังคม

Military Defense

หากต้องการรู้ว่าจะใช้เทคโนโลยีเพื่อสันติวิธีได้อย่างไร ก็ต้องรู้ก่อนว่าเทคโนโลยีถูกนำไปใช้สร้างความรุนแรงได้อย่างไร มาร์ตินเห็นว่าความรุนแรงที่ถูกจัดตั้งอย่างเป็นระบบที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีมากที่สุด คือ การทหารและการทำสงครามในนาม “การป้องกันประเทศ” (military defense) ในยุค 1980s นักวิทยาศาสตร์ครึ่งหนึ่งของโลกเข้าไปอยู่ในส่วนการวิจัยและพัฒนาทางทหาร ในส่วนถัดมา มาร์ตินจึงเริ่มด้วยการพาเราท่องไปในอาณาจักรการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่ได้รับอิทธิพลจากการทหาร โดยผ่านทั้งการให้ทุนวิจัย การฝึกอบรม และตำแหน่งงานเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรในองค์กรอย่างกระทรวงกลาโหมหรือสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ เกิดนวัตกรรมเทคโนโลยีทางทหารมากมาย เช่น ดีดีทีครั้งหนึ่งก็เคยถูกพัฒนาขึ้นเพื่อควบคุมโรคระบาดจากแมลงเพื่อใช้ในระหว่างสงคราม บางครั้งสาขาวิชาทั้งสาขาถูกกำหนดโดยการทหารเลยทีเดียวอย่างสาขานิวเคลียร์ฟิสิกส์ ซึ่งได้รับทุนและตำแหน่งนักวิจัยจำนวนมหาศาลจากหน่วยทหาร แทนที่จะเป็นสาขาการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นต้น

นอกจากอิทธิพลเชิงโครงสร้างของทหารที่มีต่อการพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว อิทธิพลเชิงวัฒนธรรมก็มีส่วนสนับสนุนสถาบันทหารและการพัฒนาเทคโนโลยีทหารอีกด้วย นั่นคือ ความเชื่อที่ว่าสังคมของตนมี “ความเหนือกว่า” สังคมอื่น การดำรงอยู่ของทหารเกิดขึ้นได้ด้วยสมมติฐานที่ว่าการมีกองกำลังที่ใช้เทคโนโลยีในการป้องกันประเทศเป็นสิ่งที่ชอบธรรม แม้กระทั่งจะต้องฆ่าทหารและพลเรือนของฝ่ายศัตรูก็ตาม

แนวคิดหน้าที่ป้องกันศัตรูภายนอกของทหารนั้น หลายครั้งถูกพัฒนาไปถึงขั้นการป้องกันความมั่นคงภายใน กลายเป็นการกดขี่และใช้ความรุนแรงกับพลเมืองของตนอีกด้วย ในตอนท้ายของบทที่สอง มาร์ตินชี้เพิ่มเติมว่าความรุนแรงแบบจัดตั้งของทหารนี้ ยังโยงกลับไปถึงวัฒนธรรมและโครงสร้างเชิงลึกเรื่องรัฐ ทุนนิยม ระบบราชการ และระบบชายเป็นใหญ่อีกด้วย นี้ทำให้เราเห็นความยุ่งยากซับซ้อนของอิทธิพลต่างๆในระบบสังคมปัจจุบันที่กำหนดการพัฒนาเทคโนโลยีไปในทิศทางการใช้ความรุนแรง และดูจะไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลยในการจะเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้ในทางสันติวิธี กล่าวโดยสรุป มาร์ตินชี้ให้เราเห็นว่าแหล่งที่ตั้งสำคัญของการใช้ความรุนแรงนั้น มาจาก 2 แหล่ง คือ 1) จากการรุกรานจากภายนอก และ2) จากการกดขี่โดยระบบจากภายใน

Nonviolent Defense

หากแนวคิดเรื่องการป้องกันประเทศโดยทหาร คือ การวางอยู่บนฐานคิดที่ว่าเราสามารถจัดตั้งกระบวนการขึ้นเพื่อหยุดยั้งความรุนแรงได้ด้วยความรุนแรงตรงๆ มาร์ตินก็จะพาเราไปรู้จักกับสันติวิธี ว่าคือการจัดตั้งกระบวนการไม่ใช้ความรุนแรงขึ้นมา เพื่อสกัดกั้นกระบวนการใช้ความรุนแรงของฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง แต่โดยจัดการกับเจตจำนงของคน 3 กลุ่มหลัก คือ

  1. เสริมสร้างเจตจำนงของกลุ่มคนเข้าร่วมกับการต่อสู้แบบสันติวิธี
  2. สกัดกั้นเจตจำนงในการฆ่าของกลุ่มทหารฝ่ายตรงข้ามโดยตรง
  3. สกัดกั้นเจตจำนงของฝ่ายตรงข้ามโดยอ้อม ผ่านการทำให้กลุ่มคนที่เป็นฐานให้ความชอบธรรมกับฝ่ายใช้ความรุนแรง หันมาต่อต้านผู้ใช้ความรุนแรงเสีย ทั้งนี้เพราะการไม่ใช้ความรุนแรงย่อมได้รับความชอบธรรมจากฝ่ายต่างๆมากกว่าการใช้ความรุนแรง

นอกจากทำงานกับเจตจำนงแล้ว วิธีการที่น่าสนใจในระดับยุทธวิธีและเป็นที่ถกเถียงกันในวงการสันติวิธี คือ สันติวิธีมีบางครั้งใช้ความรุนแรงกับฝ่ายใช้ความรุนแรงด้วย แต่ไม่ใช่กับมนุษย์ หากเป็น “การใช้ความรุนแรงต่อสิ่งของ” เช่น การใส่ทรายเข้าไปในกระบอกปืนใหญ่ ทำให้ใช้งานไม่ได้ หรือการทำลายเส้นทางลำเลียงอาวุธ รวมทั้งการที่คนงานในประเทศที่ถูกนาซียึดครองทำให้สายพานการผลิตสินค้าช้าลง สร้างความเสียหายเชิงเศรษฐกิจต่อนาซีอย่างยิ่ง ตลอดจนการที่คนงานทำลายชิ้นส่วนสำคัญบางอย่างที่ทำให้ทั้งโรงงานไม่สามารถดำเนินการผลิตได้ แล้วหนีไปก่อนที่ผู้รุกรานนอกประเทศจะเข้ายึดครองและเข้าใช้โรงงานนั้น เป็นต้น

กระบวนการต่างๆเหล่านี้ รวมเรียกว่า “การป้องกันโดยสังคม” (social defense) หรือ “การป้องกันโดยไม่ใช้ความรุนแรง” (nonviolent defense) บางครั้งเรียกว่า “การป้องกันโดยพลเรือน” (civil defense) ในฐานะทางเลือกออกจากการป้องกันโดยทหาร มาร์ตินใช้แนวคิดนี้เป็นฐานในการพัฒนาแนวคิดเทคโนโลยีเพื่อการต่อสู้แบบสันติวิธีของเขา ซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับความยุ่งยากซับซ้อนของกระบวนการใช้ความรุนแรงแบบจัดตั้งของทหารดังที่เราได้เห็นแล้วข้างต้น

หลังจากรู้จักสันติวิธีแล้ว ในส่วนถัดมา อันเป็นส่วนหลักของงานชิ้นนี้ มาร์ตินพาเราร่วมค้นหาอาณาจักรเทคโนโลยีสันติวิธี ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ เทคโนโลยีการสื่อสารแบบเครือข่าย (network communication technology) กับเทคโนโลยีเพื่อการอยู่รอด (survival technology) หรือเพื่อการพึ่งตนเองของชุมชน (self-reliance technology) เทคโนโลยีเหล่านี้เกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับยุทธวิธี (tactic) ไปถึงระดับยุทธศาสตร์ (strategy) ตั้งแต่ระดับการต่อสู้ทางตรง (direct level) ไปถึงการวางระบบเชิงโครงสร้าง (structural level) และเชิงวัฒนธรรม (cultural level)

Network Communication Technology

ในส่วนของเทคโนโลยีกลุ่มแรก หลักสำคัญ คือ สันติวิธีไม่กลัวการเปิดเผยความจริง ในขณะที่การใช้ความรุนแรงเกรงกลัว ดังนั้น สันติวิธีจึงอาศัยการเปิดเผยความจริงผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารชนิดต่างๆได้ ในขณะที่ผู้ใช้ความรุนแรงจะพยายามควบคุมความจริงเหล่านี้ไม่ให้รั่วไหลออกไปสู่คนนอก มาร์ตินชี้ให้เราเห็นว่าประเด็นหลักคือ ระบบการสื่อสารแบบรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง ทั้งที่เป็นโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ จะเป็นที่หมายปองของทั้งผู้รุกรานจากภายนอกและผู้กดขี่จากภายใน เพราะสามารถใช้ควบคุมความจริงและกล่อมประชาชนให้หลงเชื่อได้ ดังนั้น จะต่อต้านด้วยสันติวิธีก็ต้องสร้างระบบการสื่อสารแบบกระจายศูนย์ เช่น โทรทัศน์ท้องถิ่น วิทยุชุมชน รวมทั้งวิทยุคลื่นสั้นและวิทยุสมัครเล่น หนังสือพิมพ์ที่ใครๆก็สามารถเขียนเรื่องและผลิตงานได้ โดยไม่ต้องมีระบบการผลิตขนาดใหญ่ เป็นต้น ในเชิงยุทธวิธีแล้ว เครื่องอัดเสียงและภาพ โทรศัพท์และแฟกซ์ แผ่นพับใบปลิว ตลอดจนไปรษณีย์ ก็มีประสิทธิภาพอย่างมากในการติดต่อสื่อสารกันเพื่อต่อต้านการกดขี่

ในบรรดาเทคโนโลยีการสื่อสารเหล่านี้ มาร์ตินเห็นว่าคอมพิวเตอร์เน็ตเวิร์ค คือ เทคโนโลยีน่าสนใจมากที่สุดในการต่อต้านโดยสันติ เพราะเป็นการยากมากที่จะควบคุมเทคโนโลยีการสื่อสารแบบสองทางที่ไม่มีการรวมศูนย์ ทั้งยังเปิดให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างมหาศาลและกว้างไกลชนิดนี้ มาร์ตินชี้ว่าเทคโนโลยีกลุ่มแรกนี้เกี่ยวข้องกับสาขาวิชา (discipline) อย่างฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

มีตัวอย่างการต่อต้านผู้ใช้ความรุนแรงทั้งในเชิงการรุกรานจากภายนอก และการกดขี่ของระบบเผด็จการภายในโดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารอยู่มากมาย เช่น ด้วยแฟกซ์เพียงเครื่องเดียว ที่ส่งความจริงออกไปให้นานาชาติรู้ ก็สามารถนำมาซึ่งการหยุดยั้งความรุนแรงในจตุรัสเทียนอันเหมินได้ หรือการถ่ายวิดีโอความรุนแรงต่อชาวติมอร์ตะวันออกเผยแพร่ไปทั่วโลก ก็สามารถหยุดยั้งการกระทำของรัฐบาลอินโดนีเซียได้ เป็นต้น

Self-Reliance Technology

ส่วนกลุ่มที่สองนี้เกี่ยวข้องกับหลากหลายประเด็นแทบจะครอบคลุมทุกเรื่องของการดำรงชีวิต ทั้งเรื่องระบบพลังงาน อาหาร น้ำ การขนส่ง การสร้างที่อยู่อาศัย ระบบการรักษาและดูแลสุขภาพ การเกษตร ระบบการผลิตวัสดุต่างๆ หลักสำคัญยังคงอยู่ที่การกระจายศูนย์อำนาจ เพราะจะทำให้เราพึ่งตนเองได้ เมื่อพึ่งตนเองได้ อำนาจก็อยู่ที่เรา ทำให้สามารถต่อต้านขัดขืนระบบการกดขี่และรุกรานที่มีความรุนแรงต่างๆได้

นอกจากนี้ เทคโนโลยีเพื่อการต่อสู้แบบสันติวิธียังเกี่ยวกับสุขภาพในแง่ยุทธวิธีอีกด้วย กล่าวคือ เราอาจฝึกอบรมให้คนทั่วไปสามารถปฐมพยาบาลผู้ต่อต้านด้วยสันติวิธีเองได้ หรือสามารถใช้ความรู้เบื้องต้นทางนิติวิทยาศาสตร์มาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างๆอย่างการถูกทรมานได้อีกด้วย เป็นต้น นอกจากนี้ เทคโนโลยีเพื่อการต่อสู้แบบสันติวิธียังสอดคล้องกับแนวคิดเทคโนโลยีที่เหมาะสม (appropriate technology) หรือเทคโนโลยีขนาดกลาง (intermediate technology) เพราะแนวคิดเทคโนโลยีชนิดนี้เน้นใช้ทุนน้อย ใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น ขนาดไม่ใหญ่โตเกินกว่าครอบครัวหรือกลุ่มคนเล็กๆจะสามารถสร้างได้ ไม่ใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนทำให้คนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย กล่าวอีกนัยหนึ่ง แนวคิดเทคโนโลยีระดับกลางเป็นการส่งเสริมการพึ่งตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งระบบโดยไม่จำเป็น และผู้มีอำนาจใช้ความรุนแรงก็ไม่สามารถผูกขาดเทคโนโลยีเหล่านี้ไว้ได้อีกด้วย เทคโนโลยีเพื่อสันติวิธีกลุ่มหลังนี้เกี่ยวข้องกับสาขาวิชา (discipline) อย่างชีววิทยา วิทยาศาสตร์โลก วิทยาศาสตร์การแพทย์ วิทยาศาสตร์การเกษตร วิศวอุตสาหกรรมและการผลิต เป็นต้น

เตาเผาถ่านขนาดเล็ก

เตาเผาถ่านขนาดเล็ก

นอกจากเทคโนโลยีจะเกี่ยวข้องกับการต่อสู้กับผู้ใช้ความรุนแรงโดยสันติวิธีตรงๆแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับการเตรียมตัวเชิงสังคมของชุมชนเพื่อให้มีพลังในการต่อต้านอีกด้วย กล่าวคือ การออกแบบสร้างเมืองหรือผังชุมชน การสร้างที่อยู่อาศัย การเดินทางภายในชุมชน สถานที่ทำงาน นั้น มาร์ตินเห็นว่าจะส่งเสริมต่อการใช้สันติวิธีที่สุด ก็ต่อเมื่อเอื้อให้คนเกิดความรู้สึกเป็นชุมชน ซึ่งตรงข้ามกับเมืองใหญ่ๆในปัจจุบันที่ผู้คนเต็มไปด้วยความเป็นปัจเจก ทั้งนี้ เพราะเมื่อผู้คนพึ่งพากันเองภายในชุมชนได้ ก็สามารถดำรงอยู่ได้เมื่อถูกรุกรานหรือกดขี่ก็ตาม

นโยบายการวิจัย & วิธีวิจัยเทคโนโลยี

ด้วยฐานคิดเทคโนโลยีเพื่อการต่อสู้แบบสันติวิธีที่วางอยู่บนเรื่องการกระจายอำนาจ การพึ่งตนเอง การมีส่วนร่วม การไม่ปิดบังหรือผูกขาดความจริง ในสองบทสุดท้าย มาร์ตินพาเรามาถึงเรื่องวิธีการวิจัยและการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ในแง่วิธีวิทยาแล้ว เขาเห็นว่าการวิจัยแบบเดิมไปกันได้ดีกับเทคโนโลยีการทหารหรือเทคโนโลยีที่ใช้กดขี่เอาเปรียบผู้คน เพราะถูกวิจัยขึ้นโดยบรรดาผู้เชี่ยวชาญ โดยตัดการมีส่วนร่วมของผู้คนทั่วไป ความรู้วิทยาศาสตร์เป็นผู้ผูกขาดความจริง โดยปฏิเสธการดำรงอยู่ขององค์ความรู้ชนิดอื่นๆไปหมด ทำให้ไม่รับรู้ถึงผลเสียหายที่เกิดขึ้นต่อผู้ใช้เทคโนโลยีที่ตนวิจัยขึ้น ดังนั้น จึงต้องปรับทิศทางการวิจัยใหม่ให้เปิดใจกว้างยอมรับองค์ความรู้หลากหลายแบบ เปิดการมีส่วนร่วมจากประชาชนมากขึ้น นำชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมอยู่ในห้องปฏิบัติการด้วย ดังเช่น กรณีนักเคลื่อนไหวด้านเอดส์ในสหรัฐที่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมกำหนดโจทย์และทิศทางการวิจัยการรักษาผู้ป่วยเอดส์ได้ เป็นต้น

ในแง่ของการเปลี่ยนแปลงทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว ในบทสุดท้าย มาร์ตินเสนอนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการต่อสู้แบบสันติวิธี โดยเน้นกระทำโดยคน 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ภาครัฐ, 2) กลุ่มนักวิทยาศาสตร์และวิศวกร, และ 3) ภาคชุมชน สองกลุ่มแรกมีจุดเด่นที่มีงบประมาณและความรู้ ในขณะที่กลุ่มหลังสุดคือผู้ที่อยู่แนวหน้าที่สุดของการต่อสู้แบบสันติวิธี

เขาเสนอวาระสำคัญเชิงนโยบาย 4 เรื่องในการสร้างเทคโนโลยีเพื่อการต่อสู้แบบสันติวิธี ได้แก่

  1. การมองหาเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิมที่เอื้อต่อการใช้สันติวิธี เช่น ขยายการเข้าถึงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
  2. การค้นหาและเผยแพร่ความคิดใหม่ๆที่มีอยู่แล้ว เช่น วิทยุพลังงานต่ำ, เทคนิคการวินิจฉัยการถูกทรมาน เป็นต้น
  3. การปรับประยุกต์เทคโนโลยีที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับสันติวิธีมากขึ้น เช่น ปรับแต่งการออกแบบเขื่อนและโรงงานผลิตไฟฟ้าให้มีขนาดเล็ก กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ซึ่งยากแก่การควบคุมผูกขาด เป็นต้น
  4. การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมาเลย เช่น ระบบการสื่อสารใหม่ที่ต่อต้านการรวมศูนย์, สิ่งปลูกสร้างที่ส่งเสริมความรู้สึกร่วมของการเป็นชุมชน เป็นต้น

สรุป

งานชิ้นนี้เริ่มต้นด้วยวิสัยทัศน์ของ Huxley ว่าด้วยระบบเทคโนโลยีที่ผูกขาดรวมศูนย์คือระบบเทคโนโลยีที่ส่งเสริมความรุนแรง ดังนั้นเทคโนโลยีเพื่อการต่อสู้แบบไร้ความรุนแรงก็ต้องเป็นระบบเทคโนโลยีที่กระจายศูนย์และส่งเสริมการมีส่วนร่วม ด้วยฐานคิดของ Huxley มาร์ตินนำมาผนวกกับแนวคิดการป้องกันที่ท้าทายจินตนาการของหลายๆคน คือ การป้องกันโดยสันติวิธี หรือการป้องกันโดยสังคม ในฐานะทางเลือกออกจากการป้องกันโดยทหาร เขาพาเราไปสำรวจเทคโนโลยีชนิดนี้ใน 2 กลุ่มหลัก คือ เทคโนโลยีการสื่อสาร และเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิต เทคโนโลยีอย่างแรกอยู่บนฐานคิดเรื่องสันติวิธีไม่กลัวการความจริง หากมีผู้จะใช้ความรุนแรงกับเรา เราสามารถป้องกันได้โดยป่าวประกาศให้ทั่วโลกได้รับรู้ เพื่อลดความชอบธรรมและพลังเจตจำนงในของผู้ใช้ความรุนแรง

ส่วนเทคโนโลยีอย่างหลังนั้น พาให้จินตนาการของเรากว้างไกลขยายครอบคลุมทุกมิติของการดำรงชีวิตพื้นฐานเลยทีเดียว แนวคิดเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการพึ่งตนเอง เอื้อให้มนุษย์สามารถควบคุมชีวิตตนเองได้ ไม่ต้องพึ่งระบบที่ผูกขาดนั้น วางอยู่บนฐานคิดเรื่อง “อำนาจ” (power) ที่กลับหัวกลับหางจากแนวคิดทางรัฐศาสตร์แต่เดิม กล่าวคือ ฐานคิดใหม่นี้เชื่อว่า อำนาจจะธำรงคงอยู่ได้ ก็ด้วยเราทุกคนให้การสนับสนุน หากเราถอนอำนาจ ไม่ยินยอมอยู่ใต้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม ดื้อแพ่ง ไม่ให้ความร่วมมือ อำนาจนั้นก็จะต้องล้มลง แนวคิดนี้กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ “อารยะขัดขืน” (civl disobedience) นั่นเอง วิธีการนี้เป็นวิธีการอันทรงพลังของเหล่านักเคลื่อนไหวสันติวิธีทั่วโลก อย่างมหาตมะ คานธี หรือมาร์ติน ลูเธอร์ คิงส์ เป็นต้น

จุดอ่อนของงานชิ้นนี้ คือ เน้นแหล่งความรุนแรงของเทคโนโลยีอยู่ที่เรื่องการทหารและสงคราม ซึ่งดูจะหมดบทบาทไปมากแล้วในยุคหลังสงครามเย็นที่ความรุนแรงย้ายฐานจากการมองเห็นได้ตรงๆ กลายเป็นการใช้ความรุนแรงโดยโครงสร้างระบบตลาดทุนนิยมเสรีระดับโลก มาร์ตินเองดูก็จะรู้ถึงข้ออ่อนนี้ เขาจึงไม่ได้กล่าวถึงเฉพาะเพียงการรุกรานจากภายนอก แต่ยังรวมทั้งการกดขี่จากระบบภายในอีกด้วย นอกจากนี้ งานชิ้นถัดจากชิ้นนี้ คือ Nonviolence versus Capitalism ซึ่งเขาเขียนขึ้นเพื่อปิดจุดอ่อนดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าโลกยุคนี้ทหารจะหมดบทบาทไปจริง ดังเราจะเห็นได้จากบทบาทของฝ่ายความมั่นคงในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย และทหารดูจะมีบทบาทออกมารักษาระเบียบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกให้มั่นคงอยู่เสมอๆ

กล่าวโดยรวมแล้ว งานเขียนชิ้นนี้ นับเป็นงานชิ้นบุกเบิกที่สำคัญในการขยายขอบฟ้าทางวิชาการให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเกี่ยวโยงกับความรุนแรงและการไมใช้ความรุนแรงได้อย่างไร รวมทั้งขยายจินตนาการของเราให้มองเห็นว่าความรุนแรงกระทำกับมนุษย์ผ่านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบทั้งเชิงโครงสร้างและเชิงวัฒนธรรมอย่างไร และเราจะออกแบบระบบสังคมเทคโนโลยีให้เอื้อต่อการต่อสู้อย่างไม่ใช้ความรุนแรงได้อย่างไร

แนะนำผู้เขียน

Brian Martin

Brian Martin

ไบรอัน มาร์ติน ร่ำเรียนมาทางด้านฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ประยุกต์ ทั้งปริญญาตรี โท และเอก หลังจบปริญญาเอกด้านฟิสิกส์ทฤษฎี ในปี 1976 ที่มหาวิทยาลัยซิดนีย์ เขาตกงานอยู่ 1 ปี ก่อนจะได้ทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัยด้านคณิตศาสตร์ประยุกต์ ที่ศูนย์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย พอถึงปี 1991 เขาก็ย้ายมาเริ่มงานสอนในหลักสูตรวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยวูลลองกอง กระทั่งปัจจุบัน

มาร์ตินเริ่มผันตัวเองมาสู่วงการสังคมศาสตร์ในปี 1976 ที่เขาย้ายมาที่แคนเบอร์รา หลังจากได้ร่วมกิจกรรมกับโครงการหลักสูตรปริญญาตรีด้านมนุษยศาสตร์ ซึ่งจับงานสิ่งแวดล้อมศึกษาแบบสหสาขาวิชา จากนั้นเขาก็สนใจศึกษาทั้งด้านสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ควบคู่กันไป เขากระตือรือร้นในการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ถอนราก (radical science), ขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมและสันติภาพ นอกจากนี้ เขายังทำวิจัยและเขียนงานในหลากหลายสาขา รวมทั้งการวิพากษ์ทั้งวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและปฏิบัติไร้ความรุนแรงมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970s และได้เข้าร่วมกับบรรดานักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวทางสังคมอีกจำนวนมาก

นอกเหนือจากงานเรื่อง Technology for Nonviolent Struggle ซึ่งค่อนข้างเป็นเรื่องการต่อสู้แบบสันติวิธีภายใต้การกดขี่แบบระบอบเน้นการทหารในยุคสงครามเย็น (ทั้งในค่ายทุนนิยมและสังคมนิยม) แล้ว ไบรอัน มาร์ติน ยังมีงานเขียนเรื่อง Nonviolence versus Capitalism กล่าวถึงการต่อสู้แบบสันติวิธีในยุคหลังสงครามเย็น ที่อำนาจโลกเหลืออยู่ขั้วเดียว คือ ทุนนิยม และทหารดูจะลดบทบาทลง ศูนย์กลางการกดขี่ย้ายไปอยู่กับระบบตลาดแทน หนังสือเล่มหลังนี้พยายามตอบว่าจะต่อสู้แบบสันติวิธีได้อย่างไรในระบบเศรษฐกิจโลกที่การกดขี่มีความแยบยลและเป็นระบบที่มีเสถียรภาพมากกว่าระบอบเผด็จการทหารเสียอีก และเป็นไปตามจารีตของงานในวงการด้านสันติศึกษา ที่ “ไม่สงวนลิขสิทธิ์” และ “อนุญาตให้ทำซ้ำและเผยแพร่ทั้งส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดได้ไม่จำกัดจำนวน” หนังสือความหน้า 180 หน้า ขนาด 16 หน้ายกเล่มนี้ตีพิมพ์ในปีเดียวกันและโดยสำนักพิมพ์เดียวกับเล่มแรก และสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งเล่มเช่นกันที่

หมายเหตุ

[1]ในที่นี้ จะแปลคำว่า “Nonviolence” เป็น “สันติวิธี”, “ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง”, “การไม่ใช้ความรุนแรง” สลับกันไปมาตามแต่ความเหมาะสมของเนื้อความ  ส่วนคำว่า “เทคโนโลยี” จะหมายถึง ทั้งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เนื่องจากปัจจุบันวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยีใกล้ชิดกันอย่างยิ่ง


%d bloggers like this: